อายุเพียง 40 ต้นๆ กับบทบาทสำคัญที่ได้รับของผู้ชายคนนี้ ย่อมชวนให้ค้นหาลึกลงไปว่า จริงๆ แล้วเขามีความคิดความฝันอย่างไร
ชื่อของ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เคียงคู่ข่าวสารของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อเขาก้าวขึ้นรับตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ หลังจากเกิดคดีโกงเงินอันลือลั่น โดยที่ยังควบที่นั่ง นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ อีกหนึ่งตำแหน่ง
ในฐานะวิศวกร และนักการศึกษา สุชัชวีร์ สะท้อนมุมมองต่อภารกิจเบื้องหน้า แก่ “จุดประกาย” ตามประสาคนหนุ่มที่มีพลังและมุ่งมั่นจะผลักดันความคิดความฝันให้เกิดขึ้นจริง
บันทึกนับจากนี้ เป็นเสมือนประจักษ์พยานถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งอธิการบดี สจล. หลังจากมีข่าวอื้อฉาวของสถาบันฯ อาจารย์คิดว่า โดยภารกิจที่ได้รับ อะไรท้าทายที่สุด
เรื่องของการสร้างคน รวมถึงคนไทยกับความพร้อมที่จะก้าวสู่การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ตรงนี้ถือว่าท้าทายที่สุด ประเทศไทยเอง จะว่าไปแล้วเรามีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องทรัพยากร เรื่องวัฒนธรรม เรื่องอัธยาศัยใจคอของคนไทย แต่ว่าเท่านี้ไม่พอสำหรับจะก้าวข้ามจากประเทศที่กำลังพัฒนา ที่เราเป็นอยู่ คือเราเชื่อว่าเวลาเราก้าว สาวเท้าก้าวมาหลายสิบปี ไม่ทันสักที ขณะที่คนที่เคยอยู่ในพื้นที่เดียวกับเรา พื้นที่ประเทศกำลังพัฒนา ก้าวข้ามมันมาหลายคนแล้ว
อาจารย์หมายถึงเพื่อนบ้าน ?
เพื่อนบ้านชัดเจนคือ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเลเซียประกาศว่า 020 จะเป็นประเทศโลกที่ 1 เกาหลีใต้ก้าวไปนานแล้ว ทั้งที่ว่าสมัยก่อน 30-40 ปีที่แล้ว อยู่ในพื้นที่ หรือ league เดียวกับเรา
ตรงนี้ต้องย้อนมาดูว่า ไอ้ที่เราว่าเรามีอยู่ มันเพียงพอมั้ย ปรากฏว่าไม่เพียงพอ แล้วถ้าปล่อยอย่างนี้ต่อไป มีคนก้าวไปเรื่อยๆ มาเลเซียชนะเรา อินโดนีเซียกำลังจะไป เวียดนามก็น่ากลัวเหลือเกิน แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องซื้อ เราไม่เคยคิดจะทำได้เอง แล้วผมเองก็พบว่า จากการที่เป็นวิศวกรคนหนึ่ง เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง ถามคำถามนี้มายาวนาน ก็ค้นพบว่าทุกประเทศที่เราได้กล่าวถึง ล้วนแล้วแต่มีจุดที่เหมือนกันอยู่จุดเดียว คือมีความก้าวล้ำทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งหมด
ตั้งแต่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วก็เพราะว่า ทำรถยนต์โตโยต้า ฮอนด้านะครับ ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โซนี พานาโซนิค เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกัน ไต้หวันก็ทำ HTC นะครับ ทำส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ สิงคโปร์ก็ทำอย่างนี้ ทุกอย่างจนปัจจุบัน มาเลย์ฯเหมือนกัน
มาดูเมืองไทย ยังไม่มีศักยภาพ เราบอกว่า เราผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน แต่ว่าเราทำเครื่องยนต์ยังไม่เป็นเลย เราเป็นมนุษย์ประกอบ เราเป็นวิศวกรประเภท วิศวกรประกอบ ไม่ได้เป็นวิศวกรสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเราเรียกว่า ‘ติดกับดัก’ ก็จะต้องติดตรงนี้ตลอด ก็มองแล้วว่าหนทางที่จะดึงตัวเอง ดึงประเทศก้าวขึ้นไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ ก็คือผลิตคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย
การมารับหน้าที่เป็นอธิการที่ สจล. ก็มุ่งเน้นหลักที่สุด คือการพัฒนาคน การพัฒนานวัตกร ไม่เพียงแต่วิศวกรอย่างเดียวนะครับ วิศวกรที่ผมเรียนไปแล้ว ก็คือ สร้าง creative engineer นักวิทยาศาสตร์ก็ต้องเป็น applied science ; applied sciencetist
แล้วในส่วนของ pure science ไม่สำคัญหรือครับ
สำคัญมากที่สุดครับ แต่ว่า pure science เราเรียนเพื่อให้เราต่อยอด pure science อย่างเดียวดี แต่มันยังใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย มันต้องไปต่อยอดทางการแพทย์ ไปต่อยอดทางวัสดุศาสตร์ ไปต่อยอดทางฟิสิกส์ ต่อยอดเรื่องสื่อสาร ตรงนี้ถือเป็นรากฐาน แต่สุดท้ายแล้วต้องเป็น applied science ที่ลาดกระบังตรงนี้เราเน้นมากในเรื่องการสร้างนวัตกร
มีคนสงสัยว่า ทั้งใน วสท. และ ใน สจล. ล้วนมีผู้อาวุโสมากมาย คนหนุ่มอย่างอาจารย์ก้าวขึ้นมาได้อย่างไร ด้วยบทพิสูจน์แบบไหน
ผมเชื่อว่าอันดับแรก คือการได้พิสูจน์ตัวเองมาอย่างยาวนาน วสท. ผมทำตั้งแต่อายุ 20 กว่า สจล. ผมเริ่มทำตั้งแต่อายุ 18 ตั้งแต่ผมเป็นนักศึกษา เป็นประธานนักศึกษา แล้วก็เป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนดี มีผลงานเรื่องงานวิจัยด้านอุโมงค์ ตั้งแต่ยังไม่มีบีทีเอส ไปพบผู้ว่ากฤษฎา (อรุณวงศ์ ณ อยุธยา) เพื่อที่จะยื่นงานวิจัยตั้งแต่อยู่ปี 3 ปี 4 ว่าอยากจะให้กรุงเทพฯ มีรถไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนบีทีเอสเสียอีก เพราะฉะนั้น ผมได้ทำมาอย่างยาวนาน เรียกว่ามีความมานะมีความเพียร
วสท. ก็เช่นเดียวกัน ทำตั้งแต่อายุ 20 กว่า เป็นผู้ก่อตั้งยุววิศวกร จากนั้นก็เลื่อนมาทำงานอุโมงค์ จนประสบความสำเร็จในการจัดทำอุโมงค์โลก เป็นประธานโยธา แล้วก็ขึ้นมา ขยับมาหมด
ที่ สจล. ก็กลับมาเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เป็นหัวหน้าภาค เป็นคณบดี เป็นเทอมนึง 4 ปี แล้วขยับขึ้นมาเป็นอธิการบดี เพราะฉะนั้น ผ่านมาทุกงานแล้ว ขอขอบคุณที่ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านให้ความเมตตาให้ความสนับสนุนในทุกระดับ รวมทั้งนักศึกษาด้วยครับ
เราพูดถึงการสร้างบุคลากรทางวิทยาศาสตร์มานาน อะไรเป็นอุปสรรคที่ทำให้เกิดขึ้นไม่ได้จริง
หลายๆ ประเทศอย่างเกาหลีใต้ มีนักเรียนจากมัธยมเข้ามหาวิทยาลัยได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเรายังไม่ถึงขนาดนั้น จากเด็กในแผนบังคับจาก ป.6 ม.3 ม.6 ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ แล้วพอเข้ามามหาวิทยาลัย ตรงนี้จำนวนก็ไม่พอ แล้วในจำนวนที่มีอยู่ ซึ่งไม่พอเนี่ย เรายังไม่สามารถที่จะเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ได้ มันต้องมาแก้ตั้งแต่เรื่องหลักสูตรนะครับ ค่านิยม
จำนวนที่นั่งไม่พอ ?
จำนวนที่นั่งมันพอนะครับ แล้วก็จะมากขึ้น เรียกว่าอาจจะขาดแคลนด้วยซ้ำไป แต่เพียงว่าน้องๆ เด็กๆ ตกหล่นลงมาเยอะ ด้วยความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ ผู้ปกครอง หลายๆ เรื่องนะครับ แต่ที่นั่งพอ จะสังเกตว่า สมัยก่อนมีน้องๆ เอนทรานซ์แสนกว่าคน ตอนนี้ไม่ถึงแสนล่ะ จะเริ่มน้อยคนลงไปเรื่อยๆ
อันนี้เกี่ยวกับโครงสร้างจำนวนประชากร ?
ใช่ครับ ประชากรอาจจะเป็นหลักด้วยซ้ำไป ในอนาคต แต่ทีนี้ที่มีอยู่ เข้ามาปีละเก้าหมื่นคน จะออกไปสร้างชาติเนี่ย ถ้าเกิดเราหลับตาแป๊บเดียวนี่ล้านคนนะ ถ้าเกิดล้านคนเป็นคนที่สุดยอด ประเทศไทยพุ่งเลย ถ้าเกิดล้านคนเป็นคนที่ไม่สามารถที่จะเป็นนักคิด นักทำ นักสร้างสรรค์ได้ หรือมีแรงบันดาลใจ ซึ่งตรงนี้ผมว่า เราขาด Inspiration หรือแรงบันดาลใจ ถ้าเกิดว่าเราคิดว่า เราออกมาแล้วเราจะมาทำงาน แค่เช้ากลับเย็นนะครับ nine to five กลับมาเป็นลูกจ้างบริษัท เราคิดว่าตรงนี้เราพอใจ ประเทศไทยเราอยู่ลำบาก จะทำอย่างไรที่เราจะสร้าง น้องๆนักศึกษา ให้คิดว่า วันหนึ่งเราจะทำของให้ดีกว่าเกาหลี ทำของได้ดีกว่าเยอรมนี ทำของได้ดีกว่าอเมริกา แล้วก็ออกไปทำ ออกไปคิด ออกไปช่วย ตรงนี้ประเทศไทยขาดแคลนมากๆ ซึ่งตรงนี้มหาวิทยาลัยต้องบ่มเพาะให้ได้
พอบ่มเพาะแล้ว มีแรงบันดาลใจแล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคอื่นรออยู่ ?
มหาศาล ยิ่งทำงานใหญ่ อุปสรรคมันก็ยิ่งเยอะ อะไรที่มันชำระอุปสรรคได้ ไม่ใช่การเรียนในห้องเรียนหรอกครับ ไม่ใช่คอร์สเรียนที่มีมากมายนะครับ แต่มันเป็นแรงบันดาลใจ เด็กไทยต้องมี role model พอมี role model เราเจอมหาเศรษฐีเยอะแยะไปหมด เห็นว่าตอนที่เขาหนุ่มๆ ล้มลุกคลุกคลาน บางคนหมดเนื้อหมดตัว พลาดแล้วพลาดอีก แต่สุดท้ายก็ชนะ ถ้าเกิดคนเรายึดมั่นใน role model ที่ดี เราก็สามารถทำงานได้สำเร็จ ตรงนี้เมืองไทยอาจจะยังขาดสักนิดนึง เราก็คงต้องมาช่วยสร้างกัน ในมหาวิทยาลัยเอง เราก็พยายามจะสร้าง role model ลักษณะนี้
ในยุคสมัยของอาจารย์ มองหา role model ยากมั้ย
ผมเอง เนื่องจากคุณพ่อเป็นนักวิชาการ คุณพ่อรักการอ่าน ทำให้ผมรักการอ่านแต่เด็ก แล้วคุณพ่อก็เป็นนักเล่าเรื่อง ผมเองก็รู้ว่า ผู้นำประเทศต่างๆ เขาทำอย่างไรกัน นักวิทยาศาสตร์รางวัล nobel prize เขาทำอย่างไรกัน พอศึกษาก็รู้สึกว่าอิน ว่าวันหนึ่งเราอยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง แล้วเขาทำอย่างไรล่ะ เขาต้องมานะ ขยัน อดทน เลยตั้งใจเรียน ตั้งแต่ตอนเด็กๆ น่ะครับ แล้วอุปสรรคมันก็มากขึ้นๆ เรื่อยๆ แต่พอคิดถึงแรงบันดาลใจ แรงบันดาลใจผู้นำ ก็อย่างท่าน Nelson Mandela ต่อสู้มา ติดคุกตั้ง 27 ปี ออกมาพลังก็ยังไม่หมด รู้จักให้อภัย สุดท้ายก็เป็นประธานาธิบดีตอนอายุ 70 กว่า ท่านประธานาธิบดี Lincoln จน ลำบาก แข่งขันอะไร ไม่เคยชนะเลย ส.ส.ก็สอบตก ส.ว.ก็สอบตกตั้ง 2 ครั้ง ชนะอยู่อย่างเดียว คือเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก พอเราเห็นคนอย่างนี้แล้วนะครับ เราคิดว่า เรามันน้อยนิดเท่านั้นเอง ความลำบากของเรา ทำไมเราจะไม่สู้ล่ะครับ
สิ่งที่คู่ขนานกับการศึกษา คือการวิจัย อาจารย์มองเรื่องการจัดสรรทุนวิจัยอย่างไร
ทุกคนยอมรับว่างานวิชาที่เรียกว่า R&D research and development เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างชาติ รัฐบาลทุกรัฐบาลรู้หมด ตระหนักหมด แต่ว่าทำไม่ครบ งานวิจัยเป็นการลงทุน ที่อาจจะมองไม่เห็น งานวิจัยภาษาอังกฤษเรียกว่า research re ก็คือ again ส่วน search ก็คือหา หาแล้วหาอีก หาแล้วหาอีก หาไปร้อยครั้ง อาจจะเจอสักหนึ่งครั้ง แต่สุดท้ายมันต้องเจอ เพราะว่าไอ้การไม่เจอ 99 ครั้งนี่แหละ มันส่งผลให้เราค้นพบครั้งที่ 100
แต่ประเทศไทย ความอดทนทางด้านงานวิจัย ความต่อเนื่องไม่มี ขณะเดียวกันรัฐเองต้องพยายามที่จะสื่อสารให้กำลังใจ และส่งเสริมให้เอกชนเห็นคุณค่าของงานวิจัย เอกชนของไทยในอดีต ซื้อของมาแล้วก็ขายไป ก็ได้เงินแล้วก็พอใจ แต่วันนึงเขาไม่ขายเรา เขาไปขายคนอื่นเราก็เสร็จอีก
บทบาทนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาครัฐอย่างเดียว ?
ทุกอย่าง เอกชนเองก็สำคัญ ผมพยายามเท้าความว่า พอถึงเอกชน การลงทุนวิจัยถือเป็นต้นทุนราคาแพง แต่ต้องยอมรับเหมือนกัน จะไปทำแล็บวิจัย ถ้าคุณไม่ใช่บริษัทอย่าง ปตท. เอสซีจี จะทำได้อย่างไร แล้ว 2 บริษัทนี้ ทำไม่เพียงพอหรอก สำหรับการต่อสู้ในศตวรรษที่ 21 สุดท้ายองค์ประกอบสำคัญ คือมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยมีทั้งแล็บ มีทั้งอาจารย์ที่เรียนระดับโลกมาเลย แล้วมีทั้งนักวิจัย นักศึกษา ตรงนี้ทำให้งานวิจัยในมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญที่สุด แต่จะอยู่เดี่ยวๆ ไม่ได้ รัฐต้องสนับสนุน อธิบายสร้างแรงบันดาลใจ ผลักดัน แล้วก็ส่งเสริมเอกชนมาใช้แล็บของมหาวิทยาลัย แล้วมาใช้คนมหาวิทยาลัย เอกชนต้องลงทุนด้วย แต่ปัจจุบัน เอกชนไม่ลงทุน ลงทุน แล็บก็ไม่ลงทุน ลงทุนในคนมหาวิทยาลัยก็น้อย ลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์ก็ยังน้อยอยู่ ตรงนี้หัวหลักก็คือรัฐ
วาระ 4 ปีกับการทำหน้าที่ตรงนี้ของอาจารย์ คาดว่าสังคมไทยจะเห็นอะไรบ้าง
ผมจะมุ่งมั่นเลยว่าให้ สจล. เป็นสังคมนวัตกรรม เป็น innovative society เมื่อคิดอะไรที่ใหม่ ล้ำหน้านะครับ ต้องคิดถึง สจล. ซึ่งเราประสบความสำเร็จแล้ว ตั้งแต่เราทำที่คณะวิศวฯ เรามีวิศวกรรมขนส่งทางยาน ที่แรกใน south east asia เรามีวิศวกรรมป้องกันประเทศครั้งแรก south east asia เรามีวิศวกรรมดนตรีและมัลติมีเดียที่แรกใน south east asia และเรากำลังจะมีวิศวกรรมการบินและนักบินพาณิชย์ รวมทั้งวิทยาลัยทางด้านอวกาศและการบิน ตรงนี้จะเป็นครั้งแรกใน south east asia เหมือนกัน
ในอนาคตก็จะขยายไปในเรื่องของแล็บ ทางนาโน อุตสาหกรรมเกษตร สถาปัตยกรรม ศิลปะอุตสาหกรรม ที่มีหลักสูตรอะไรที่ทันสมัย รวมทั้งจะต้องก้าวไปถึงคณะแพทยศาสตร์ ที่เป็นแพทย์นักวิจัยในอนาคตด้วย โดยที่เรามีความมุ่งหวังว่าเราจะเป็น MIT ของเมืองไทย ปฏิธานผู้ก่อตั้งที่ผมจบมาที่แมสซาชูเซ็ทท์ เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลก ชนะ Harvard มา 4 ปีเต็ม
จริงๆ เขา (MIT) เริ่มจากแค่โปลีเทคนิค แต่สุดท้ายแล้วก็ก้าวเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง ก็เป็นความภาคภูมิใจ เราจะเดินตามสายนั้น ซึ่งเดือนแรก ผมก็ปรับโครงสร้าง ปฏิรูปโครงสร้างผู้บริหารตามแบบ MIT เลย แล้วก็จะมุ่งเน้นตามแบบนี้เลย
ในฐานะที่เป็นนักการศึกษา อาจารย์คิดอย่างไรกับการจัดลำดับมหาวิทยาลัย
อยากจะเรียนอย่างนี้นะครับว่า การจัดอันดับก็เป็นสิ่งดีในการกระตุ้นเตือนเรา ไม่ให้เราอยู่ตามยถากรรม แต่บางครั้งการจัดอันดับ จะทำให้คนได้ลืมองค์ประกอบสำคัญ การจัดอันดับจะมาจากอะไร ผลงานตีพิมพ์นะครับ ผลงานตีพิมพ์เป็นหลัก ความเป็นนานาชาติ ชื่อเสียง แต่เท่านี้มันไม่เพียงพอ อย่าลืมนะครับว่า ถ้าเรามีอาจารย์มุ่งแต่ตีพิมพ์ แต่ไม่ใช่เป็นครูที่ดีที่เสียสละ ความสำเร็จตรงนี้ บางทีก็ไม่สะท้อนถึงความสำเร็จในระยะยาว คุณก็จะมุ่งแต่ตีพิมพ์ เขียน จนกระทั่งมีคนตีพิมพ์ แต่ไม่ได้มุ่งเน้นในการเป็นครูที่เสียสละ
เพราะฉะนั้น ผมอยากจะมองเรื่องการจัดอันดับ เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกก็ทำไป ดี แต่ส่วนหนึ่งก็อย่าไปทำตามเขา เช่น ถ้าเกิดเราผลิตโทรทัศน์ของเราเองได้ จัดอันดับเขาก็ไม่ได้จัดให้ และผลิตเด็กที่มีภาวะความเป็นผู้นำ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต สู้งาน เขาก็ไม่จัดอันดับให้ แล้วผลิตครูที่ยอมเอาบ้านตัวเองไปจำนอง เพื่อจะเอาเงินมาซื้ออุปกรณ์แล็บ เขาจัดอันดับให้มั้ย ไม่มี เพราะฉะนั้นการจัดอันดับ มันเป็นสังคมเชิงวัตถุ แต่สังคมเชิงจิตใจ และนวัตกรรมระยะยาว มันยังไม่ได้มองถึง ก็ขอให้มองใน 2 มุมมองด้วยนะครับ
ยกตัวอย่าง ประเทศจีน มหาวิทยาลัยติดอันดับน้อยเต็มทน แต่ดูประเทศจีนทำได้ทุกอย่างแล้ว อินเดีย มหาวิทยาลัยติดอันดับน้อยเต็มทน ทำหัวรบนิวเคลียร์ก็ได้แล้ว เรือดำน้ำก็ทำได้แล้ว ทำไอทียอดเยี่ยมหมดแล้ว ตรงนี้มันสำคัญมากน้อยแค่ไหน แต่ว่าในสังคมเอเชียเป็นสังคมที่เราชอบแข่งขัน แล้วก็จะมุ่งตรงนี้ ก็ฝากเตือนไปทางกระทรวงศึกษาด้วยว่า ใช่ ทำ แต่อย่าลืมองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งกว่า ซึ่งการจัดอันดับไม่ได้ไปนับเลย คือองค์ประกอบในความเป็นมนุษย์ องค์ประกอบในการเป็นนักประดิษฐ์ และองค์ประกอบในการทำงานเพื่อสังคม
ยอมรับไหมครับว่า ถึงจะมีนักฝันนักประดิษฐ์สร้างงานได้มากมาย แต่ถึงที่สุดแล้วมันก็ต้องมีคนคิดและคนทำให้ค้าขายได้อยู่ดี
ถูกต้องครับ แต่ไอน์สไตน์เคยพูดคำนี้มา ไอน์สไตน์บอกว่า ความคิดริเริ่มมันมาก่อนเสมอ แล้วทุกอย่างจะมา
ผมยกตัวอย่าง GE เกิดขึ้นจากอะไร General Electric ยิ่งใหญ่โด่งดังมาก เกิดขึ้นมาจาก โธมัส อัลวา เอดิสัน แล้ว โธมัส เอดิสัน ทำอะไร ประดิษฐ์หลอดไฟ เขามอง โธมัส เอดิสัน เป็นอภิมหาเศรษฐีนะ เขามอง โธมัส เอดิสัน ในฐานะ Innovator เพราะฉะนั้น Innovator มาก่อน
บิลล์ เกท มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน เขามอง บิลล์ เกท เป็นมหาเศรษฐี เขามองอะไรก่อน เขามองว่า คือคนที่สร้างไมโครซอฟต์ สร้างโปรแกรม โอเปอเรชันซิสเต็ม เขามองสตีฟ จ๊อบ ยังไง มีใครพูดบ้างว่าสตีฟ จ๊อบ รวย แต่บอกก็ Make a difference , Think difference เช่นเดียวกัน ผมอยากจะให้มองว่า นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ของเรามาก่อน หลังจากที่มันมาแล้ว ทุกอย่างมันจะตามมา ทุกอย่างจะตามมาจริงๆ
การมาทำงานบริหาร เท่ากับทำให้อาจารย์เสียโอกาสที่จะเป็น Innovator ไหมครับ
ผมเริ่มต้นชีวิตผมในวัยเรียน ก็เป็น Innovator มาตลอด มี 5 patent มีผลงานตีพิมพ์ มีคนที่ reference top 5 ของโลก ถือเป็นนักวิชาในระดับโลกมาก่อน ช่วงวัย 22-37 ช่วง 15 ปี เป็นนวัตกร สร้างสรรค์ผลงาน ผลงานตีพิมพ์ก็ไม่เคยมีใครทำมาก่อนในโลก คือจำลองมันสมองเอามาใช้ในการขุดเจาะอุโมงค์ ถือเป็นครั้งแรกของโลก
พอกลับมาก็มาประดิษฐ์โน่นประดิษฐ์นี่ ระบบไอทีอะไรต่างๆ ก่อนที่ความสำเร็จตรงนี้จะเป็นที่ยอมรับโดยประจักษ์ โดยที่ได้รับโปรดเกล้าเป็นศาสตราจารย์คนแรกและคนเดียวทางด้านการก่อสร้างใต้ดินของประเทศไทย ก่อนที่มาเป็นคณบดี แล้วก็มาเป็นอธิการบดี แน่นอนนะครับ บทบาทเปลี่ยนไปแต่ก็อย่าลืมว่าผมยังมีนักศึกษาปริญญาเอกอยู่หลายคน แล้วก็ยังมีผลงานตีพิมพ์อยู่หลายเรื่องเหมือนกัน เพราะมันเป็นงานที่รักมาก ไม่ได้ทิ้งวิชาการ เรายังมีผลงานออกในระดับโลกอยู่ตลอดเวลา
หลังจากนี้ โอกาสที่อาจารย์จะไปทำงานในส่วนที่กำหนดนโยบายได้มากขึ้น เช่น ทำงานการเมืองในอนาคต ?
ก็เป็นไปได้ แต่ว่าผมเองจะคิดอย่างนี้ ในชีวิตของผมนะครับ ผมทำงานอะไรแล้วผมจะโฟกัสกับมัน passion กับมัน เมื่อเป็นนักศึกษาก็มุ่งมั่นว่าเป็นนักศึกษาที่ดี จะเรียนให้ได้เกรดเฉลี่ยสูงที่สุด ระหว่างเป็นนักศึกษา ก็เป็นนักกีฬา เป็นนักกิจกรรม เมื่อเป็นประธานนักศึกษาก็เป็นประธานนักศึกษาที่ดีที่สุดนะครับ แล้วก็เรียนให้ดีจนจบมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด กลับมาเราอยากเป็นนักวิจัยก็ต้องเป็นนักวิจัยที่ดีที่สุด โดดเด่นที่สุด ประสบความสำเร็จเป็นศาสตราจารย์คนแรกในด้านการก่อสร้างใต้ดินอุโมงค์ พอมาเป็นนักบริหารเป็นนักบริหารวิศวะ คนก็จะบอกว่าคงคิดเป็นอธิการบดีใช่มั้ยฮะ ก็ปกติ
แต่ความเป็นจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดยาวนะครับ พูดว่าเป็นความฝันได้ เป็นคณบดีก็มีความฝันว่า วันหนึ่งได้เป็นอธิการ แต่เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ความปรารถนาอย่างแรงกล้าและหัวใจที่แรงกล้า มุ่งอยู่ที่วิศวะลาดกระบัง อยู่ครบ 4 ปีเต็ม เป็นวิศวกรคนนึงก็มีความฝันว่า วันนึงประเทศไทยเราจะมีวิศวกรที่ดีที่สุดในโลก สามารถผลิตอะไรได้ ไม่เป็นวิศวกรที่กินน้ำใต้ศอก คอยประกอบรถให้บริษัทที่มีชื่อเสียง คอยทำฮาร์ดดิสก์ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ อยากเป็นวิศวกรที่เราสร้างคน มีแบรนด์ของตัวเอง ก็ไต่เต้าทำงานอุโมงค์ ไปชนะประเทศจีน สร้างงานอุโมงค์โลกเสร็จสมบูรณ์ คนเลือกมาเป็นประธานโยธา ทำงานโยธาก็ประสบความสำเร็จ คนเลือกตั้งมาเป็นนายกวิศวกรรมสถาน
ย้อนมาที่มหาวิทยาลัย เป็นคณบดี 4 ปีที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น ก็มาถึงอธิการบดี และวันนี้ผมไม่ได้คิดอะไรไกลเลย คิดว่าวันนี้ตื่นนอนมา ก็คิดเรื่อง สจล. นะครับ เชื่อมั้ยครับว่าผมฝันถึง สจล.จริงๆ เพราะผมเป็นคนอิน เป็นคน passion focus แล้วคุยเรื่อง สจล.ได้เป็นวัน มีความสุขที่จะช่วยมหาวิทยาลัย
ฟังดูแล้วเหมือนอาจารย์มีเวลามาก เบื้องหลังความสำเร็จของอาจารย์เป็นเรื่องการบริหารเวลาหรือเปล่า เพราะนึกภาพไม่ออกว่ามีเวลา input ตัวเองอย่างไรในแต่ละวัน
ยากมากครับ ชีวิตผมก็ไม่สมดุล เพราะว่าการที่ทำอะไรให้ดีที่สุด เหมือนคนที่จะเป็นแชมป์เหรียญทองโอลิมปิก จะเป็นแชมป์ระดับเหรียญทองโอลิมปิก ไม่ว่าจะเป็นกีฬายกน้ำหนัก กีฬามวย กีฬาวิ่ง ชีวิตคืออยู่ตรงนั้น ชีวิตเขาอยู่ในสังเวียน ชีวิตเขาอยู่ในที่ยกน้ำหนัก ชีวิตเขาอยู่ในลู่วิ่งนะครับ มากกว่าที่อื่นๆ ฉันใดฉันนั้น ผมคิดว่าผมทำอะไรแล้วผมให้ชีวิตกับมัน แต่ระหว่างที่ให้ชีวิตกับมันเนี่ย ผมโชคดีที่มีคุณพ่อคุณแม่ให้การสนับสนุนที่ดีวิเศษที่สุดตั้งแต่เด็ก ในการเป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้จากคนอื่นนะครับ รับฟัง อ่าน และคิดอยู่ตลอดเวลา
เวลาผมได้คำถาม ดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนให้ แต่ผิดนะครับ ผู้ตั้งคำถามเป็นคนให้ผมเยอะเลย หลายคำถามเป็นคำถามที่วิเศษมากๆ ถ้าให้ผมกลับไปคิด กลับไปอ่าน หาความรู้เพิ่มเติม แล้วตรงนี้ผมจะค่อยๆ พัฒนาตัวเองมากขึ้น แล้วผมเป็นนักบันทึก เหมือนคุณพ่อผม ชอบจด ชอบปากกา ชอบเขียนๆ ๆ วันนี้ผมได้ยิน ผมก็เขียน อ่าน อ่านทุกอย่าง ทำให้เป็นคนอ่านหนังสือได้เร็วมาก จำทุกอย่างเป็นรูปภาพเลย เห็นแป๊บแว๊บเดียวก็จำได้ว่า เนื้อหาใจความเป็นยังไง แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ที่ผมจะบอกก็คือ มันมาจากการสั่งสม ตั้งแต่เด็กจริงๆ ไม่ใช่มาอายุ 43 แล้วเป็นอย่างนี้ มันใช้เวลาสะสมมา 40 กว่าปี โดยต่อเนื่องกันทุกวัน
เลยย้อนไปบอกว่า รัฐเองต้องผลักดัน ทั้งผู้ปกครอง ทั้งเรื่องการศึกษา ว่าถ้าอยากจะสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถนะครับ คุณต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก แล้วพอถึงวัยที่ทำงาน มันจะค่อยๆ เห็นเอง.





