ลบทิ้งนิยาม ‘เพศชาย’ แบบเดิมๆ และมารู้จักกับหลาย ‘เฉด’ ในเพศชายที่จะทำให้การรับรู้ของคุณต่างไปจากเดิม
ขณะที่ ง้องแง้ง นุ่งกระโปรง เลี้ยงลูก มีนม ไม่ประสีประสาเรื่องเพศ ฯลฯ ถูกคนกลุ่มหนึ่งเขียนลงบนกระดาษเพื่อระบุถึงคุณสมบัติที่พบได้ใน “เพศหญิง”
ส่วน “เพศชาย” ก็ถูกขีดกรอบรูปลักษณะและพฤติกรรมให้มีทั้ง ความหยาบ แข็งแรง มีกล้าม เป็นผู้นำ ไม่ร้องไห้ เก่งเรื่องเซ็กซ์ เจ้าชู้ ฯลฯ
แต่เมื่อให้พวกเขาเขียนถึงลักษณะที่เป็นอยู่ของ “ตัวเอง” ..บนกระดาษกลับเต็มไปด้วยข้อความจากทั้งสองฝั่งเพศผสมปนเปกันไปหมด
“คนเราทุกคน ต่างก็มีคุณสมบัติจากทั้งสองแผ่นกระดาษผสมผเสปนเปกัน ชายอาจร้องไห้ได้ ส่วนผู้หญิงก็แข็งแรงได้เหมือนกัน” เป็นการขยายความโดย “เมย์” ผู้ดำเนินกิจกรรมเวิร์คชอป Becoming Me(n) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนข้ามเพศ และคนรักสองเพศ (IDAHOT) ที่จัดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 - 19 พ.ค.58) ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เพราะความลื่นไหลในสภาวะทางเพศเป็นไปอย่างมากในปัจจุบัน จึงถึงคราวที่สังคมเองก็ควรต้องตระหนักให้มากก่อนจะไปนิยามใครต่อใครว่า หญิงหรือชาย ทอมหรือดี้ เกย์หรือกะเทย ฯลฯ
เมื่อเพียงเฉดระหว่างการเป็นหญิง-ชาย ยังทับซ้อนวุ่นวายขนาดนี้.. นับประสาอะไรกับการข้ามเพศ ไม่ว่าจะ ชายใจหญิง หรือ หญิงใจชาย ทั้ง “เขา” และ “เธอ” ต่างก็มีรูปแบบของตัวเองแตกต่างกันไป
เช่นในวงเวิร์คชอป Becoming Me(n) ที่เน้นการพูดคุยเปิดใจของกลุ่ม “ผู้ชายข้ามเพศ” (TransMen) หรือเรียกอีกอย่างว่า FTM (Female to Male) ที่พวกเขาต่างมีความในใจอยากจะบอก อยากจะแชร์ และอยากให้สังคม “สนใจ” มากกว่าแค่สงสัยถึง “เครื่องเพศ” หรือเคราเฟิ้มๆ กล้ามแน่นๆ ซึ่งแทบทั้งหมดของคนที่ได้เห็น เป็นต้องอยากรู้ว่า... เป็นไปได้ไง ?!
หญิงเพียง ‘กาย’
จากจุดเริ่มที่ว่าด้วย “วาระสำคัญ” อันเป็นหัวข้อหลักในวงเวิร์คชอปที่ คำถามชวนสงสัยว่า... แค่ไหน จึงจะถือว่า เป็น “ชาย” ?
ถ้าลากเส้นจากจุดเริ่มต้นตรง “หญิง” สู่ “ทอม” และมีปลายทางที่ “ทรานส์เมน” คำถามคือ จะมีเส้นแบ่งไหม ว่า ถึงจุดไหนถึงจะเรียกได้เต็มปากว่า “ผู้ชาย”
แม้คำตอบที่ได้จะกำกวมก้ำกึ่ง โดยเกณฑ์วัดที่น่าจะเป็นรูปธรรมที่สุดในความเห็นที่เก็บได้จากกลางวงจะอยู่ตรง “ความเนียน” เมื่อเข้า “ห้องน้ำชาย” แต่ถ้าจะสาวกันจริงๆ แล้ว การสรุปอย่างกำปั้นทุบดินเแบบนั้นก็ไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป..
เพราะอย่าลืมว่า ในหมู่พวกเขาเองก็มีด้วยกันหลายเฉด!
"อย่างผม จะเห็นเลยว่า มีเฟมินีนในตัวเหลืออยู่เยอะมาก แล้วผมก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมก็นั่งอย่างนี้ นั่งแบบผู้หญิงก็ได้ แล้วผมก็คุยด้วยมือของผมเยอะมาก (ทำท่ากรีดกราย) แต่ประเด็นมันน่าจะอยู่ตรงที่ว่า เราตีความการเป็นแมนของตัวเองไว้อย่างไร ความเป็นแมนของเราอยู่ที่ไหน สำหรับตัวผม ความเป็นชายมันไม่ใช่แค่ว่า คุณต้องมีอวัยวะเพศชาย มันหมายถึงการที่คุณปฏิบัติต่อคนรอบข้างอย่างไร มีความเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหน.. ซึ่งถ้าหาความหมายในแบบของตัวเองเจอ จะเป็นแบบไหน คุณก็เป็นได้ทั้งนั้น" เจสซี่ หนุ่มข้ามเพศออกหวาน ดีกรีนักเรียนแพทย์จากนิวยอร์กร่วมให้ความเห็น
“การที่เป็นหญิงเป็นชาย มันไม่มีชายจริง หญิงแท้หรอก เพราะมันมีหลายเฉด แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนที่เขาจะนิยามตัวเองว่า เป็นเฉดไหน เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเขา ผู้ชายคนนึงก็อาจจะร้องไห้ อ่อนแอได้ ผู้หญิงคนนึงก็อาจจะแข็งแรงได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา” เสริมโดยสาวเลสอย่าง “เมย์”
จากการตีความเมื่อบทสนทนาลากยาวย้อนสู่ “วันวาน” พวกเขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่เอ่ยถึง วันหวานๆ ที่เคยมี
“เกิดมาโดนเลี้ยงอย่างผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์ เรียนหญิงล้วน แล้วมาเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองเล็กๆ ตอน ม.1 คือ ตัดผมสั้น แต่เพื่อนหาว่า เราทำตามอย่างคนอื่น ก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เพราะขณะที่เราอยากจะเป็น ”ตัวเอง“ แต่คนอื่นกลับมองว่า เราทำตามรุ่นพี่ที่ดังๆ ในโรงเรียน ก็เริ่มโดนแรงกดดันจากที่โรงเรียน สุดท้ายเลยอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนฝูง พ่อแม่ก็มาซ้ำว่า เพราะทำตัวแบบนี้ไงถึงไม่มีใครคบ คุยเรื่องนี้กับใครไม่ได้เลย เคยสารภาพกับพ่อแม่ว่า อยากเป็นผู้ชาย และต้องการแปลงเพศ คำตอบที่ได้รับ คือ ถ้ายังคิดจะทำ ก็รอให้พ่อแม่ตายก่อน หรือไม่ก็ตัดครอบครัวกันไปเลยดีกว่า” ไนท์-รัตนันต์ เจียมพานทอง กรรมการเครือข่ายผู้ชายข้ามเพศแห่งประเทศไทย (Transmen Alliance of Thailand) หรือ TMAT เอ่ยถึงความหลัง
ไม่ต่างกันกับ วิน-ณัฐศรัณย์ ศรีเมือง ผู้กำหนดสถานะตัวเองว่า “ทอม” วัย 36 ปี ที่เล่าว่า ในวัยเด็กรู้สึกขัดอกขัดใจมากที่เกิดมาเป็นผู้หญิง ทุกครั้งที่ยืนหน้ากระจก ก็มักจะรู้สึกว่า ภาพตรงหน้าไม่ใช่ “ตัวเอง” เลยสักครั้ง
จากนั้นจึงเริ่มหาความรู้ด้วยตัวเอง เพราะหันไปรอบตัว ก็ไม่รู้จะไปคุยเรื่องทำนองนี้กับใคร เลยอาศัยไหว้วานเพื่อนฝูงให้หาหนังสือต่างประเทศมาให้ จนได้รู้ว่า มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้แปลงเพศได้ เท่านั้นแหละ... งานมโนต้องมา!
“ตอนนั้นก็พร่ำเพ้อมากว่า วันนึงจะต้องเปลี่ยนมันให้ได้”
แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น วิน ยังต้องฝ่าด่านอรหันต์ นั่นคือ “ครอบครัว” เพราะเมื่อลูกสาวในรั้วโรงเรียนหญิงล้วน เกิดลุกขึ้นมาใส่กางเกง คนเป็นพ่อถึงกับขัดเคืองจนเลิกพาออกงาน ไปไหนพกไปแต่พี่ชายตลอด นั่นเลยทำให้วินเริ่มเลี้ยวกลับเข้าสู่เส้นทางเดิม เพราะกลัวพ่อไม่รัก กระทั่งครอบครัวส่งไปเข้ารับการรักษาวินก็ยอม แถมยังเชื่อไปด้วยว่า ตัวเอง “ป่วย”
“ผลก็คือ ได้หน้าอกใหญ่ สะโพกผาย สมใจ แล้วก็บอกตัวเองว่า จะทำให้ได้ (เป็นหญิง) จบแล้วก็มาเรียนต่อพยาบาล แต่สุดท้ายก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ อยากเปลี่ยนแปลงร่างกายตัวเองมาก” วินเล่าถึงผลจากฮอร์โมนเพศหญิงที่ถูกเพิ่มเข้ามา
จนเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ บวกกับวัยที่โตขึ้นมา สามารถรับผิดชอบตัวเองได้.. เขาจึงมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับตัวเอง ด้วยการ “ตัด” สิ่งที่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ออกไป
“ก็ตัดนมออกตอนอายุ 23.. ทำให้เป็นของขวัญกับตัวเอง แต่พอทำแล้ว กลับรู้สึกว่า ไม่มีเพื่อนเลย รู้สึกแปลกแยก เราเป็นคนพิการหรือเปล่า ก็เริ่มเข้ามาในสังคมออนไลน์จนได้รู้ว่า โลกนี้เปิดกว้างกว่าที่คิด ยังมีคนที่คิดและเป็นเหมือนๆ กันอยู่ด้วย”
แม้จะไม่ปลื้มเท่าไหร่กับสรีระหญิงๆ จนถึงกับไปตัดออก แต่สำหรับวิน เขาขอหยุดไว้เพียงเท่านี้.. โดยยังไม่พร้อมที่จะก้าวเท้าไปสู่คำว่า “ผู้ชาย”
“ก็ยังอยากเข้าห้องน้ำหญิงน่ะนะ ก็มันสะอาดดี” วิน เล่าพร้อมรอยยิ้ม
Trans to be ‘MEN’
แต่สำหรับ “เบญ” คุณครูวัย 33 กับคำถามที่เจอเป็นประจำจากปากเด็กๆ คือ ตกลง คุณครูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ?
“ก็ตอบเด็กไปทุกครั้งว่า เป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ เห็นแบบไหน ก็เป็นแบบนั้น”
เบญเป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่พอใจในรูปร่างของตัวเอง ถามตัวเองเสมอว่า ทำไมต้องเกิดมาในร่างของผู้หญิง
“ก็เริ่มหาเสื้อผ้าที่เก็บหน้าอกให้แบนๆ จากนั้นพอหาข้อมูลมากขึ้นๆ ได้รู้ว่า เขาตัดนมได้ ก็บอกเพื่อนว่า อยากตัดนม แต่เพื่อนด่ากลับมาว่า บ้าเหรอ.. ไปหาหมอมั้ย?”
แม้จะมีเสียงทัดทาน แต่เบญก็ยืนยันจะตัดส่วนเกินที่ทำให้ทุกๆ วันเป็นวันที่ไม่โอเคออก
“รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น แล้วตอนนี้ก็กำลังวางแผนจะข้ามมาสู่อีกเพศหนึ่ง”
สำหรับ “ผู้ชายข้ามเพศ” ยังไม่ต้องพูดถึง ‘เครื่องเพศ’ เอาแค่ที่เห็นได้จากภายนอกไม่ว่าจะเป็น.. หนวดเคราเฟิ้ม ร่างกายกำยำ ที่สำคัญคือ ‘ไม่มีนม’ ทั้งหมดล้วนนำมาสู่ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวของคนส่วนใหญ่ว่า เจ้าของสถานะ ‘นางสาว’ ในบัตรประชาชนทั้งหลายนี้ว่า มันเป็นไปได้อย่างไร ?
แน่นอนว่า.. เป็นไปได้ แต่มันไม่ใช่ง่าย และสิ่งที่ต้องแลกมานั้น มันไม่ธรรมดาเลย
ถ้าจะเอ่ยถึง กระบวนการอย่างสรุปมากๆ ของการทรานส์สู่ความเป็นชายนั้น จะประกอบด้วยสองอย่าง หนึ่งคือ การเทคฮอร์โมนเพศชาย และสองคือ การเข้ารับการผ่าตัด โดยทั้งสองสิ่งควรทำโดยอยู่ในการดูแลของแพทย์ แต่ที่ผ่านมา ด้วยความที่ฮอร์โมนชายเป็นอะไรที่หาได้ง่ายมาก ซื้อในอินเทอร์เน็ตก็ยังมี ก็เลยมีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อหามาฉีดเอง โดยไม่ได้ศึกษาผลข้างเคียงเลยแม้แต่น้อย ที่เกิดขึ้นก็คือ ...
“มีน้องคนนึง เขาไปฉีดฮอร์โมนเอง ผลก็คือ เกือบหัวใจวาย นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ ผม และ จิมมี่ (กฤตธีพัฒน์ โชติฐานิตสกุล - ประธาน TMAT) เลยลุกขึ้นมาร่วมกันก่อตั้ง เครือข่ายผู้ชายข้ามเพศแห่งประเทศไทย โดยเราตั้งใจจะให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง และปรับตัว ให้การทรานสิชั่นสู่การเป็น ‘ผู้ชายข้ามเพศ’ เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” คาณัสนันท์ ดอกพุฒ รองประธาน TMAT เอ่ย
เพราะนอกจากผลกระทบทางร่างกายจากการฉีดฮอร์โมนเพศชายซึ่งจัดเป็นสารสเตียรอยด์ ซึ่งแม้จะช่วยให้ “กาย” เข้าใกล้ความเป็นชาย ทั้งเสียงทุ้มต่ำ หนวดเครา กล้ามเนื้อ ฯลฯ แต่ผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่ต้องรับไว้เช่นกัน ก็มีอาทิ เลือดข้น หรืออาจเป็นลิ่มได้ ปริมานไขมันดีในร่างกายลดลง และไขมันเลวเพิ่มขึ้น ปริมาณฮีโมโกลบินเยอะขึ้น(เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ) ส่งผลต่อการทำงานของตับ อาจมีปัญหาเรื่องความดันสูง ฯลฯ (ข้อมูลจากเครือข่ายผู้ชายข้ามเพศ)
แต่นั่นก็อาจยังไม่เท่าผลกระทบทาง “ใจ” ที่อาจส่งผลเกินจะรับไหว
ขณะที่ไนท์ และวิน ได้รับแรงกดดันจากครอบครัว ซึ่งแม้ในท้ายที่สุด ทั้งคู่จะกัดฟันผ่านมาได้ แต่ก็ใช่ว่า ปลายทางที่ฝันไว้จะราบรื่นเสมอไป...
“ปัญหากับคอลเซ็นเตอร์นี่เจอเป็นประจำเลยครับ.. ชื่อในบัตรประชาชนเป็นนางสาว พอโทรมาเจอเสียงเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่ยอมให้เราทำธุรกรรมอะไร พูดเลยว่า ทะเลาะกับคอลเซ็นเตอร์บ่อยมาก กระทั่งจะแจ้งยอดบัตรเครดิต ซึ่งจริงๆ ก็ทวงหนี้นั่นแหละ ยังไม่วายมีปัญหา” คาณัสนันต์เอ่ยแบบปลงๆ
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกมายมาก อาทิ การเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน เพราะใครไม่เป็นคงไม่เข้าใจ หรือ รู้สึกยินดีกับสรรพนาม ‘She’ ที่โดนเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมตอนไปสัมภาษณ์งานบางครั้ง ยังมีอึ้ง เพราะองค์กรคิดว่าเป็นหญิง พอเห็นตัวจริง ก็ได้แต่ปฏิเสธไปแบบเนียนๆ
“แทนที่จะรู้สึกแย่ว่า ถูกเลือกปฏิบัติ ทำไมเราไม่คิดตรงข้าม ว่า องค์กรไม่ได้เลือกเรานะ เราสิที่ต้องเป็นคนเลือกองค์กรที่เราอยากทำงานด้วย” คาณัสนันต์ เอ่ยฝากไปถึงเพื่อนๆ คนข้ามเพศทุกคนที่เจอปัญหาเช่นนี้
อันที่จริง ปัญหายิบย่อยที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในชีวิตประจำวันของเหล่าคนข้ามเพศยังมีอีกมาก แต่ที่ทุกคนกังวลเป็นพิเศษ เห็นจะเป็นเรื่องการเข้ารับบริการทางการแพทย์ ซึ่งจากประสบการณ์ของหลายเสียง ยืนยันตรงกันว่า.. คุณหมอบ้านเรา ดูจะยังไม่ค่อยเข้าใจโลกของคนกลุ่มนี้เท่าไรนัก
“ผมจะไปตรวจร่างกาย ก็ต้องหาหมอสูฯ ด้วย คือ ต้องไปนั่งรอกับเหล่าแม่ๆ ตั้งท้อง นั่นก็กดดันแล้วนะ แถมพอเจอหมอ เขายังทำท่าแปลกๆ ใส่เราอีก” เจสซี่ เอ่ย
กระทั่งสุดหล่อขวัญใจสาวๆ อย่าง จิมมี่-กฤตธีพัฒน์ โชติฐานิตสกุล ประธาน TMAT เอง ก็ยังเจอกับตัว ด้วยความที่เป็นคนดัง.. เมื่อครั้งที่ไปเที่ยวผับ พอเขาลุกจะไปเข้าห้องน้ำ ยังไม่วายถูกผู้ชายทำท่าจะเดินตามเข้าไป เหตุผลก็แค่... อยากดูจู๋ ของจิมมี่!
แค่น้ำจิ้มเบาๆ ถึงความไม่ราบรื่นของชีวิตชายข้ามเพศที่แม้จะดูไม่จริงจัง แต่นั่นก็ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ “วิน” ยังขอคงความเป็นหญิงแบบทอมๆ เอาไว้ เพราะถ้าข้ามเพศไปแล้ว เขายังไม่มั่นใจว่า จะรับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้ได้ และยังรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่
เพราะสุดท้ายแล้ว.. สิ่งที่องค์กรขับเคลื่อนเรื่องเพศทั้งหลายพยายามจะผลักดัน นั่นก็คือ โปรดอย่าใส่ใจว่า “เขา” หรือ “เธอ” จะเป็นอะไร และอย่าตกใจ ถ้าใครจะมีรสนิยมทางเพศแตกต่างจากครรลอง
แม้กระทั่ง “ชายข้ามเพศ” ทั้งหลายที่ตัวและใจ คือ “ชาย” โดยอาจไม่สมบูรณ์ครบ แต่ถ้าเขาจะคบเกย์ หรือ กะเทย มันก็คงไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เมื่อ สมอง หัวใจ และ รสนิยมทางเพศ ไม่จำเป็นต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน!





