วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โมเดอร์นฟอร์ม ดีไซน์ คอนเทสต์ ครั้งที่ 16

การประกวดออกแบบชิ้นงานภายใต้โจทย์ Functional Art ระดับอุดมศึกษา

สวยงาม และ 'มีประโยชน์สอย' คือความหมายขั้นต้นของคำว่า Functional Art ซึ่งเป็นโจทย์ที่บริษัทโมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตั้งไว้สำหรับออกแบบ 'ชิ้นงาน' ในการประกวด โมเดอร์นฟอร์ม ดีไซน์ คอนเทสต์ ครั้งที่ 16 ในปีนี้ ชิงรางวัล M Design Award เพื่อสนับสนุนนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักศึกษา ให้มีเวทีส่งเสริมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเชิงวิสัยทัศน์ทางธุรกิจ และร่วมพัฒนาการศึกษากับสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาในการพัฒนาความสามารถสู่โลกการทำงานจริงในอนาคต

"ฟังก์ชั่นนัล อาร์ต เป็นศิลปะที่มีประโยชน์ใช้สอย เราใช้แนวคิดนี้เป็นโจทย์ในการออกแบบเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจได้ง่าย จริงๆ ก็คือเฟอร์นิเจอร์เอาท์ดอร์ แต่เราอยากได้ประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นงานประติมากรรมอย่างเดียว" พุทธิวัฒน์ วิบูลย์เสถียร ผู้อำนวยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทโมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ปฯ ให้สัมภาษณ์ในงานประกาศผลการตัดสิน

นอกจากความเป็น Functional Art ชิ้นงานยังต้องมีความสูงไม่เกิน 3 เมตร ใช้วัสดุได้ไม่จำกัดประเภท แต่ต้องติดตั้งกลางแจ้งได้ บนพื้นที่กว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร สามารถอยู่ได้ 1 ปีในทุกสภาพอากาศ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่พบเห็น ต้องติดตั้งผลงานให้เสร็จภายในระยะเวลา 35 ชั่วโมง

"การกำหนดขนาดพื้นที่ติดตั้งไว้ที่สองคูณสองเมตร เพราะเราคิดว่าเหมาะกับเวลาสองเดือนที่นักศึกษามีเวลาและกำลังในการทำชิ้นงานต้นแบบ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็มีเวลาให้ส่งแบบเข้ามาอีกหนึ่งเดือน ให้เราดูว่าหลุดกรอบจากที่เราวางไว้หรือไม่ ดูความแข็งแรงของชิ้นงาน ส่งคำแนะนำกลับไป และทำเป็นชิ้นงานต้นแบบขึ้นมา แต่ละทีมได้รับเงินสนับสนุนการผลิตชิ้นงานต้นแบบ จำนวน 30,000 บาท" พุทธิวัฒน์ กล่าวและว่า ส่วนระยะเวลาติดตั้ง 35 ชั่วโมงนั้นกำหนดให้สอดคล้องกับการครบรอบ 35 ปีของบริษัทโมเดอร์นฟอร์มในปีนี้

มีทีมนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย จำนวน 9 ทีม แต่ละทีมตีความหมายของ Functional Art ออกมาเป็นชิ้นงานต่างกันไป

"ฟังก์ชั่นนัล อาร์ต คือการมีส่วนร่วมกันระหว่างคนกับงานศิลปะ เพื่อทำให้เกิดสุนทรียะในการรับรู้สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสัมผัสและการมองเห็น" ทีมนักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงการตีความหมายโจทย์

พวกเขานำสุนทรีย์ที่ได้จาก 'การมองเห็น' และ 'การสัมผัส' มาออกแบบเป็นชิ้นงานและตั้งชื่อว่า Rhythm (ริธึม) โดยนำจังหวะของการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนกับตัวชิ้นงาน มาทำให้เกิดกิจกรรมที่จะเป็นตัวส่วนช่วยให้ชิ้นงานนี้สมบูรณ์แบบมากที่สุด

จังหวะแรกคือ สีสัน ของ 'ริธึม' ซึ่งเป็น 'สีเหลือบ' คือจุดดึงดูดความสนใจของผู้ผ่านไปผ่านมาให้เข้ามาสู่ตัวชิ้นงาน สีสันที่เหลือบอยู่บนชิ้นงานนี้นักศึกษาเก็บค่าสีท้องฟ้ายามเย็นซึ่งมีสีสันที่เป็นสีส้ม สีเทา สีชมพู สีม่วง มาทำให้กลายเป็นสีเหลือบซึ่งจะมีสีสันเปลี่ยนไปตามองศาที่แต่ละคนเดินมอง รวมทั้งเปลี่ยนไปตามความอ่อน-เข้มของแสงแดด กล่าวได้ว่าเมื่อเวลาเปลี่ยนและองศาการมองเปลี่ยน แต่ละคนก็จะเห็นสีของชิ้นงาน 'ริธึม' ต่างกันไป นี่คือสุนทรีย์ของ 'การมองเห็น'

จังหวะที่สอง คือ จังหวะ เป็นจังหวะจริงๆ ที่เกิดจากการโยกเมื่อนั่งลงบนตัวชิ้นงานตามการใช้งานในลักษณะก้มตัวไปข้างหน้าหรือเอนหลังพิง

วัสดุที่ใช้ทำ 'ริธึม' คือเหล็กกล่อง ที่นำไปขัดเงาและชุบโครเมี่ยม ทำให้ตัวชิ้นงานเกิดความเงาวาว แล้วพ่นสีคอปเปอร์ และใช้แลคเกอร์เคลือบให้เกิดสีเหลือบโดยใช้สีเทาแล้วค่อยเบลนด์สีขึ้นไป

"บ้านเราแดดร้อนช่วงกลางวัน ริธึมจึงเป็นงานอาร์ตจากค่าแสงและค่าสี เป็นชิ้นงานที่โชว์ความสวยงามช่วงกลางวัน คือสัมผัสจากการมองเห็น ช่วงเช้ากับเย็นที่แดดเบาๆ หน่อย ริธึมก็จะเป็นเก้าอี้ให้คนเข้าไปนั่งพักผ่อนได้ มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันได้ ผู้ใช้งานสามารถนั่งพูดคุยด้วยกันได้ งานของเราสามารถนั่งได้ถึงเก้าคน สามารถแยกเป็นชิ้นเดี่ยวเก้าชิ้น เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่เราสื่อถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน พฤติกรรมที่มาจากการใช้งานของคน คือสัมผัสที่ได้จากการสัมผัส" ทีมนักศึกษา อธิบาย

รูปแบบการจัดวาง 'ริธึม' ไม่ได้มีแบบที่เห็นในภาพเพียงแบบเดียว แต่สามารถจัดวางเป็นวงกลม ให้แต่ละคนหันหน้าเข้าหากัน หรือวางตัดกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน ตัวชิ้นงานออกแบบเป็นระบบโมดูลาร์ ให้ง่ายต่อการผลิตแบบระบบอุตสาหกรรม ชิ้นเดียวแล้วผลิตซ้ำๆ เป็นจำนวนมากได้ คืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทีมนักศึกษาคำนึงถึง

"พอใจมาก พวกเราเรียนไปด้วย เอาเวลาว่างจากการเรียนมาทำงานประกวดชิ้นนี้ ผลที่ออกมาคือความภาคภูมิใจ นี่เป็นผลงานชิ้นแรกของทีมเรา" ตัวแทนนักศึกษา กล่าว

ผลงาน Rhythm ของทีมนักศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่สี่ ทัศสิยะ ปัดน้อย, อภิชาต มีศรี และนักศึกษาชั้นปีที่สาม สุกานดา ถิ่นฐาน, กัญญารัตน์ คึงจันทึก, ณัฐพงศ์ กงแก้ว คว้ารางวัลรองชนะเลิศ เงินรางวัล 100,000 บาท (มหาวิทยาลัย 50,000 บาท นักศึกษา 50,000 บาท)

"เราตีความ ฟังก์ชั่นนัล อาร์ต เป็นงานประติมากรรม เหมือนเป็นงานศิลปะที่มีประโยชน์ใช้สอยและอยู่กลางแจ้ง" ทีมนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ความเห็นเกี่ยวกับโจทย์ในการประกวด

จากการตีความดังกล่าว พวกเขาออกแบบชิ้นงานแล้วตั้งชื่อว่า Obelisk (โอเบลิสค์) พร้อมกับอธิบายว่า

"ตัวนี้เหมือนเป็นนาฬิกาแดด เราต้องการพูดเรื่องพฤติกรรมของคนกับเวลา ปัจจุบันคนถูกเวลาครอบงำ ชีวิตมีความเร่งรีบตลอดเวลา สะท้อนออกมาเป็นชิ้นงานที่มีรูปทรงของเข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกา เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ตัวชิ้นงานเป็นสีแดง คือสีของเข็มวินาที ที่เดินอยู่ตลอดเวลา สื่อถึงเวลาที่เคลื่อนที่ไม่มีหยุด"

"เรามองงานชิ้นนี้เป็นศิลปะมากกว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ ปกติงานศิลปะได้แค่มอง เหมือนนามธรรม แต่ในงานชิ้นนี้นอกจากเรามีเชิงนามธรรม เรายังใช้ประโยชน์ได้ด้วย เข้าไปนั่งได้ ดูเวลาได้ และเป็นแลนด์มาร์คได้ เหมือนเป็นจุดนัดพบของผู้คนในละแวกนั้นที่งานชิ้นนี้ตั้งอยู่" นักศึกษาช่วยกันอธิบาย

โอเบลิสค์ขนาดยาว 2 เมตร สูง 2.6 เมตร สร้างด้วยวัสดุอะลูมิเนียม จำนวน 6 ชิ้น เบาะเป็นฟองน้ำหุ้มด้วยผ้าซึ่งเป็นวัสดุสำหรับใช้งานกลางแจ้งทั้งคู่

ปกติอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ชิ้นส่วนโอเบลิสค์ 6 ชิ้น แต่ละชิ้นสามารถถือได้ด้วยคนคนเดียว แต่เมื่อนำ 6 ชิ้นที่ออกแบบนี้มาประกอบเข้าด้วยกัน ก็ได้ชิ้นงานที่มีน้ำหนักมาก คนคนเดียวไม่สามารถยกขึ้นได้ ซึ่งเหมาะสำหรับเฟอร์นิเจอร์ใช้งานในที่สาธารณะ คือไม่ควรเคลื่อนย้ายได้ง่าย

โอเบลิสค์คืองานศิลปะที่มีประโยชน์ใช้สอย คือนั่งพักผ่อนได้ และดูเวลาได้จริง เพราะสร้างขึ้นจากการคำนวณองศาการเอียงของ นาฬิกาแดด และผ่านการทดสอบจากแบบจำลองขนาดเล็กกับแบบจำลองกระดาษ อัตราส่วน 1:1 เพียงแค่จัดวางให้มุมแหลมของชิ้นงานหันไปทางทิศเหนือ

"เราทำให้เงาของนาฬิกาแดดตอนเที่ยงพาดลงบนที่นั่งพอดี คนในละแวกนั้นสามารถเดินมาใช้งานได้ คือนั่งในร่ม เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปทำงานต่อแล้ว นั่นคือเงาทอดเลยที่นั่งไปหรือยัง เมื่อเริ่มร้อนจากแสงแดด แสดงว่าถึงเวลาต้องกลับไปทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี ธรรมชาติจะบอกเขาเอง" เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ซ่อนไว้ในงานออกแบบชิ้นนี้

ก่อนหน้าจะเสร็จสมบูรณ์เป็น 'โอเบลิสค์' พวกเขายอมรับว่ามีแนวคิดอื่นๆ นับสิบ แต่ก็เลือกสิ่งที่คิดว่าสื่อความเป็น 'ฟังก์ชั่นนัล อาร์ต' ได้ดีที่สุด และพวกเขาก็เลือกได้ถูกต้อง เพราะผลงานชิ้นนี้ของทีมนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ห้า อัฑฒ์ สุพรชัย, ณภัทร พงษ์พนัสนุกุล, วงศธร ชัยเชิดชูวงศ์ และนักศึกษาชั้นปีที่สี่ ชิษณุ นูพิมพ์, ชัญญา ศุภวงศ์ ได้รับการตัดสินให้คว้ารางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 250,000 บาท (มหาวิทยาลัย 100,000 บาท นักศึกษา 150,000 บาท)

ขณะที่รางวัลยอดนิยม (Popular Vote) ได้แก่ผลงาน Moving Life เฟอร์นิเจอร์ที่พัฒนาการใช้งานและศิลปะจากแนวคิดของ Rubik’s Snake จากรูบิคซึ่งเป็นของเล่นธรรมดา กลายมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงแปลกใหม่ขึ้น เพื่อตอบสนองคนยุคปัจจุบันที่มีอิสระและมีแนวคิดเปิดกว้างตามจินตนาการของแต่ละคน ผลงานของ ทีมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาตาก จากจังหวัดตาก

คณะกรรมการตัดสินการประกวด โมเดอร์นฟอร์ม ดีไซน์ คอนเทสต์ ครั้งที่ 16 จำนวน 5 คน ได้รับเกียรติจาก ชัยรัตน์ สุระจรัส ประธานกรรมการบริหาร บริษัทสำนักงานออกแบบระฟ้า จำกัด และอดีตนายกสมาคมภูมิสถาปนิกแห่งประเทศไทย, กิจพจน์ จันทร์ทัสโต VP- Architecture Design จาก Crystal Design Center, และจากบริษัทโมเดอร์นฟอร์ม กรุ๊ปฯ กิตติพงษ์ วนภิญโญศักดิ์ Chief Designer, ชิตพล ชูชัยชาตรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายการผลิต, สุธีรา บุษยโภคะ ผู้จัดการสาย Corporate Communication Strategy

"โอกาสผลิตจริงก็มองอยู่" พุทธิวัฒน์ตอบคำถามที่ว่าผลงานจากการประกวดออกแบบครั้งนี้มีศักยภาพทางการตลาดเพียงใด และกล่าวว่า แต่โมเดอร์นฟอร์มฯ ไม่ได้คาดหวังการผลิตงานออกแบบเพื่อจำหน่ายเป็นประเด็นหลัก

"เราเพียงต้องการให้นักศึกษามีโอกาส มีเวที ในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ที่ผ่านมาเราไม่เคยเอาผลงานมาผลิตจริงได้เลย เพราะค่อนข้างเป็นงานอาร์ตมากกว่า แต่ปีนี้มีความเป็นฟังก์ชั่นมากขึ้น"

แนวคิด Functional Art เอื้อให้เรานำ 'ความคิดสร้างสรรค์อันเหลือเชื่อ' และ 'ความงาม' มาสู่การใช้ชีวิตประจำวัน