วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกกิน!!! *** ก่อนกินโดยไม่ได้เลือก

ไม่ต้องสงสัยหากพื้นที่ป่าจะลดฮวบ ผลิตภัณฑ์ที่วางขายมีให้เลือกน้อยลงเรื่อยๆ หรือคนใกล้ตัวป่วยมากขึ้นทุกวัน

รู้ไหม... เบื้องหลัง ก็คือ ผู้บริโภคที่ยังไม่ตื่น!

เชียงใหม่ควันเยอะมากๆๆ ใครก็ได้ช่วยผมด้วย / 61% ของไร่ข้าวโพดใน จ.น่าน คือพื้นที่ป่า / house brand หน้าตาคล้ายๆ กัน ตั้งราคาขายตัดกันเห็นๆ / บริษัทผลิตพันธุ์สัตว์เพียง 4 บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดถึง 99% ของพันธุ์สัตว์ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์โลก / ทำไมผมเริ่มหาขนมปังยี่ห้อที่เคยซื้อประจำไม่เจอ / 90% ของคนที่อ่านฉลากอาหาร ดูแค่วันผลิตกับวันหมดอายุ / ร้านโชห่วยจะหายไปจากสังคมไทยหรือ / ลูกปลาเศรษฐกิจกว่า 1.3 แสนตันถูกจับทำปลาป่น / ส้มสายน้ำผึ้งมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐานในทุกตัวอย่าง

หลายปัญหาที่ดูเหมือนจะเกิดต่างที่ ต่างสถานะ แต่เป็นเหตุสะท้อนจาก “เรา” ผู้บริโภคซึ่งหลงลืมอำนาจในมือ และปล่อยให้ปัญหาทั้งหลายเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

 

ฉลาดกิน

ก่อนอาหารจะเข้าปาก มีกี่ครั้งที่เรารู้ว่า สิ่งที่ได้กินนั้นมาจากไหน หรือมีกี่ครั้งที่เราใส่ใจว่า เราจะปลอดภัยจากทุกๆ คำที่เรากิน

เราปล่อยให้ตัวเองกินอะไรก็ได้งั้นเหรอ? ใช่...ดูเหมือนผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น

จากรายงานของสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2556 มีผู้บริโภคไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่สนใจจะอ่านฉลากสินค้า และในบรรดาคนที่อ่านฉลาก มีถึง 90 เปอร์เซ็นต์ที่สนใจอ่านแค่วันผลิตและหมดอายุ ซึ่งการไม่อ่านฉลากนี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ “ความไม่รู้”

ไม่รู้เลยว่า ทุกวันนี้กำลังกินอะไรอยู่

"ถ้าหากอยากรู้ว่า อาหารนั้นมาจากไหน ก็ต้องไปดูรายละเอียดของฉลาก เช่น ใครเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย อาจวิเคราะห์ยาวไปถึงวัตถุดิบที่เอามาทำว่า ทำมาจากอะไรบ้าง เพื่อที่จะประมวลคร่าวๆ ได้ว่ามาจากอะไร” พชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคบอก

เมื่ออ่านฉลากแล้ว ผู้บริโภคก็ต้องคิดต่อด้วยว่า สมควรที่จะกินสิ่งนั้นหรือไม่ เช่น อาจมีฉลากระบุว่า เครื่องปรุงรส แต่ไม่ได้แจกแจงว่า ประกอบไปด้วยอะไร ผู้บริโภคที่รู้จักคิด จะต้องรู้ให้ได้ว่า ในเครื่องปรุงรสนั้นอาจจะมีส่วนผสมที่เราแพ้ก็ได้!

การไม่อ่านฉลากเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่บอกได้ว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยม “เอาง่ายเข้าว่า” อะไรที่ง่ายก็จะเลือกไว้ก่อน และอีกพฤติกรรมที่เป็นติดต่อกันมานานก็คงหนีไม่พ้นการสนใจเรื่อง “ความสะดวก” เป็นหลัก ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ถี่ถ้วนพอในการเลือก หรือเลือกแล้ว แต่อาจจะ “ไม่ได้” สิ่งที่เลือกโดยไม่รู้ตัว

“หากเรามองความสะดวกเป็นหลัก หลายๆ ครั้งเราก็อาจจะไม่ได้สิ่งที่เราต้องการก็ได้ เช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้งที่อยู่ในซอง คนก็คาดหวังเนื้อหมู พอไปดูที่ส่วนประกอบปรากฏว่ามันทำมาจากทั้งเนื้อหมูและเนื้อไก่ เราอาจจะไม่ได้อยากกินไก่ แต่เราได้ไก่มาด้วย อันนี้คือโอกาสที่มันหายไป การที่เราจะเอาเงินไปซื้อหมูปิ้งแบบที่เราอยากกิน เราก็จะได้อย่างอื่นมาแทน” พชร ยกตัวอย่าง

นอกจากอาหารแปรรูปแล้ว อาหารสดอื่นๆ เราสนใจเลือกแค่ไหน? คำตอบก็คือ ไม่ต่างกัน!

ผักผลไม้ที่มีสารเคมียังมีวางขายอยู่เกลื่อนตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อตอบสนองผู้บริโภค สารเคมีที่ใช้ก็เป็นสารเคมีที่อันตรายที่หลายประเทศเลิกใช้ เพราะพบว่าก่อโรคมากมาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน พาร์กินสัน ฯลฯ

กรณีนี้ ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษมสมบูรณ์ จากภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มองว่า เป็นเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จริงจังกับนโยบาย ประกอบกับผู้บริโภคเองก็ไม่ลุกขึ้นมาตรวจสอบด้วยตัวเอง

“นอกจากนี้ก็มีพืชที่ได้จากการตัดแต่งพันธุกรรมก็จะมีปัญหาอีกแบบนึง รัฐก็พยายามควบคุม แต่มันก็มีที่การเล็ดรอด มันมีการถกเถียงกันมาก มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นผลเสีย ผลเสียมันจะเกิดขึ้นในระยะยาว เหมือนกับที่เราใช้ดีดีทีกว่าจะรู้ว่า ก่อมะเร็งก็ผ่านไปแล้วสิบยี่สิบปี ตอนนี้เราไม่ข้อมูล ก็ไม่ได้บอกว่ามันปลอดภัยหรอก”

หรือหากจะพูดถึง “ระบบการผลิต” ผักที่จะซื้อ ปลูกด้วยวิธีไหน หมูที่จะกิน เลี้ยงด้วยวิธีไหน สำคัญกับเราอย่างไร แทบจะไม่อยู่ในสายตาของหลายๆ คน แต่สำหรับ สกุลตลา วิจิตร ผู้จัดการฝ่ายสร้างเสริมประสบการณ์ลูกค้า บริษัทเอสซีอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้หันมาใส่ใจการบริโภค เธอบอกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราจะรู้ว่าต้นทางของอาหารปลอดภัยไหม

“เรามักจะถามว่า ราคาเท่าไหร่ แต่ผู้บริโภคจะไม่เคยถามว่า มันมีที่มาจากไหน อย่างไร” เธอเปิดประเด็น ซึ่งถ้าลองตั้งคำถามแล้ว นอกจากตัวผู้บริโภคเองที่จะได้ประโยชน์จากการรู้ที่มาของอาหาร ก็ยังทำให้รู้ด้วยว่า เงินที่เราจ่ายไปจะไปอยู่ในมือใคร...

 

กินเพื่อสร้าง

“ถ้าเราซื้ออาหารจากกระบวนการผลิต ต้นทางมาจากระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เงินที่เราจ่ายมันไปเลี้ยงอุตสาหกรรมใหญ่ แล้วถ้าอุตสาหกรรมใหญ่นั้นกดขี่ ข่มเหงผู้ผลิตรายย่อย นั่นคือ เราส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราถามว่า ต้นทางมันมาจากการผลิตรายย่อย เงินที่เราจ่าย มันก็ไปส่งเสริมการผลิตรายย่อย แบบนี้มันทำให้เราเกิดทางเลือกในการบริโภคที่หลากหลายขึ้น การใส่ใจไปถึงต้นทางการผลิต เป็นการรักษาทางเลือกของเราไว้ ถ้าเราไม่ใส่ใจ สุดท้ายเราก็จะไม่เหลือใครให้เลือกเลย" สกุลตลาอธิบายถึงแนวคิดที่ตัวเองปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จนทุกวันนี้สามารถสร้างเครือข่ายการกินที่ใส่ใจทั้งตัวเองและคนอื่น นั่นคือ เกษตรกร ได้แล้ว

เกษตรกรกลุ่มหลักที่ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ให้ประเทศอยู่ในระบบเกษตรพันธะสัญญาซึ่งมีบริษัทอุตสาหกรรมอาหารขนาดใหญ่เป็นคนคุมเกม เวลานี้ผู้ที่เป็นฐานของระบบห่วงโซ่อาหารมนุษย์ตัวจริงอย่างเกษตรกรกำลังต้านแรงนี้ไม่ไหวจนต้องยอมแพ้ไปบ้าง

สำหรับคนที่ยังยืนหยัดสู้อย่าง โชคสกุล มหาค้ารุ่ง อดีตเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูระบบเกษตรพันธะสัญญา จ.เชียงใหม่ ที่เวลานี้กำลังมีหนี้สินและต้องขายที่ดินทำกินไป มองว่า ภัยของระบบอุตสาหกรรมที่คุกคามอยู่ไม่ใช่แค่กับเกษตรกรแต่ยังเป็นภัยของผู้บริโภคด้วย

“เกษตรกรส่วนมากเขาอ่อนล้า ไม่มีพลังที่จะลุกขึ้นมาสู้ เหลือแต่ส่วนน้อย ฉะนั้นผู้บริโภคควรใส่ใจอาหารที่บริโภคไป น่าจะตามไปถึงต้นทางเลยว่า มันมีที่มาอย่างไร ตรงนี้แหละจะช่วยเราได้"

เขาเสนอว่า ผู้บริโภคต้องตื่นตัวให้มากกว่านี้ ถ้าอยากบริโภคอาหารที่ปลอดภัยจริง อาจจะต้องเชื่อมโยงกับผู้ผลิตเพื่อร่วมเป็นเจ้าของการผลิต เช่น มาร่วมลงทุนเลี้ยงหมู แล้วมาติดตามว่า หมูที่เลี้ยงปลอดภัยจริงไหม หรือติดต่อกับเกษตรกรที่สามารถไว้ใจได้ว่า ผลผลิตที่ออกมาจะปลอดภัย

แต่ถ้ายังไม่ตื่นตัว วันหนึ่งก็อาจจำต้องแบกรับค่าอาหารที่แพงขึ้นภายใต้ทางเลือกที่น้อยลงไปเรื่อยๆ

“ต้องไม่ไปหลงกับมาตรฐานต่างๆ ซึ่งไม่สามารถชี้วัดได้ว่าเป็นมาตรฐานจริงหรือเปล่า มันอาจจะเป็นแบรนด์ของเขา แต่ผลิตภัณฑ์ที่ออกมามันจะคงที่อยู่หรือเปล่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหน่วยงานไปตรวจสอบทุกตารางนิ้ว ทุกชิ้นว่า มันดีจริง สิ่งที่จะให้ยั่งยืน คือ ความเห็นของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ตรงกัน มีความใส่ใจเป็นเจ้าของในผลผลิตเดียวกัน" โชคสกุลเตือนผู้บริโภค

 

เลือกกิน ไม่ยากอย่างที่คิด

ทางเลือกที่ผู้บริโภคผู้ฉลาดกินต้องมองหานั้นก็ไม่ได้อยู่ไกลตัว มีให้เลือกมากขึ้นเยอะทั้งจากที่ผู้ผลิตตั้งกลุ่มขึ้นเองหรือจากการรวมตัวกันของผู้บริโภค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริโภคจะใส่ใจที่จะเข้าถึงแค่ไหน

“ถ้าเราสนใจอยากจะเข้าถึงมัน ก็ต้องลงแรงมากกว่า ถ้าเราอยากจะเจอเพื่อนที่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ สามารถเชื่อมโยงตัวเองออกไปให้ใกล้ผู้ผลิตมากขึ้น เข้าใจสถานการณ์ที่อัพเดทมากขึ้น แต่ถ้าคุณไปที่เชลฟ์ มันก็ไม่มีใครมายืนคุยกับคุณว่าดีอย่างไร แหล่งที่มาเป็นอย่างไร” แก้วตา ธัมอิน ผู้ประสานงานโครงการกินเปลี่ยนโลก มูลนิธิชีววิถีบอก

วิธีการที่หลายคนหันมาเลือก ก็คือ หันมาเป็นผู้ผลิตเอง อย่างสกุลตลา ก็ปลูกผักวอเตอร์เครส ผักบุ้ง และผักสวนครัวไว้กินเอง เนื่องจากสามารถปลูกได้ชนิดที่เรียกว่า ง่ายมากๆ

..นี่คือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่ถ้าผู้บริโภคไม่สะดวกที่จะทำเอง ก็ยังมีอีกหลายช่องทางให้เลือก เช่น เครือข่ายที่เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคในรูปแบบแฟร์เทรด หรือการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ซึ่งการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดก็แค่เสิร์ชหาในโลกออนไลน์

“อย่างกระบวนการขายข้าวในปัจจุบัน มีวิธีเลือกหลากหลาย มีระบบที่สามารถขายผักตรงมาสู่บ้าน พอซื้อปุ๊บแล้วมาทำเอง นี่ก็เป็นวิธีการปรับตัวอย่างหนึ่งของผู้บริโภค จะพึ่งตัวเองมากขึ้น ถ้าทำไม่ได้ มันก็มีคนที่ทำปิ่นโตสุขภาพขาย ส่งตรงถึงบ้าน ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเหล่านี้มากขึ้น เพียงแต่ว่าเราต้องเปิดโลกของเราให้กว้างขึ้น” สกุลตลาแนะนำ

หลายคนอาจจะเห็นว่า วิธีการเหล่านี้ยุ่งยากเกินไป ไม่ขอเลือกดีกว่า... มีอะไรให้กินก็กินอย่างนั้นแหละ

“คำถามคือ คุณมีตัวเลือกที่ดีมากพอในแบบที่อยากให้เป็นไหม” พชร จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคตั้งข้อสังเกต ซึ่งคำตอบก็คงจะเห็นได้จากตลาดการขายทุกวันนี้

“คุณรู้หรือไม่ว่า หมูที่คุณซื้อมา มันถูกผลิตขึ้นโดยใคร โดยบริษัทใด โดยผู้ใด ถ้ามองดู คุณก็จะรู้ว่ามันมีอยู่ไม่กี่ผู้เล่นหรอก คุณอาจจะหนีหมูยี่ห้อ ก. ไปเจอ หมูยี่ห้อ ข. หรือ ค. แต่มันก็แค่นั้น มันไม่ได้มีหมูเป็นสิบๆ เจ้าให้คุณเลือกอย่างที่คุณอยากเลือก สุดท้ายมันก็แค่ 1 2 3 4 หรือ 5 เต็มที่แค่นั้นแหละ ฉะนั้นคุณจะเป็นผู้บริโภคปลายทางที่ไม่สนใจอะไรเลยแล้วบอกว่า ผลิตของนี้มาให้ฉัน คุณจะรู้ได้ยังไงว่า ทางเลือกของคุณคือทางเลือกที่ถูกต้อง ในเมื่อในทางเลือกของคุณจริงๆ แล้วมันก็จำกัดจำเขี่ยเต็มที ไม่แตกต่างกันเลย ระหว่างผู้ประกอบการรายที่ 1 2 หรือ 3 จริงๆ แล้ววิธีการผลิตอาจจะเหมือนกันเลยก็ได้ ต่างกันที่ผู้ประกอบการเท่านั้นแหละ” พชรบอก และย้ำว่า ถ้าผู้บริโภคไม่พยายามที่จะเลือกสิ่งที่ให้คุณ ก็เท่ากับว่า กำลังตัดโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และตัดโอกาสในการที่จะเจอสิ่งที่ดีกว่า

ทางเลือกที่เราสร้างได้ นอกจากจะเป็นไปเพื่อผู้บริโภคและเกษตรกรแล้ว ก็ยังทำเพื่ออีกหลายอย่างที่ร้อยกันอยู่ในห่วงโซ่ ไม่ว่าจะเป็นอากาศ ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล สัตว์... ซึ่งสุดท้ายก็จะวนกลับมาเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา ถ้าเราเลือกทางที่ถูก

“การเลี้ยงปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เรากินเนื้อสัตว์เยอะขึ้นมาก กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์มันก็ใช้อาหารสัตว์ ซึ่งมันก็มาจากข้าวโพด ถั่วเหลือง ปลาป่น ทำประมงแบบล้างผลาญมีปลาตัวเล็กตัวน้อยติดมาหมดเลย เสร็จแล้วก็ขายดั๊มไปเป็นอาหารไก่ อาหารกุ้ง มันก็ต้องดูว่ามันเอามาตอบสนองใคร นั่นก็คือ เรา ถ้าการบริโภคเราน้อยลง เขาก็คงทำน้อยลง" เสียงจากแก้วตา

หรือเราสามารถปฏิเสธได้เต็มคำว่า “ฉันไม่ได้เป็นคนเชือดไก่เอง ฉันไม่บาป!”