วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิชาชีวิต

กล้าไหมที่จะก้าวออกจากวงล้อเดิมๆ ของระบบการศึกษา ลองใคร่ครวญดูสิว่า อะไรคือปัญหาในการเรียนรู้...


"เด็กมาบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย ไม่ชอบเรียนด้านกายภาพบำบัด แต่พ่อแม่อยากให้เป็นหมอด้านนี้ เด็กเข้ามาเรียน เพราะความต้องการของพ่อแม่ ทั้งๆ ที่ชอบดนตรี เมื่อถูกบังคับให้เรียน ก็ไม่มีความสุข "ญาดานุช บุญญรัตน์ อาจารย์จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย ผู้ร่วมกระบวนการเรียนรู้ หัวใจของการศึกษา โครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา และเครือข่ายจิตวิญญาณใหม่ บริษัทสวนเงินมีมา จำกัด เล่า

กรณีดังกล่าว ดูเหมือนจะเป็นปัญหาในครอบครัว แต่ก็เกี่ยวเนื่องโยงใยกับระบบการศึกษาอย่างแยกไม่ออก

ไม่ต่างจากกรณี จันทร์เพ็ญ บุญมาวิจิตร คุณแม่ลูกสองที่ไม่เห็นด้วยกับระบบการศึกษา เธอเอาลูกออกจากโรงเรียนมาเรียนโฮมสคูล จากนั้นนำลูกกลับเข้าไปเรียนในระบบโรงเรียนนานาชาติ เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข

เธอเล่าว่า เดิมให้ลูกเเรียนโรงเรียนแนวพุทธ แต่มีกรอบบางอย่างที่กักขังเด็กๆ นั่นก็คือกรอบของความดีงาม ที่บอกว่าคนจะต้องดี และมีนิยามความดีเป็นข้อๆ อีก
"คือ ละเอียดไปถึงวิธีของการถอดใส่รองเท้า การกินอาหารต้องข้าวกล้อง มันเริ่มจะเป็นการกักขังมากขึ้น และชีวิตเด็กๆ ก็หมดไปกับการเดินทาง จึงคิดว่าไม่มีประโยชน์ คุณครูเคยเรียกเราไปพบ แล้วบอกว่า ลูกชายเราถามคำถามเยอะไปครูสอนหนังสือไม่ได้เลย อยากให้เด็กถามน้อยลง กระทั่งเพื่อนคนหนึ่งอยากทำโฮมสคูลให้ลูก เราก็เลยร่วมกันทำการศึกษาให้ลูกๆ สี่วันเรียนตามที่กำหนด และวันศุกร์ออกไปเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน เราคิดว่า ความรู้เยอะมาก ถ้าไม่ได้จำกัดไว้ในห้องเรียน เราคิดว่า เด็กๆ ควรมีอิสรภาพในการเรียนรู้ "

กล้าที่จะสอน
หากจะกล่าวถึงปัญหาการศึกษาบ้านเราที่วนเวียนกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าวิธีการเรียน การสอน การพัฒนาครู ฯลฯ
นั่นใช่ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่ หากเชื่อว่า การศึกษามีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น

แต่เหตุใดกันเล่าที่ทำให้ระบบการศึกษาไม่อาจขยับเขยื่อนไปสู่การแก้ปัญหา มีแค่คนวิพากษ์วิจารณ์และมองว่า ระบบการศึกษาบ้านเราสอนให้ท่องจำ ครูเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน จึงพัฒนาต่อไม่ได้ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เอง โครงการดังกล่าวจึงได้นำกระบวนการเรียนรู้ของ ปาร์กเกอร์ เจ.ปาล์มเมอร์ ครู นักเขียน และนักกิจกรรม ชาวอเมริกัน ที่เข้าใจการศึกษาอย่างลึกซึ้่งมาใช้ เพื่ออบรมกระบวนการให้ครูและคนที่สนใจ โดยนักเขียนคนนี้เขียนหนังสือเรื่อง หัวใจอุดมศึกษา และกล้าที่จะสอน (สำนักพิมพ์สวนเงินมีนา)
ปาล์มเมอร์เคยสอนหนังสือในมหาวิทยาลัย และมีความสนใจด้านการศึกษาทุกระดับ ทั้งเรื่องชุมชน จิตวิญญาณ และการเปลี่ยนแปลงสังคม รวมถึงกระบวนการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเอง เพื่อพัฒนศักยภาพตัวเองให้มีความสุขในการทำงานครั้งนี้ ซึ่งแนวคิดการศึกษาของเขาได้รับการเผยแพร่ในอเมริกา

ณัฐฬส วังวิญญู ผู้อำนวยการสถาบันขวัญแผ่นดิน ผู้นำกระบวนกร หัวใจของการศึกษา ครั้งนี้ บอกว่า เขาเองก็ได้เรียนรู้แนวทางของปาล์มเมอร์ และเห็นว่า น่าสนใจที่จะนำแนวทางมาใช้กับการศึกษาเมืองไทย

เขานิยามการศึกษาในมุมตัวเองว่า การศึกษาที่ผ่านมา ทำให้เราเรียนรู้บางเรื่อง และไม่ได้ตอบโจทย์ในหลายๆ เรื่อง การเรียนรู้วิชาต่างๆ ตอบโจทย์การเข้ามหาวิทยาลัย แต่ตอบโจทย์ตัวเราน้อยมาก

"แล้วการศึกษาอะไรที่ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น สามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข และอยู่กับคนอื่นได้ดี" ณัฐฬส ตั้งคำถามและบอกว่า ปาล์มเมอร์ค้นพบว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือวิธีการจัดการเรียนการสอน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องภายนอก สิ่งที่เขาทำก็คือ ตัวครูมีมุมมองเกี่ยวกับชีวิตและโลกอย่างไร
"เวลาจัดกิจกรรม เขาชวนครูมาสำรวจเรื่องพวกนี้ เพื่อให้รู้ว่า เราคือใคร จะให้คุณค่ากับอะไร ครูต้องสร้างบรรยากาศการเรียนให้เป็นกันเอง และปลอดภัยสำหรับคนเรียน นอกจากนี้การเรียนรู้ต้องท้าทายน่าสนใจ ส่วนกระบวนการอีกอย่างที่เขานำมาใช้ คือ ขั้วขัดแย้งระหว่างความรู้ที่ชัดเจนกับสิ่งที่เรายังไม่รู้ เขาให้คุณค่ากับการค้นหามากกว่า การเรียนจึงไม่ใช่แค่ได้คำตอบแล้วได้คะแนน ปาล์มเมอร์ให้ความสำคัญความไม่รู้ด้วย "

เมื่อให้ยกตัวอย่างการเรียนรู้แบบปาล์มเมอร์ ณัฐฬส เปรียบเปรยกับการเรียนประวัติศาสตร์ แม้จะมีคำอธิบาย แต่ก็มีบางอย่างที่ต้องค้นหา

"บางทีเราก็ศึกษาศาสตร์อื่นเพื่อที่จะเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น เพื่อจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือการเรียนรู้ แสวงหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่รับข้อมูลที่คนสรุปมาแล้ว"

หัวใจการศึกษา
การเปิดพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันที่เรียกว่าไดอะล็อค เป็นการเรียนรู้เพื่่อที่จะเข้าใจชีวิตด้านใน ทั้งจากธรรมชาติ บทเรียนเล็กๆ จากไอคิโด เพื่อให้เห็นความแตกต่างของความคิดและการเคลื่อนไหวที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวผ่านการกระทำ เมื่อละวางความคิด

“ผมคิดว่า แนวทางนี้ใช้ได้กับชีวิตจริงๆ เมื่อก่อนผมเขียนหนังสือ เขียนเพลง แต่พอมาเรียนไดอะล็อค ใช้การฟังอย่างตั้งใจ ก็สามารถเข้าใจตัวละครได้เยอะขึ้น เข้าใจไปถึงหัวใจของเขา มีเพื่อนมากขึ้น เมื่อก่อนเราฟังไม่เป็น เรารู้สึกมั่นใจตัวเองสูง เคยอยู่นิวยอร์คสิบกว่าปี ผู้คนมากมาย แต่เหงา พอมาเจอวิชาของปาล์มเมอร์ ทำให้รู้สึกชีวิตนุ่มนวลขึ้น มีความสุข " สุรพงษ์ นิยมกูล กระบวนกร สถาบันขวัญแผ่นดิน กล่าว และบอกว่า การศึกษาคือ การเรียนรู้และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา

"ผมไม่ชอบคำว่าผ่านมาแล้วผ่านไป อะไรที่ไม่เข้าใจ ต้องทำให้เข้าใจ จะทำให้เราไม่ทุกข์ ตอนใช้ชีวิตในอเมริกา เหมือนมายาภาพ กระบวนการที่ผมได้เรียนรู้ ทำให้เราเข้าใจหัวใจความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนมากขึ้น เข้าใจว่า ทุกคนไม่มีใครเป็นคนเลว เข้าใจว่าทำไมมีการเหยียบผิว คำว่าเข้าใจด้วยสมองไม่เหมือนเข้าใจด้วยความรู้สึกนะ"

เขาตั้งคำถามอีกว่า บางทีคนเรามีทุกอย่าง แต่ทำไมทุกข์ เพราะระบบการศึกษาสอนให้เราคิด เมื่อใช้ความคิด ก็ไม่รู้ว่า หัวใจเรารู้สึกอย่างไร
"เมื่อเราไม่ฟังใคร โลกของเราก็จำกัด มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะอยู่คนเดียว เมื่อก่อนผมไปอเมริกาเพื่อเงิน ผมคิดว่า ผมไม่โง่ที่จะทำงานเงินเดือนน้อยๆ ในเมืองไทย " เขาย้อนถึงปัญหา และในที่สุดเขาก็สามารถคลี่คลายปัญหาชีวิตและการทำงาน ด้วยการเรียนรู้ด้วยหัวใจ และปัจจุบันเขาหันมาเป็นกระบวนกรกว่า3 ปี และนั่นทำให้ได้เรียนรู้ความต้องการตัวเอง และรู้ว่า การศึกษาไม่ใช่แค่การเรียนรู้ที่จะคิดให้เก่งกว่าคนอื่น แต่ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวเองและผู้อื่นด้วย

หากการศึกษาทำให้เราคิด เห็น ตัดสินใจคล้ายๆ กัน แล้วคนที่คิดต่างหลากหลาย จะยืนอยู่ตรงไหน เรื่องนี้ ณัฐฬส บอกว่า ปาล์มเมอร์ บอกว่า การศึกษาน่าจะเปิดโอกาสเต็มที่ให้คนได้แสดงในสิ่งที่ตัวเองคิดและรู้สึก
การศึกษาต้องเปิดให้ผู้เรียนปฎิสัมพันธ์กับโลกที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ในตำรา

"ผมคิดว่าส่วนนี้น่าสนใจ ปาล์มเมอร์เคยจัดรีทรีตให้ครูกลุ่มหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เขามองว่า หัวใจของการศึกษา ไม่ใช่แค่หัวใจของครู แต่ยังมีชุมชน พื้นที่พูดคุย การแบ่งปัน ซึ่งเราจำลองมา แชร์กันในสิ่งที่เราให้คุณค่า อย่างกรณี น้องคนหนึ่งที่เข้าอบรม เล่าว่า เธอเลือกที่จะทำงานในชุมชนที่แห้งแล้ง ทั้งๆ ที่ 6 เดือนไม่มีน้ำใช้ เพราะเธอเติบโตจากชุมชนนั้น ได้เห็นการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และวันหนึ่งเธอเห็นว่าชุมชนอยู่ไม่ได้แล้ว ก็อยากตอบแทน พยายามทำโครงการที่ทำให้ชุมชนอยู่ได้ ไม่หนีชุมชนไปหาความสะดวกสบาย" ณัฐฬส เล่าถึง จุดยืนที่บางคนให้คุณค่า และเงินอาจไม่ใช่คำตอบ

เรียนเพื่อรู้ตัวตน
หากถามว่า ทำไมคิดว่า ปาล์มเมอร์ตอบโจทย์การศึกษาได้อย่างลึกซึ้ง

ณัฐฬส ครุ่นคิด ยิ้มน้อยๆ แล้วตอบว่า กระบวนการของเขามีความเรียบง่าย ซึ่งเขาได้มาจากการเรียนรู้ในชุมชนเควกเกอร์ คริสต์ศาสนา ซึ่งมีวิธีการค้นหาความชัดเจนให้ชีวิตตัวเอง ผ่านการภาวนา การใคร่ครวญ การพูดคุย ให้คุณค่ากับการอยู่กับตัวเอง ความเงียบ ธรรมชาติ และวงพูดคุยที่ฟังกันอย่างลึกซึ้ง และนี่คือ การสื่อสารกับพระเจ้า

“ผมสนใจตัวโจทย์ เขาใช้เวลาเขียนหนังสือ "กล้าที่จะสอน" สิบปี เมื่อพิมพ์ออกมาสามแสนเล่ม อีกสิบปีให้หลังเขาเขียนเพื่อปรับปรุงหนังสือ ดังนั้นเขาใช้เวลายี่สิบปีในเขียนหนังสือเล่มนี้ เขาคลุกคลีกับวงการศึกษา รับรู้ปัจจัยความทุกข์ที่เกิดขึ้นในวงการศึกษาอเมริกา ผมว่าโจทย์ของเขาชัดเจน กระบวนการศึกษาทั่วไปเน้นเป้าหมายที่ผลการเรียนดีเยี่ยม แต่ปาล์มเมอร์ เข้าใจระบบการศึกษา เอาเครื่องมือจิตวิญญาณมาใช้ ผมว่าเรื่องนี้โดดเด่น เขาไม่ได้เอามาใช้เพื่อเผยแพร่ศาสนา เขาเชื่อว่า ตราบใดที่ดูแลหัวใจครูได้ ก็โอเค"

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การศึกษาในระบบเมืองไทยก็ยังถูกตั้งคำถามไม่จบสิ้น ณัฐฬส บอกว่า ตอนนี้มีอาจารย์บางคนพยายามเปลี่ยนระบบอำนาจนิยมในระบบการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการ โดยพยายามเปลี่ยนระบบผู้อำนวยการ หัวหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับสูง มาเป็นระบบผู้ช่วย
"ไม่ง่ายในการเปลี่ยน แต่ก็มีความพยายามในการเปลี่ยน ผมเชื่อว่าครูที่มีใจอยากสอนมีอีกเยอะ รวมถึงผู้บริหารการศึกษาที่อยากเห็นเด็กเติบโต แต่ยังไม่เห็นกระบวนการที่เหมาะสม ยังไม่มีเครื่องมือที่ดี เพราะไปโฟกัสเรื่องนอกตัว"

หากถามว่ามีความหวังไหม ตามประสาคนทำงานด้านกระบวนการเรียนรู้เพื่อเข้าใจโลกภายในตัวเอง ณัฐฬส บอกว่า
"ผมเชื่อว่ามนุษย์เรียนรู้ได้"

(ล้อมกรอบ)

ก้าวข้ามความกลัว
“สังคมตอนนี้ขาดเรื่องจิตวิญญาณ จึงเป็นที่มาของปัญหาการเข้าใจตนเองและสังคม รวมถึงการอยู่ในสังคม ถ้ามีเครื่องมือที่ทำให้คนหันมารับรู้ศักยภาพด้านในและความต้องการของเขา น่าจะช่วยให้การสื่อสารของคนในสังคมดีขึ้น มีความเกื้อกูลกันมากขึ้น โครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาที่เราทำ ก็คือ การให้ผู้คนหันมาใส่ใจซึ่งกันและกัน หันมาทำสิ่งดีๆ

เนื่องจากการศึกษาไม่ได้เชื่อมโยงผู้คนให้รู้จักตัวเอง โดยเฉพาะระบบมหาวิทยาลัย สอนคนไปทำมาหากิน แต่ไม่ได้สอนให้ค้นหาความหมายที่ต้องการในชีวิต ซึ่งคนที่ออกไปจากระบบการศึกษา นอกจากไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่รู้ว่า ตัวเองสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมอย่างไร ดังนั้นเวลาทำอะไรสักอย่างก็เพื่อตอบสนองตัวเอง ไม่เห็นความเชื่อมโยง ซึ่งแนวทางปาร์กเกอร์ เจ. ปาล์มเมอร์ จากหนังสือหัวใจการศึกษา เน้นเรื่องความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของผู้คนกับสถาบันการศึกษา โดยใช้บทสนทนามาเชื่อมโยง

ปาล์มเมอร์มองเห็นจุดบอดเล็กๆ ของการศึกษา เพราะครูไม่รู้ว่าเขาคือใคร จะพัฒนาตัวเองและเชื่อมสัมพันธ์ให้วิชาและห้องเรียนมีความหมาย เป็นตัวของตัวเองได้ยังไง ครูบางคนมักจะสอนตามหน้าที่ ไม่มีความสัมพันธ์กับเด็กจริงๆ และนั่นเองทำให้คนรุ่นใหม่บางคนบ่นว่า ทั้งๆ ที่อยากทำอะไรดีๆ อยากเป็นจิตอาสา แต่ไม่รู้จะทำไปทำไม ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกสอนให้รู้จักการเชื่อมโยง จึงใช้ชีวิตตามกระแสไปเรื่อยๆ

เนื่องจากปาล์มเมอร์ เน้นเรื่องการศึกษาผ่านบทสนทนา ซึ่งนำมาจากประสบการณ์ของเขา เขาเชื่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากความกลัวภายในของคน คนเราพอจะก้าวข้ามความกลัว ก็กลัวคนที่มีอำนาจมากกว่า กลัวผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เมื่อใดก็ตามที่คนรู้จักตัวตนด้านใน แล้วก้าวผ่านไปได้ ปัญหาเรื่องระบบและโครงสร้างก็ไม่ได้มีผลกระทบมาก และคนที่เข้มแข็งก็จะสามารถเปลี่ยนสังคมเล็กๆ ของเขา แต่จะส่งผลกระทบต่อระบบโครงสร้างได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ว่า แต่ละคนจะเชื่อมโยงยังไง

จากที่สัมผัสมา มีครูที่รักวิชาชีพ ทำทุกอย่างด้วยแรงขับด้านใน เห็นความหมายของตัวเอง แต่ก็ท้อกับระบบ ถ้ารักที่จะเป็นครู ก็ต้องสามารถไปต่อให้ได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องสร้างเครือข่ายสื่อสารกัน เราก็พยายามเอากระบวนการเหล่านี้เข้าไปช่วย นี่เป็นกระบวนการทดลองครั้งแรก และในครั้งที่ 2 วันที่ 26-28 มิถุายน 2558 เราจะตามผลต่อว่า พวกเขานำไปใช้กับงานและชีวิต แล้วมีพัฒนาการอย่างไร"

......................
หมายเหตุ : จากบทสนทนากับ วรนุช ชูเรืองสุข ผู้จัดการโครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญา และเครือข่ายจิตวิญญาณใหม่ บริษัทสวนเงินมีมา