ข้อเสนอ “เงินอุดหนุนเด็กเล็ก” เรื่องใหญ่ที่ผู้ใหญ่ไม่ควรมองข้าม
30 บาทรักษาทุกโรค / เรียนฟรี 15 ปีถ้วนหน้า / เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า / เบี้ยยังชีพผู้พิการถ้วนหน้า / มีเกิดขึ้นจริงทุกภูมิภาคมาสักระยะ เห็นแบบนี้ดูเหมือนไทยจะมีระบบสวัสดิการทางสังคมที่หยิบยื่นให้คนหลายกลุ่ม แต่สำหรับ “เด็กเล็ก” กลับเป็นกลุ่มใหญ่ที่ยังไม่ถึงสักที
แม้เราจะเข้าใจดีว่า "เด็กคืออนาคตของชาติ” แต่เหมือนความสำคัญของเด็กก็ยังถูกมองข้ามไป เด็กเล็กที่จะโตเป็นหลายอย่างที่หวังไว้มีมากกว่าครึ่งที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี ยังมีเด็กราว 2.5 ล้านคนในประเทศไทยอยู่ในภาวะยากจน ซึ่งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด คือ มีถึงร้อยละ 22.6 ของเด็กในภูมิภาค รองลงมาก็เป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ซึ่งจำนวนเหล่านี้ได้นำไปสู่ปัญหาหลายอย่างเมื่อกลายเป็นผู้ใหญ่
เวลานี้ การให้สวัสดิการกับเด็กเล็กจึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพูดถึง!
ล่าสุด ครม. มีมติเห็นชอบให้โครงการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดถึงอายุ 1 ปี เดือนละ 400 บาทต่อคน โดยเริ่มวันที่ 1 ตุลาคมนี้แล้ว
ฟังดูดี.. แล้วดีจริงไหม ?
ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กๆ
จากการศึกษาของ เจมส์ เจ เฮคแมน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล พบว่า ถ้าลงทุนกับเด็กในช่วงวัยนี้ จะทำให้เด็กมีทักษะที่ดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น รายได้สูงขึ้น การเจ็บป่วยลดลง ค่าใช้จ่ายด้านสังคมสงเคราะห์และอาชญากรรมลดลง เนื่องจากชีวิตช่วงอายุ 0-6 ปี เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการดูแลที่จะให้เด็กมีพัฒนาทั้งทางร่างกาย สติปัญญา ตลอดจนนิสัยที่ดี
“ยิ่งเราลงทุนเยอะในช่วงแรกๆ ผลตอบแทนจะสูง ถ้าเราช้ามาช่วงวัยเรียนแล้ว ผลตอบแทนมันจะนิดเดียว ยิ่งช้า ผลตอบแทนที่จะได้รับกลับยิ่งน้อย” วิสุทธิ์ ตันตินันท์ เจ้าหน้าที่แผนกนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ อธิบายผลการวิจัยของ เจมส์ เจ เฮคแมน ที่บอกว่า การลงทุนกับเด็กเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
และเป็นเหตุผลที่ยูนิเซฟ และเครือข่ายอีก 8 องค์กรร่วมกันเรียกร้องให้อุดหนุนสำหรับเด็กเล็กอายุ 0 - 6 ปี แต่สุดท้ายกลับถูกทอนลงเหลือแค่ 1 ปี โดยแม้จะไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายต้องการ แต่ก็ได้ให้ติดตามและประเมินผล1 ปีแรก
“เป็นช่องว่างเดียวที่มีอยู่” วิสุทธิ์ ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของระบบสวัสดิการของไทยกรณีที่เด็กเล็กยังไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง โดยได้แสดงให้เห็นตัวเลขของคนทำงานที่ไม่ได้รับประกันสังคมว่ามีถึงร้อยละ 71.4 ซึ่งคนจำนวนนี้ ถ้ามีบุตรก็จะไม่ได้รับ “เงินสงเคราะห์บุตร” จำนวน 400 บาท/คน/เดือน เหมือนกับคนอื่นที่อยู่ในระบบประกันสังคม
“4.1 ล้านคนคือเด็กที่อยู่นอกระบบประกันสังคมและไม่ได้รับการช่วยเหลือ และ 1.3 ล้านคน เป็นเด็กที่รัฐช่วยจ่าย ช่วยคนที่มีรายได้ แต่คนที่อยู่นอกระบบประกันสังคม นอกจากจะลำบากแล้ว รัฐก็บอกว่า นี่คุณไม่มีเงิน ฉันก็ไม่สมทบให้ กลายเป็นว่า ปล่อยให้ลำบากต่อไป” วิสุทธิ์อธิบายต่อ ซึ่ง “ความเหลื่อมล้ำ” ตรงนี้เองจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทวีคูณขึ้นในวันข้างหน้า
ความสำคัญของเด็ก บวกกับความกังวลหากเด็ก “ขาด” จึงทำให้หลายองค์กรผลักดันให้มี “เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก อายุ 0-6 ปี แบบถ้วนหน้า" ในอัตรา 600 บาท/คน/เดือน ซึ่งการให้ในลักษณะนี้มีขึ้นแล้วหลายประเทศในรูปแบบสวัสดิการรัฐขั้นพื้นฐาน เช่น อินโดนีเซีย จีน ศรีลังกา แอฟริกาใต้ บราซิล โดยจำนวนเงินที่ทั่วโลกเห็นว่าเหมาะสมคือ 25.125 ดอลลาร์ หรือประมาณ 750 บาท
“ข้อเสนอของภาคประชาสังคม คือ มันต้องสมบูรณ์ที่ฐานราก เป้าหมายคือแบ่งเบาภาระครอบครัวในการเลี้ยงดูเด็ก ให้พ่อแม่บริหารจัดการได้ดีขึ้นหากมีเงินเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ” วิสุทธิ์บอก ซึ่งข้อเสนอที่จะมีเงินอุดหนุนให้เด็กก็ไม่มากเกินไป เมื่อเทียบในงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือ จะใช้เพียงร้อยละ 1.46 เท่านั้น และยังเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับสวัสดิการอื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ประสบการณ์ที่มีจากทั่วโลก เมื่อครอบครัวได้เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก จะนำไปใช้สามด้าน คือ โภชนาการ สุขภาพ และการศึกษา
“เราไม่ต้องไปกำหนดเงื่อนไขอะไรให้แม่หรือผู้ดูแล สุดท้ายเขาทำให้ตัวเด็ก แค่เราบอกว่า นี่คือเงินของลูกเขานะ เดี๋ยวเขาก็จัดการ คือมันจะไปถึงจุดนั้นด้วยตัวเอง โดยที่ความกังวลทั้งหลายว่า จะไปใช้ผิดประเภทไหม ก็เกิดขึ้นบ้าง แต่น้อยมาก แล้วคนส่วนน้อยไม่ควรเป็นเหตุผลที่จะไปปิดกั้นโอกาสของคนส่วนใหญ่"
อย่างไรลูกก็มาก่อน
สำหรับแม่ที่ในอนาคตมีหวังจะได้รับเงินจำนวนนี้อย่าง ทิพวรรณ จอมมณี ชาวขอนแก่นวัย 42 ที่เอ่ยปากว่า บางทีก็มีเงินไม่พอให้ลูก แสดงความเห็นว่า ถ้าได้เงินมา จะแบ่งเก็บไว้ออมเพื่อลูก
“ถ้าเป็นน้องปิ้ง (ลูกสาววัย 3 ขวบ) ก็จะเก็บฝากมั่ง ให้แกกินมั่ง อย่างน้อยเราก็ฝากให้แก 50 บาทต่อเดือนก็ยังดี”
ทิพวรรณอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากตัวเมืองขอนแก่นเกือบ 120 กิโลเมตรมาตั้งแต่ 1 ขวบ ในชุมชนบ้านหนองจาน อ.ชุมแพที่เธออยู่นั้นไฟฟ้าเข้าไม่ถึง แล้วก็ไม่มีใครได้เป็นเจ้าของที่ดิน สำหรับครอบครัวเธอเองในปีหนึ่งจะมีรายได้จากการขายมันประมาณ 70,000 บาท และมีรายได้เสริมจากการเก็บหน่อไม้หรือผักหวานบ้าง หรือจากการเป็นมัคคุเทศก์นำเที่ยวบ้าง ครั้งละ 400-500 บาท นอกจากน้องปิ้ง ลูกสาวคนเล็ก ก็ต้องเลี้ยงดูลูกและหลานอีก 3 คน หากมีเงินอุดหนุนให้ ก็จะช่วย “แบ่งเบา” ไปได้บ้าง
“ถ้าได้ ส่วนมากจะเอาไปใช้ค่าอาหารอย่างเดียวเลย ของเล่นเราก็ไม่ค่อยซื้อ เพราะมีของแจกที่นักศึกษาเคยเอามาให้อยู่แล้ว” ทิพยวรรณเสริม เธอบอกด้วยความหวังว่า วันหนึ่ง ลูกๆ จะโตไปมีอนาคตที่ดีกว่าเธอ
หรือแม้แต่กับแม่มือใหม่วัย 19 ปี อย่าง สาวิตรี จุติชัย ที่กำลังเลี้ยงลูกวัยขวบกว่า ก็เห็นตรงกันที่จะเอาเงินไปเก็บสะสมรวมไว้ให้ลูก
“ถ้าได้มาก็เก็บไว้ให้เขา (ลูก) แหละ เผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉิน เผื่อเข้าโรงพยาบาล เพราะเขาจะไม่สบายบ่อย เป็นหวัดบ้าง ปอดบวมบ้าง"
สาวิตรีบอกว่า ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ของตัวเอง เงินที่เลี้ยงลูกก็เอามาจากสามีอย่างเดียว ที่ผ่านมาเคยมีเงินไม่พอค่ารักษาพยาบาลลูก ต้องไปยืมคนอื่นมาใช้ ตอนนี้จึงจะพยายามเก็บเงินไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉินของลูก
“สำหรับหนู ยังไงเงินก็ถึงลูก เพราะหนูจะเก็บเงินไว้ให้ลูกตลอด อย่างฉุกเฉินเข้าโรงบาลก็ต้องควักเงินออกมา... อีกอย่างเด็กมันอยากได้อะไร เราก็ซื้อให้ เสื้อผ้าเราก็ซื้อให้ลูก ของเราเอง นานๆ ทีก็ซื้อที ถ้าเราเป็นแม่ เราก็คิดถึงลูกก่อนอยู่แล้ว"
แม้เงินที่มีหวังว่าจะได้มาจะอยู่ในหลักร้อย และไม่มากเมื่อเทียบกับค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายครั้งละ 1,000-2,000 บาท แต่สาวิตรีก็มองว่า เก็บสะสมไว้ย่อมดีกว่า แล้วถ้าถึงวันที่ลูกต้องเข้าโรงเรียน เขาก็จะเพิ่มเป้าหมายในการเก็บไปเป็นค่าใช้จ่ายระหว่างที่ลูกเรียนด้วย
“จริงๆ เข้าปีที่สองนี้ก็ใช้เยอะพอกับขวบปีแรก ถ้าจ่ายก็ควรจ่ายไปถึงเข้าโรงเรียนเลย” แม่วัยรุ่นแนะนำ
สำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เงินอุดหนุนก็เป็นจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดย จสต.หญิงภวิษย์พร บัวเคลือบุญ ครูโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าว่า ปกติเด็กๆ ที่โรงเรียนก็จะมีเงินฝากไว้กับครูที่โรงเรียนอยู่แล้ว เป็นเงินจำนวนไม่มาก แต่ก็ฝากอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ผู้ปกครองหลายคนก็จะหมั่นเอาเงินมาฝากไว้ให้เด็กด้วย อาจจะครั้งละ 10-20 บาท หรือถ้าได้ทำงานรับจ้างในวันเสาร์-อาทิตย์ ต้นสัปดาห์ก็จะมีเงินมาฝากเยอะหน่อยประมาณ 100-200 บาท ซึ่งถ้าพวกเขาได้เงินมาเพิ่มก็จะช่วยสมทบได้เป็นอย่างดี
“ช่วยได้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง เหมือนกับน้ำใส่คนละหยด ทีละหน่อยๆ แต่มันก็เต็มแก้วได้ เก็บเล็กผสมน้อย ให้เขามีอนาคตในวันข้างหน้า” จสต.หญิงภวิษย์พรบอก เธอเล่าว่า สำหรับพื้นที่ที่เธอดูแล ไม่ต้องกังวลเลยว่า พ่อแม่เขาจะเอาเงินไปใช้ในทางที่ผิด เพราะทุกคนจะเชื่อและนับถือครูมาก ถ้าครูสอนหรือบอกอะไร พวกเขาก็จะเข้าใจและเชื่อตาม
อย่างที่ผ่านมา ในพื้นที่ก็มีเด็กที่โตมาแบบไม่สมบูรณ์ให้เห็นอยู่เสมอ เพราะไม่มีเงินหรือบางทีก็ไม่มีความรู้ ครูจึงต้องสนับสนุนทั้งเรื่องเงินทุนและการให้ข้อมูลที่จำเป็น
“ถ้าไม่ดูแลให้มันมีพื้นฐานที่ดี พอเวลาโตมาก็จะเป็นภาระของประเทศชาติ ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่นะ เด็กที่เป็นโรควัณโรค ทาลัสซีเมีย” ครู ตชด. บอก ด้วยเห็นว่าการเลี้ยงดูเป็นเรื่องสำคัญ
เด็กดีเพราะชีวิตดี
เมื่อเด็กควรจะได้เงิน คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับการจ่ายเงินจำนวนนี้ คือ ให้แม่เป็นผู้รับเงินลำดับแรก แต่ถ้าเด็กไม่ได้อยู่กับแม่ ผู้ที่เลี้ยงดูเด็กจะเป็นผู้รับเงินแทน ส่วนจะเอาไปทำอะไรนั้น? ก็คงต้องตามแต่ผู้ดูแล เพราะเชื่อว่า อย่างไรก็เป็น “อาหารกาย” ที่มีประโยชน์ต่อเด็ก
“เบื้องต้นมันช่วยได้ แล้วเราก็มองว่า มันไม่จำเป็นต้องเป๊ะ” อาทิตา รอดสมนาม หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารสังคม มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ให้ความเห็น
“เป๊ะ” ในที่นี้หมายถึงไม่จำเป็นต้องส่งถึงเด็กโดยตรง แต่เป็นอะไรก็ตามที่จะทำให้ชีวิตเด็กดีขึ้นได้
“เงินตรงนี้ เรามองว่า อย่างน้อยถ้าเขาได้ไป เขาจะไปช่วยเรื่องปัจจัยสี่ให้ลูกเขาก่อนก็ไม่มีปัญหา หรือมันจะช่วยในเรื่องของค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้ พ่อแม่อาจจะต้องมีเงินที่ไปใช้จ่ายในเรื่องของค่าเช่าบ้าน หรือว่าค่าอาหารรายวัน อย่างไรมันก็ช่วยในส่วนที่จะดูแลเด็กคนนี้ได้” อาทิตาอธิบาย
“ถ้าครูได้มา ก็เหมือนกัน ต้องทำอะไรเฉพาะหน้าไปก่อน” นวลน้อย ทิมกุล หรือ ครูน้อย เจ้าของบ้านครูน้อย ที่พักพิงของเด็กยากจนและเร่ร่อนกล่าว
“อาจกันค่ากับข้าวไว้ หรือเอาไปซื้อชุดเนตรนารีให้เด็ก เพราะส่วนที่จำเป็นตอนนั้นก็ใช้ก่อน อีกส่วนก็เก็บไว้ เราคงไม่ได้เก็บไว้ว่าเป็นค่ารถ ค่าอาหารเป็นสัดส่วน คนที่ยากจน ก็มีปัจจัยอื่นที่จำเป็นต้องใช้ มันช่วยแบ่งเบาได้ในสภาวะที่เราจำเป็น แต่พูดถึงจะทำตามจุดประสงค์ทันที คงไม่ใช่ ถ้ามีความจำเป็นอื่นๆ ก็ต้องใช้ก่อน” ครูน้อยบอก
จากประสบการณ์ของครูน้อย ถ้าผู้ปกครองได้เงินมาก็อาจจะเอาไปใช้สิ่งที่จำเป็นก่อน เพราะมีสิ่งปลีกย่อยหลายอย่างที่เด็กก็ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เด็กต้องไปโรงเรียน อาจจะไม่ได้หมดเงินไปกับค่าเล่าเรียน แต่หลายอย่างที่โรงเรียน ก็เป็นสิ่งที่เด็กคิดว่า เขาจำเป็นต้องมี
“ครูมีเด็ก 65 คน เฉพาะค่าเด็กไปโรงเรียนโดยตรง วันนึงอนุบาลให้ 10 บาท ถึงสูงสุดปริญญาก็ 120 มันมีค่ารถ ค่าขนม ค่าอาหาร สมัยครูอาจจะไม่ต้องมีตังค์ไปโรงเรียนได้ แต่ตอนนี้ ไม่ได้ เพราะเดี๋ยวก็ไปหยิบ ขโมยได้ มันเป็นภาวะความกดดันอย่างหนึ่ง” ครูน้อยเล่า โดยเสริมว่า เงินอุดหนุนที่จะได้รับ แม้จะไม่สามารถจำแนกได้เป๊ะๆ ว่าจะใช้ทำอะไร แต่อย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาได้
ไม่ว่าจะยากดีมีหรือจน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเกรดเอหรือเกรดไหน หรือผู้ปกครองจะจัดสรรเงินอย่างไร ประเด็นสำคัญคือ นั่นคือเงินที่เด็กทุกคนต้องได้รับ อย่างเช่นที่หัวหน้ากลุ่มงานสื่อสารสังคม มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กย้ำว่า..
“มันเป็นสวัสดิการที่เด็กทุกคนควรได้ ยังไงก็เกิดประโยชน์แก่เด็ก”
ผู้ใหญ่ทำอะไรกับเด็ก?
การศึกษาปฐมวัยตั้งแต่ 3 ขวบนั้นสำคัญมากต่อพัฒนาการ แต่เชื่อไหมว่า เด็กไทยยังไม่ได้เข้าเรียนปฐมวัยถึงร้อยละ 25
การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตั้งแต่เด็กจะช่วยพัฒนาสมองและส่งผลต่อสุขภาพเมื่อโตขึ้น แต่เด็กไทยร้อยละ 16 ยังเตี้ยแคระแกร็นเพราะขาดสารอาหาร และร้อยละ 11 มีน้ำหนักเกิน
การอ่านเป็นวิธีการที่จำเป็นต่อพัฒนาการ แต่ร้อยละ 57 ของครอบครัวที่มีเด็กมีหนังสือในบ้านน้อยกว่า 3 เล่ม
การบริโภคเกลือไอโอดีนไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุของความพิการของสติปัญญา แต่มีเพียงร้อยละ 53.7 ในกลุ่มครัวเรือนที่ยากจนมากเท่านั้นที่บริโภคเกลือที่มีไอโอดีนเพียงพอ
หมายเหตุ : ข้อมูลจากผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทยที่สำคัญ พ.ศ.2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ





