วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รวยเปรี้ยงเสี่ยงโรค

ถ้าการส่ง sms ลุ้นโชคไม่ใช่แค่การเสี่ยงดวงธรรมดา แต่ว่าเป็นการพนัน และมีผลต่อพัฒนาการสมองของเด็ก เราจะยัง “เสี่ยง” กันอยู่มั้ย

“ไม่มั้ง เราไม่ได้ทำผิดกฎหมายนี่ แล้วเราก็แค่ซื้อน้ำมากิน เขามีรหัสให้ส่งไปลุ้นรถเราก็ส่ง” แก้ว (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) สาวออฟฟิศ บอก ขณะเดินออกจากร้านสะดวกซื้อชื่อดังพร้อมหิ้วถุงพลาสติกบรรจุน้ำชาเขียว 4 ขวด


“จริงๆ ก็รู้แหละว่าน้ำตาลมันเยอะ แต่ก็ดีกว่าให้ลูกกินน้ำอัดลมหรือเปล่า” นารี (ขอสงวนนามสกุล) แม่บ้านวัยใสที่จูงมือลูกสาววัย 4 ขวบ อธิบาย


“พนันเลยเหรอ เฮ้ย..แรงอ่ะ ไม่หรอก เราว่าถ้าเป็นการพนันรัฐบาลเขาต้องควบคุมสิ” จริยา (ขอสงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการ บริษัทสิ่งพิมพ์แห่งหนึ่ง แสดงความคิดเห็น


"แค่ส่ง sms ถึงขั้นทำให้สมองเด็กหยุดพัฒนานี่พี่ว่ามันเกินจริง มันเสี่ยงน้อยกว่าดูสื่อลามกนะพี่ว่า" พี่เจน-จิตอนงค์ (ขอสงวนนามสกุล) บอกเสียงเรียบ


ทว่า เมื่อลองไล่เลียงให้ทั้ง 4 คนทราบถึงอันตรายของเครื่องดื่มชาสำเร็จรูปและการเสี่ยงโชคที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสมอง ทั้ง 4 คนฟังแล้วทำหน้าอึ้ง พร้อมขอคำอธิบายเพิ่มเติม


..................


ปฏิเสธไม่ได้ว่า เครื่องดื่มชาสำเร็จรูปพร้อมดื่มกลายมาเป็นตัวเลือกใหม่ของคนในสังคมไทย และเรียกคะแนนนิยมจากน้ำอัดลมไปได้มากในช่วงหน้าร้อน กระทั่งมีบางคนดื่มแทนน้ำเปล่าเลยก็มี แต่รู้หรือไม่ว่า ชาพร้อมดื่มเหล่านี้มีปริมาณน้ำตาลมากเกินกว่าความต้องการของร่างกายหลายเท่า


มลฤดี โพธิ์อินทร์ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้ข้อเท็จจริงว่า องค์การอนามัยโลก แนะนำให้บริโภคน้ำตาลไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม แต่จากการทดสอบชาเขียวที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป พบว่า มีค่าน้ำตาลมากกว่า 10 ช้อนชาขึ้นไป และโดยเฉพาะในชาเขียวที่มีแคมเปญชิงโชคขณะนี้มีน้ำตาลมากถึง 16-18 ช้อนชาเลยทีเดียว


แน่นอนว่า การสะสมน้ำตาลในร่างกายย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคฟันผุ โรคอ้วน มีผลต่อปริมาณคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) และลดปริมาณคอเลสเตอรอลดี(HDL) ส่วนกาเฟอีนที่แฝงอยู่ก็มีพิษร้ายไม่ต่างกัน


"ปกติในแก้วกาแฟทั่วไปจะมีกาเฟอีน 100 มิลลิกรัม ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ถ้าได้รับเครื่องดื่มชากาแฟจำนวน 1-10 แก้วต่อวัน หรือ 1,000 มิลลิกรัม จะทำให้เกิดประสาทหลอน หูแว่ว เห็นภาพหลอนได้ เคยมีคนไข้กินแบบไม่รู้ กินรวมๆ แล้วเกิดหวาดระแวงก็มี นอกจากนี้ยังกระตุ้นคนที่นอนไม่หลับ หรือคนที่มีปัญหาโรคไมเกรนด้วย ขณะเดียวกันมันมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ หมอโรคกระดูกบอกว่า ปกติถ้าเรากินชากาแฟมากมันจะขับแคลเซียมทิ้งไปในปัสสาวะ 6-8 เท่า ฉะนั้นคนที่กินบ่อยๆ ก็อาจจะเกิดภาวะกระดูกพรุนโดยไม่รู้ตัว" ผศ.พญ.พรจิรา ปริวัชรากุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นเพิ่มเติม


อย่างที่บอกว่า เครื่องดื่มชาสำเร็จรูปเข้ามาแย่งชิงตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมระยะใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ ดังนั้นจึงมีการแข่งขันทางการตลาดสูง แต่ละบริษัทต้องงัดกลยุทธ์ในการขายออกมาสู้รบกันแบบไม่วางมือ


หนึ่งในการตลาดที่เรียกความสนใจจากผู้บริโภคได้ดีก็คือการจัด "ชิงโชค" ถึงขนาดที่ "ซานตาครอสชาเชียว" บอกว่า ถ้าหยุดจัดกิจกรรมชิงโชค ยอดขายน้ำชาก็จะตกลงทันที


"โปรโมชั่นลดแลกแจกแถมอะไรก็ตาม มันจะอยู่ภายใต้คำว่า Extra Value หรือการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า แต่ทีนี้ถ้า Extra Value มันเป็นการสร้างความต้องการรายได้ นึกถึงรายได้เป็นหลัก สินค้ากลายเป็นผลพลอยได้ อันนี้คือล้ำเส้น โปรโมชั่นประเภท Instant Win หรือชิงโชค มันเป็นสูตรสำเร็จที่อยู่ในตู้เซฟ เราหยิบมาใช้ได้ เมื่อไรที่คุณทำ Instant Win มันก็จะได้ผลเสมอ แต่คุณใช้อย่างล้ำเส้น คุณไม่ใช่นักการตลาดที่ดี" ผศ.ศรัณยพงศ์ เที่ยงธรรม อาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอก


อาจารย์ศรัณยพงศ์ เสริมว่า ปัจจุบันนี้มีการทำการตลาดแบบ Instant Win กันมาก เพราะพิสูจน์แล้วว่าได้ผล และมันก็ง่ายมากในสังคมที่เสพติดการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค


"การตลาดในเชิงของการชิงโชคที่ต่างประเทศจะมีเส้นแบ่ง คือ 1. ถ้ามันเข้าถึงผู้เปราะบาง ผิดทุกกรณี เพราะฉะนั้นการชิงโชคทุกครั้งต้องกำหนดอายุ 2. consideration เป็นสิ่งที่ต้องใช้วิจารณญาณ และจะมีระเบียบข้อหนึ่งคือถ้าจะจัดกิจกรรมต้องกำกับด้วยคำว่า No purchase is required คุณเล่นชิงโชคเมื่อไร คุณต้องบอกเสมอว่า การชิงโชคครั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าเราก็สามารถส่ง sms ได้ อันนี้จบเลยครับ ถ้าผู้ประกอบการในไทยเจอระเบียบข้อนี้ไปจะไม่มีผู้ประกอบการคนไหนสนใจเลย"


ไม่เพียงเครื่องดื่มชาสำเร็จรูปเท่านั้นที่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดนี้ หากทว่าปัจจุบันมีสินค้าหลากหลาย รวมถึงรายการเล่าข่าวตามสถานีโทรทัศน์ หันมาใช้บริการส่ง sms เพื่อชิงโชค จึงมีความกังวลจากหลายฝ่ายว่ากิจกรรมนี้จะเป็นการมอมเมาผู้บริโภคและเป็นรูปแบบหนึ่งของการพนันหรือเปล่า


"การเสี่ยงโชคกับการพนันเป็นเรื่องเดียวกันมั้ย ก็ยังสับสนอยู่ในหมู่คนไทย เช่น เสี่ยงโชคที่ตัวเองชอบไม่เป็นการพนัน มีภาพพจน์ว่า การพนันเป็นสีดำ แต่สิ่งที่ตัวเองทำไม่ผิด" ธนากร คมกฤส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว สะท้อน


ธนากร มองว่า sms ชาเขียวถือเป็นสิ่งเสมือนการพนัน เพราะเมื่อลองวิเคราะห์ตามคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ 1.ทำงานกับความโลภของมนุษย์ 2.มีการวางเดิมพัน 3.มีความเสี่ยง และ 4. มีรางวัลล่อใจ การส่ง sms ชาเขียวเข้าข่ายเกือบทุกข้อ ยกเว้นการวางเงินเดิมพัน ฉะนั้นธนากรจึงยกให้หวยชาเขียวเป็นสิ่งคล้ายการพนัน


"ถ้ามันเข้าสู่เส้นของความน่าห่วงใย มันจะมีอันตรายอะไรมั้ย ผมก็ลองยกเกณฑ์การพนันมา สิ่งต้องห้ามของการพนันมีอยู่ 3-4 เรื่อง คือ 1. กิจกรรมเข้าถึงกลุ่มผู้เปราะบางหรือเปล่า ผู้เปราะบางในที่นี้เราหมายถึงเด็กและเยาวชน เราหมายถึงกลุ่มที่มีภูมิต้านทานไม่เยอะ 2.การพนันที่จะมีผลบวกลบร้ายแรงขึ้นอยู่กับความถี่ 3.มีความไม่เป็นธรรมระหว่างเจ้ามือกับผู้เล่น และ 4. ต้องไม่มีการส่งเสริมการขาย ผมก็มาวิเคราะห์ดู เข้าถึงกลุ่มเปราะบางมั้ย เข้าถึงแน่นอน ไม่จำกัด เด็กและเยาวชนซื้อได้ มีความถี่สูงมั้ย สูงมาก ออกกันทุกวัน โกงได้มั้ย อันนี้เพื่อความเป็นธรรม ไม่โกงก็แล้วกัน แต่แน่นอนว่าเขามีการส่งเสริมการขาย ถ้าประเมินตามนี้พบ 3 ใน 4 ข้อ มีอันตรายแน่ๆ และอาจจะส่งผลกระทบต่อสังคมได้


ผมอยากสะท้อนว่า ณ ขณะนี้สังคมไทยปล่อยปละละเลยมากเกินไปหรือเปล่า ทำให้เกิดการเลยเถิดของการกระทำในสังคม อีกอย่างผมอยากเรียกร้องให้สังคมเกิดความตระหนักว่า ในประเทศนี้มีเด็ก เวลาจะคิดจะทำอะไรขอให้คำนึงถึงเด็กในแง่ที่เป็นอนาคตของชาติ ไม่ใช่คำนึงถึงเด็กในแง่ที่เป็นเหยื่อ"


หากการส่ง sms เข้าข่ายการพนันจริงดังว่า เด็กและเยาวชนน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ต้องได้รับความดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นกลุ่มเปราะบาง ซึ่ง ผศ.พญ.พรจิรา ปริวัชรากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและจิตเวช บอกว่า ความร้ายแรงของการพนันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตทางโครงสร้างของสมองได้เลย


"หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่า มันไม่ได้ถูกกระแทกจากอุบัติเหตุ จะกระทบกระเทือนต่อสมองของเด็กๆ ได้อย่างไร ต้องอธิบายว่า สมองของคนเราที่ทำงานได้เพราะมีการเชื่อมโยง มีการสื่อสารกันของเซลล์ประสาทแต่ละอัน ซึ่งมีลักษณะเด่นคล้ายต้นไม้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กขึ้นมาสมองเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เพิ่มขึ้นชัดเจนคือ white matter ซึ่งเปรียบเสมือนเคเบิ้ลที่มีการสื่อสารของสมองส่วนต่างๆ เวลาเราเกิดทักษะอะไรใหม่ๆ สมองจะมีการเปลี่ยนแปลง หากมีบางสิ่งมายับยั้ง การพัฒนาสมองก็อาจจะชะงัก ทำให้เราขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะใหม่ๆ"


หมอพรจิรา อธิบายเพิ่มเติมว่า อุปสรรคที่จะมายับยั้งการพัฒนาสมองอย่างหนึ่งก็คือ สารเสพติด ซึ่งปัจจุบันมีการวินิจฉัยใหม่ๆ ว่า สิ่งที่อยู่ในกลุ่มสารเสพติดเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สารเสพติด นั่นก็คือ การเสพติดทางพฤติกรรม โดยสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ได้บัญญัติให้โรคติดพนัน (Gambling Disorder) เป็นโรคเกี่ยวกับการเสพติดทางพฤติกรรมชนิดแรกที่ถูกเพิ่มเข้ามาในกลุ่มโรคเกี่ยวกับการติดสารเสพติด และก็มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากมายที่บ่งชี้ว่า การพนันสามารถทำลายสมองได้แบบเดียวกับสารเสพติด


สาเหตุที่เด็กและเยาวชนเสี่ยงจากผลกระทบตรงนี้ หมอพรจิราว่า เพราะช่วงวัยเด็กไปจนประมาณ 10 ขวบ เป็นช่วงที่สมองพัฒนากิ่งก้านของเซลล์ต่างๆ หลังจากนั้นก็จะลดลงมาเรื่อยๆ ถ้าในช่วงวัยนี้ไปโดนสารเสพติดหรือการพนัน เขาอาจจะไม่สามารถพัฒนาสมองไปในทางที่ปกติได้


"คนที่เล่นพนันบ่อยๆ จะมีลักษณะการตอบสนองต่อการพนันเหมือนโรคสมองติดยา โดยมีมูลค่ารางวัลเป็นตัวกระตุ้น เคยมีการวินิจฉัยในคนที่เป็นโรคติดพนันเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง พบว่า สมองจะมีการฝ่อตัวลง ซึ่งสมองส่วนที่ฝ่อลงคือส่วนที่เป็น white matter มันเกี่ยวข้องกับการประสานงานของสมองส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งถาวรที่ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้"


หมอพรจิรา บอกว่า คนที่ติดการพนันตั้งแต่อายุน้อยๆ มีโอกาสเข้าสู่วงการแอลกอฮอล์สูงถึง 61.6 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังเสี่ยงเป็นโรคทางจิตเวชสูงกว่าประชากรทั่วไป อย่างเช่นโรคซึมเศร้า มีโอกาสสูงถึง 47.9 เปอร์เซ็นต์ สรุปแบบย่อยๆ ก็คือ การพนันจะเปลี่ยนรูปแบบการหลั่งสาร dopamine ในสมอง ทำให้เกิดการผิดปกติในสมองในระดับโครงสร้างอย่างถาวร นอกจากนี้เมื่อเห็นอะไรเกี่ยวกับการพนันก็จะเกิดความอยากไปหมด ทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง ขาดการยับยั้งชั่งใจ จนนำไปสู่พฤติกรรมลักขโมยและฉ้อฉล


"ถามว่าจิตแพทย์มองยังไงกับกิจกรรมเสี่ยงโชค ด้วยนิยามต่างๆ มันมีหลายอันที่เข้าข่าย และถ้ามันเป็นการพนันจริงๆ มันก็จะเป็นผลเสีย นี่เราพูดในแง่จิตวิทยา ซึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายดีขึ้นจริง แต่ถามว่า กำไรที่จะคืนสู่สังคมมันคุ้มกันมั้ย ถ้าเรามองว่ามันเป็นการพนัน มันก็จะทำให้เกิดการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น และน่ากลัวกว่าคือมันทำให้สมองของเราตอบสนองต่อสินค้าแบบเดียวกับที่ตอบสนองต่อการพนัน ถ้าเป็นแบบนั้นมันจะเป็นการทำลายทักษะชีวิตของเราเลย" หมอพรจิรา สรุป


สุดท้าย ในฐานะผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสังคมและนโยบายสาธารณะเพื่อลดผลกระทบจากการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ พงศ์ธร จันทรัศมี มองว่า กิจกรรม sms เสี่ยงโชค คือสิ่งมอมเมาประชาชน ดังนั้นมูลนิธิฯ จึงทำข้อเสนอไว้ 4 แนวทาง นั่นก็คือ 1.ต้องนิยามกฎหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการส่งข้อความเพื่อชิงโชคว่าเข้าข่ายการพนันหรือไม่ 2.ต้องมีการควบคุมผู้ประกอบกิจการทุกประเภท 3.ควบคุมช่องทางการประชาสัมพันธ์ และ 4. กสทช. ต้องสร้างกลไกออกมาควบคุม


จากการวิเคราะห์ที่หลากหลาย ชาพร้อมดื่มเย็นชื่นใจช่วยคลายร้อนในฤดูที่แดดแรงได้ก็จริง แต่สิ่งที่แฝงเร้นมาไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลย