สื่อนัยยะศิลป์แห่งราชกุมารีที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพและสายพระเนตรในทุกเส้นสายของทูลกระหม่อมแก้วของปวงชนชาวไทย ผ่านมุมมองของเหล่าศิลปิน“ชั้นครู"
นอกจากพระจริยวัตรการจดบันทึกลงบนสมุดโน้ต ภาพถ่าย แล้ว สิ่งหนึ่งที่มักปรากฏให้เห็นจนเป็นภาพชินตาในระยะหลังๆ สำหรับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็คือ ภาพวาดฝีพระหัตถ์
สำหรับศาสตร์แขนงนี้ พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยการวาดภาพจากการได้ทอดพระเนตรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงวาดภาพสีน้ำมัน และขอพระราชทานสีที่เหลือมาทรงวาดบ้าง จากนั้นก็ได้ทรงงานด้านนี้ตามพระราชอัธยาศัยโดยมิได้ทรงฝึกฝนเป็นพิเศษ
โดยทรงทดลองเทคนิคต่างๆ และการใช้สี ทรงสร้างงานศิลปะจากสื่อหลากชนิด และวัสดุเหลือใช้ รวมทั้งทรงใช้คอมพิวเตอร์ในการวาดภาพนอกจากการวาดภาพ อีกทั้งยังสนพระทัยในด้านศิลปะเครื่องเคลือบดินเผา ได้ทรงงานปั้นไว้จำนวนไม่น้อย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงได้รับครอบครูช่างจากหลวงวิศาลศิลปกรรม (เชื้อ ปัทมจินดา) นับเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐแก่การเป็นช่างเขียน ช่างปั้น ซึ่งเป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่ทรงสนพระทัย
เทพรัตน์ฯ หลังภาพ
เมื่อ “ศิลปะสะท้อนศิลปิน” ขณะที่ “ศิลปินก็สะท้อนศิลปะ” คำกล่าวนี้คงไม่ได้หมายความคลาดเคลื่อน หากเทียบเคียงกับบทบาทความเป็นศิลปินที่รังสรรค์ผลงานออกมาสู่สาธารณะเสมอ
“พระองค์ท่านทรงเป็นศิลปินทุกสาขานะ” ถ้าถาม พิษณุ ศุภนิมิตร ศิลปิน-นักเขียน ภายในงานศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จัดแสดง ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน
นั่นเพราะว่า ด้วยความที่ทรงทำเท่าๆ กันหมด ไม่เฉพาะภาพวาดอย่างเดียว
“ท่านเป็นอย่างอื่นด้วย นี่ผมเดาเอานะ ท่านเป็นนักดนตรีด้วย ตีระนาดกับวงซิมโฟนีทำได้ยังไง ท่านก็ทำได้ รำวงท่านทำได้ ผมเคยถามท่านว่า ท่านเต้นรำเป็นเหรอ ท่านบอก เป็นสิ เต้นได้ทั้งนั้นแหละ ตอนนั้นเห็นท่านไปรำไง รำแบบรำวงที่ลาว ท่านออกวงรำเลย แล้วพอเต้นเพลงวอลซ์ ผมก็สงสัย ท่านก็บอก เป็นสิ ท่านสนใจหลายแขนง ทุกอย่างเลย คือ ท่านทำด้วยความรัก เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีปัญหาเรื่องพื้นฐาน”
ไม่ต่างจาก ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง ศิลปินมากฝีมืออีกคนที่มองว่า พระองค์ทรงเป็นอัจฉริยะทางด้านศาสตร์และศิลป์
“ผมเข้าใจว่า แม้ท่านจะไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะโดยตรง แต่ว่า expression หรือวิธีการแสดงออกของพระองค์เนี่ยมั่นใจ มันเป็นเนื้อเดียวกับพระทัยของพระองค์ สิ่งที่อยู่ข้างในท่านก็แสดงออก direct ออกมาเป็นรูปทรงอะไรต่างๆ ดูแล้วน่ารัก อบอุ่น จริงใจ เป็นเหมือนตัวแทนน้ำพระทัยของพระองค์ที่ผ่านจิตของท่าน”
ส่วน ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2552 อธิบายถึงการปรับใช้เครื่องมือในการสร้างสรรค์งานที่หลากหลายให้กลายเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่านี้ เป็นการใช้ทุกสื่อ ทุกอุปกรณ์
“ศิลปะไม่ขึ้นอยู่กับมีเดียอันใดอันหนึ่ง มันขึ้นอยู่กับใจ มันขึ้นอยู่กับมโนไง มโนทัศน์ มโนคติ แต่ฮาวทูน่ะทำอะไรก็ได้ เขียนวรรณศิลป์ก็ได้ ถ่ายภาพก็ได้ จะเขียนรูปก็ได้ หรือจะร้องรำทำเพลงเล่นดนตรี ท่านทำได้ทุกอย่าง ถ้ามโนทัศน์ มโนคติมันเสถียร ฮาวทูมันจะมารับใช้ตรงนั้น ครูบาอาจารย์หรือศิลปินรุ่นใหม่ส่วนมากไปคิดฮาวทูก่อน ไม่คิดว่า Head กับ Heart คืออะไร ท่านเคยพูดประมาณนี้ Head กับ Heart ต้องมาก่อน บางคนทำ Hand แล้วมันจะมี Head Heart คุม เขาบอก คิดชอบ ดำริชอบ ถึงทำชอบ ไม่ใช่ทำชอบ ชอบทำ แต่ไม่รู้คิดชอบหรือเปล่า Head Heart Hand สามตัวเป็นวงจรที่ต้องพึ่งกัน ผมว่าสำคัญมาก”
แน่นอนว่า ก่อนที่จะ expression ความรู้สึกของศิลปินคนหนึ่ง ปรีชาคิดว่า ทุกคนทำงานอะไรก็ตามต้องมีมโนทัศน์ มโนคติเป็นทุน ภาพในใจกับความคิดในใจสำคัญมาก แล้วก็เอามันถอดออกมาเป็นภาพความคิดนอกใจให้ได้ หลายคนที่เขาประสบความสำเร็จต้องเอาภาพในใจ หรือที่เราเรียกกันว่า มโน มันประกอบด้วย 2 ส่วน ต้องชัดเจน ต้องเสถียรก่อน แล้วความเสถียรนั้น มโนนั้น จะฮาวทูแฮนด์ได้ คือ Head-Heart-Hand
“พระองค์ท่านทำครบ” ปรีชาสรุป
เนื้อความฝีพระหัตถ์
ไม่เพียงการเป็นศิลปินในความหมาย หรือนิยามตามทฤษฎีเท่านั้น แต่เนื้อหา หรือสารในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน แต่ละครั้งล้วนเกิดขึ้นด้วยความตั้งพระทัย และแยบคายอีกด้วย
“คิดก่อนทำ” เป็นสิ่งที่ทั้ง พิษณุ และปรีชามองตรงกัน
“ภาพวาด เหมือนตัวพระองค์ท่าน เพราะว่าท่านจะเขียนอะไรง่ายๆ ที่ไม่คิดมาก แต่เชื่อว่ามีการเตรียมพระองค์มาก่อน ก่อนที่จะเขียน ไม่ใช่เจอเฟรมแล้วเขียน พองานนี้งานของใคร ท่านก็จะเตรียมที่คล้ายๆ เกี่ยวข้องกับเจ้าของงาน อย่างใกล้ปีใหม่ ท่านก็จะเตรียมเกี่ยวกับขึ้นปีใหม่ พวกสัตว์ต่างๆ เป็นต้น เวลาเขียน พระองค์ก็เขียนไป คุยไป ชวนคุยยังนู้นอย่างนี้ น่ารัก เสียดายน่าจะมีการบันทึกเสียง จะได้ประโยชน์มาก เพราะรูปแต่ละรูปมันมีที่มา ท่านก็จะเล่าที่มา” พิษณุเล่า
ด้าน ปรีชา เสริมว่า ด้วยความเป็นผู้ที่มีหลักคิดในการคิดวิเคราะห์ เวลาจะทรงงานแต่ละองค์ ท่านจะต้องทราบก่อนว่า งานนี้งานอะไร
"อย่างงานผม เรื่องแสงสุวรรณภูมิ ท่านก็รู้เหตุ ปัจจัยที่ท่านจะไปทำมีอะไรบ้าง ท่านก็มีข้อมูลจากความรอบคอบของพระองค์ท่าน ครั้งที่เปิดร้านภูฟ้าที่สยามพารากอน ผมทำท่าจะมายืนเขียนภาพ พระองค์ท่านก็ประทับยืน ผมก็ตายแล้ว จะเขียนยังไง ท่านบอก อาจารย์อยากเขียนอะไรก็เขียนไป แล้วฉันจะเขียนภาพฝาผนังเป็นรูปคนป่า กระทิงอะไรไป ท่านประทับยืนอยู่ ผมก็นั่งคุกเข่าเขียนอยู่ ผมก็เขียนเป็นภาพผนัง เหมือนคนยุคเก่าที่เขียนภาพบนผนังถ้ำ
แสดงให้เห็นว่า พระองค์ท่านเป็นคนที่แบบรู้สึกอะไรก็ทำออกมา พระองค์ท่านมีความจริงของท่าน ท่านก็ทำ ท่านบอก ไม่ได้มาห่วงฉัน มากลัวฉันหรอก อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านมีความเมตตา แล้วก็เป็นนักวิชาการด้วย คือ ในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ มันมีฐานคิดที่มาจากวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ก็จริง แต่เวลาถอดออกมา มันต้องเป็นองค์ความรู้ หลักคิด สร้างสรรค์ที่เป็นของเรา ด้วยความที่มีอิสระมาก มนุษย์ต้องสร้างองค์ความรู้จากความบริสุทธิ์ใจ ความรู้สึก แต่ต้องมาจากหลักการทางเหตุผล หรือที่มาทางความคิด คือ เราต้องมีการอ้างอิง มองอะไรสักอย่าง นี่คือสิ่งสำคัญ"
นอกจากนั้น ความไม่ถือพระองค์ในฐานะ “องค์อุปถัมภ์ศิลปิน” ก็ยังเป็นที่ประจักษ์แก่ ธีระวัฒน์ คะนะมะ ศิลปินแถวหน้าจากภาคอีสานอย่างยิ่ง
“ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน งานประติมากรรม งานเซรามิค ดนตรี หรือแม้กระทั่งวรรณกรรม เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนภูมิใจที่พระองค์ให้ความสำคัญอย่างเห็นได้ชัด” เขาย้ำ
สำหรับ กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2540 คิดว่า นี่คือ “วิศิษฏศิลปิน” อีกพระองค์ของแผ่นดินไทย
“พระองค์ท่านยังมีความสามารถในทางศิลปสาขาอื่นๆๆ อีกมากเช่นกัน แตกฉานทั้งเรื่อง ดนตรี วรรณศิลป์ ฯลฯ ถือเป็นปราชญ์แห่งยุค”
อิทธิพลส่วนหนึ่งที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการถ่ายทอดมาโดยตรงก็คือ อัครศิลปินอย่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
“พระเจ้าอยู่หัวก็เป็นแบบอย่างพระองค์ท่าน ตั้งแต่ท่านยังทรงพระเยาว์ ในหลวงก็เขียนรูป ท่านก็ใช้สีของพระเจ้าอยู่หัวมาเขียนรูปบ้าง คือ ขโมยแบบเด็กๆ ท่านก็เอามาเขียน เพราะฉะนั้นท่านก็ซึมซับเรื่องแบบนี้นะ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเรียนหรอก ไม่รู้จะเรียนไปทำอะไร ท่านเขียนเลยดีกว่า แล้วก็มันสด เหมือนพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็ไม่ได้เรียน ท่านก็เขียนได้” พิษณุให้ข้อมูล
สิ่งที่ปวงชนชาวไทยได้ซึมซับนอกจากฝีพระหัตถ์อันงดงามที่ถ่ายทอดลงบนงานศิลปะแล้ว ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้ปวงชนชาวไทยได้ประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของ ทูลกระหม่อมแก้วแห่งราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง
###
เทพศิลป์ที่ “ภูฟ้า”
เมื่อนึกถึงภาพวาดหรือของใช้ที่มีฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ร้านภูฟ้าคือร้านที่หลายคนนึกถึง ไม่ว่าจะเป็นสมุด ร่ม แก้ว เข็มกลัด กระเป๋า ผ้าพันคอ เสื้อ... ของใช้อเนกประสงค์สารพัดได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้จับจอง ซึ่งนอกจากของใช้ลายฝีพระหัตถ์ที่มีคุณค่าแล้ว ที่ร้านก็ยังมีสินค้าท้องถิ่นหลากหลายประเภทมารวมขายไว้ อย่างผ้าทอพื้นเมือง หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปต่างๆ ใครที่อุดหนุนก็เหมือนได้ส่งเสริมอาชีพของชุมชน หรือไม่ก็ได้ช่วยเหลือคนที่อยู่ห่างไกลไปด้วย เพราะรายได้จากการจำหน่าย ทางร้านจะนำให้ประชาชนตามความพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพฯ
“ครั้งแรกที่ทรงตั้งร้าน ก็พระราชทานเงินทุนมา 6 แสนบาท ที่เหลือบอกว่า ต้องหาเอาเอง รายได้ต้องเกินรายจ่าย เพื่อเอากลับไปช่วยชาวบ้าน” เกตุวลี นภาศัพท์ พิศาลบุตร คณะกรรมการดำเนินงานร้านภูฟ้าเล่า
เธอบอกว่า พระราชกรณียกิจของพระองค์ตั้งแต่แรกเริ่มนั้นทรงส่งเสริมอาชีพชาวบ้านในถิ่นห่างไกลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีแหล่งจำหน่ายที่แน่นอน ต่อมาเมื่อหลายอย่างลงตัวมากขึ้น ประกอบกับที่กรมธนารักษ์ได้ถวายพื้นที่ปากซอยสุขุมวิท 7 ให้ทรงใช้สอยตามพระราชประสงค์ นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ร้านภูฟ้า”
“ตอนนั้นเรานึกถึงว่ามีของชาวบ้านแล้ว ก็อยากจะมีภาพฝีพระหัตถ์ด้วย เลยทูลขอฯ แล้วก็ทรงพระกรุณา อันนี้ก็เป็นที่มา ปีแรกพระองค์ท่านพระราชทานมาเป็นรูปแพะอ้วนสีม่วง พระองค์ทรงลงสีพระราชทาน คราวนั้นทำมาน้อยมาก ไม่กี่พันตัว ลูกค้าต่อคิวกันยาวมาก” คณะกรรมการคนเดิมย้อนภาพความทรงจำที่ยังชัดเจนอยู่ถึงทุกวันนี้
ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2544 เป็นต้นมา ร้านภูฟ้าก็เป็นเหมือนช่องทางการเชื่อมโยงสังคมเมืองกับสังคมท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ยิ่งเมื่อบรรดานักซื้อ นักสะสม ทราบว่า รายได้จากการขายจะได้นำไปใช้ประโยชน์ ก็ยิ่งเพิ่มความสนใจทวีคูณ
“เราก็พยายามทำให้ทันสมัย ท่านก็รับสั่งให้ทำแล้วมีคุณภาพดี เราก็พยายามคิดอะไรที่จะแปลกๆ ไป ภาพที่เห็น ท่านก็พระราชทานมาเป็นลายเส้น บางช่วงก็จะมีทรงลงสีมาบ้าง” เธอเผย โดยภาพส่วนใหญ่ที่ทรงพระราชทานให้ก็มีทั้งที่พระองค์ทรงวาดให้ แล้วก็มีที่รวบรวมมาจากเลคเชอร์หรือเศษกระดาษของพระองค์
ปัจจุบันร้านภูฟ้าดำเนินงานโดยผสมผสานแนวคิดการพัฒนาคนและชุมชนในถิ่นทุรกันดารกับแนวคิดเชิงธุรกิจมาแล้ว 13 ปี มีสาขามากมายทั้งที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สามารถสร้างรายได้กลับคืนให้ท้องถิ่นไปกว่า 140 ล้านบาท นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และผลิตภัณฑ์ฝีพระหัตถ์ ที่นี่ก็ยังนำของจากพื้นที่ในกระบวนการพัฒนาให้เด็กและเยาวชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มาร่วมจำหน่ายด้วย
“ท่านให้มีโครงการฝึกอาชีพ ส่งเสริมตั้งแต่เด็กเลย เพราะว่าท่านรับสั่งว่า ถึงแม้เขาจะทำอะไรไม่เก่ง เพราะยังเด็ก แต่อย่างน้อยเขาได้ฝึกมือ แล้วก็ได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน จะมีคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยายมาสอนที่โรงเรียน... ก็ทรงพระกรุณาให้ซื้อของเหล่านี้มาเป็นจำนวนมาก อย่างนักเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ทำพวงกุญแจมา เราขาย 20 บาท เด็กอาจจะได้ 3 บาท ครูเขาจะแบ่งเงินให้เลย เพราะว่าทำเป็นรูปสหกรณ์”
ทั้งหมดก็ล้วนแต่เป็นไปเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นทั้งสิ้น
หมายเหตุ : ขณะนี้ร้านภูฟ้ากำลังรวบรวมผลงานฝีพระหัตถ์ เพื่อเก็บเป็นเกร็ดประวัติ แล้วถวายเป็นข้อมูลสารสนเทศ หากใครหรือหน่วยงานใดได้เก็บไว้ สามารถแจ้งได้ที่ร้านภูฟ้า โดยทางร้านต้องการเพียงทำสำเนาไว้เท่านั้น จะไม่ขอต้นฉบับเก็บไว้แต่อย่างใด





