ปามุคคาเล...ขาวมาก

ปามุคคาเล...ขาวมาก

ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะทำให้ชื่อเสียงเรียงนามของ “ปราสาทปุยฝ้าย” ปามุคคาเล เหมาะสมกับสมญาไปมากกว่าตอนนี้อีกแล้ว

หันซ้ายก็ขาว.. หันขวาก็ขาว.. ทุกอย่าวขาวโพลนไปหมด สมแล้วจริงๆ กับคำร่ำลือ แต่ดูเหมือนความขาวจะมากกว่าที่เคยเห็นจากภาพในหนังสือหรืออินเทอร์เน็ต เพราะเรายืนเท้าเปล่ากันอยู่บนเนินเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ!


ย้อนเหตุการณ์กลับไปวันก่อนหน้านี้ เราอยู่บนรถบัสที่ออกเดินทางจากเอฟิซุส ฝ่าสายฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เช้า


“ตื่นๆ ดูข้างนอกหน้าต่างสิ” เพื่อนร่วมทางปลุกผมขึ้นจากภวังค์ เมื่อมองออกไป ภาพที่เห็นคือเม็ดฝนที่โปรยปรายมาตลอดทั้งวันนั้น ได้กลั่นตัวรวมกัน ผ่านจุดเยือกแข็งกลายเป็นหิมะไปเรียบร้อย


เจ้าของเสียงที่เรียกผมคือ หลี่ถิง หวัง กราฟิกดีไซเนอร์สาวชาวไต้หวัน ที่เป็นเพื่อนซี้ปึ้กกัน และเป็นเพียงคนเดียวที่โดนผมหลอกให้มาเที่ยวแบบลำบากลำบนกันในครั้งนี้สำเร็จ โดยมีข้อแม้ว่าเธอจะร่วมทางไปด้วยในประเทศตุรกีเท่านั้น แล้วเธอจะขอแยกตัว กลับไปตามล่าแสงเหนือที่ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่เธอฝันอยากจะเห็นสักครั้งในชีวิต


ผ่านไปเกือบสามชั่วโมง มองนาฬิกาก็เป็นเวลาสองทุ่มกว่าแล้ว เราลงจากรถบัส เพื่อเปลี่ยนเป็นรถตู้คันเล็กอีกที เพียง 15 นาทีหลังจากเปลี่ยนรถในที่สุดก็ถึงที่หมาย แต่เมื่อลงจากรถเพียงครู่เดียวเท่านั้น หิมะเจ้ากรรมก็ขยายขนาดขึ้น และถมถนนให้กลายเป็นสีขาวโพลนในเวลาชั่วอึดใจ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกง่ายๆ ที่พักของเราอยู่ห่างออกไปจากจุดที่รถจอดเพียงไม่ถึงสองกิโลเมตร แต่การจะเดินไปในช่วงเวลานี้ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้ จึงอ้อนวอนให้รถบัสขับไปส่งเราได้สำเร็จ


เมื่อแรกมาถึงที่พัก ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูก็ทักทายเราทันที เขาแนะนำตัวว่าชื่อมุสตาฟา เป็นลูกชายเจ้าของเกสต์เฮาส์แห่งนี้ หลังจากจัดการเช็คอิน และนำสัมภาระเข้าไปเก็บในห้องเรียบร้อย ผมกับหลี่ถิงออกมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง เพื่อสอบถามถึงเส้นทางเดินไปยังปามุคคาเล ประจวบเหมาะที่มุสตาฟาและครอบครัว กำลังทำน้ำแข็งใสจากหิมะ นี่เองคือสาเหตุที่เขาไปยืนหน้าบ้านเสียนานสองนาน เพื่อเอาถาดไปรองน้ำแข็ง และมาราดน้ำเชื่อมผสมน้ำผึ้งอีกที เหมือนบุญหล่นทับ เราจึงได้ร่วมวงกินน้ำแข็งใสแบบสดๆ ไปกับเขาด้วย


หลังจากน้ำแข็งใสหมดถาด มุสตาฟาก็ชวนพวกเราออกไปปั้นตุ๊กตาหิมะกัน ซึ่งลงเอยด้วยการเล่นปาหิมะแบบหอมปากหอมคอ พอให้หลับสบายในคืนนี้จากการออกกำลังกายก่อนเข้านอน


วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้า เพราะต้องการจะใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด จากคำบอกเล่าแล้ว เนินเขาบริเวณนี้คือดินแดนโบราณขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เฮียราโพลิส” ที่ใช้เพื่อเป็นที่บำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ประกอบไปด้วยโบราณสถานมากมาย โดยปามุคคาเลเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น


เพียงไม่กี่นาทีจากที่พัก ปราสาทปุยฝ้ายที่ลือชื่อก็อยู่ตรงหน้า.. ปามุคคาเล สวรรค์ของคนมีรัก และสุสานโบราณที่หลายคนฝากจิตวิญญาณไว้ แอ่งน้ำตามขั้นบันได บนเนินเขาหินปูนที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาตกตะกอนของแคลเซียมคาร์บอเนตจากน้ำพุร้อน คือที่มาของความอัศจรรย์ที่โด่งดังไปทั่วโลก อาณาบริเวณส่วนนี้มีความเชื่อกันว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนที่จะเดินเข้าไปจึงต้องเดินเท้าเปล่าเท่านั้น ด้วยความตื่นเต้น เราสองคนจึงไม่รอช้า รีบถอดรองเท้าและถุงเท้า ใส่ถุงพลาสติกที่เตรียมมา แล้วเดินเข้าไปยังฝั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที!


ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะเดินเท้าเปล่าบนเขาหินปูนที่มีความขรุขระ แต่กลับรู้สึกสบายเท้าอย่างประหลาด ไม่มีอาการเจ็บแม้แต่น้อย นี่สินะ อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของปามุคคาเล…


5 นาทีผ่านไป... ความสบายกลับหายกลายเป็นอาการชาที่เริ่มมาเยือนเท้าของพวกเราแทน! เพราะนี่คือฤดูหนาว ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา แถมหิมะยังเพิ่งผ่านการตกมาอย่างหนักตลอดทั้งคืน ช่วงแรกที่ทางเดินราบเรียบนั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่พอถึงจุดที่มีหิมะขังนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดวัดใจ แม้จะพยายามหาทางปีนป่ายเพื่อเลี่ยงน้ำแข็งจนโดนตำรวจที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ เป่านกหวีดห้ามแล้ว ก็ยังไม่เห็นทางอื่นที่พอจะไปต่อได้ มีทางเดียวคือต้องลุยฝ่าหิมะเท่านั้น


เรายุติความรื่นรมย์ในการทอดน่องอย่างเชื่องช้าเพื่อเก็บภาพอันสวยงามไว้ชั่วคราว ก่อนที่เซลล์ประสาทเท้าจะหยุดทำงาน ตัดสินใจวิ่งรวดเดียวข้ามทางช้างเผือกความยาว 50 เมตร ที่เกิดจากหิมะด้วยเท้าสดๆ พร้อมเสียงร้องลั่น... นี่เป็นอีกหนึ่งสถิติวิ่งระยะสั้นที่ดีที่สุดในชีวิตของเราสองคน
หลังจากหลุดพ้นจากช่วงทารุณกรรมเท้า ก็เหมือนสวรรค์ให้รางวัลปลอบใจ เพราะสิ่งที่รอเราอยู่คือจุดที่มีน้ำแร่ร้อน ที่เชื่อกันว่าช่วยรักษาโรคร้ายได้ ในอดีตกาลผู้คนจึงนิยมนำมาดื่ม และสร้างเมืองเฮียราโพลิสล้อมรอบ


เมื่อได้แช่น้ำพุร้อน ก็ช่วยให้นิ้วเท้าที่เหมือนตายไปแล้วได้เกิดใหม่อีกครั้ง และที่นี่ก็ถึงจุดสิ้นสุดเขตศักดิ์สิทธิ์พอดี เราจึงใส่รองเท้า และเริ่มมองหามุมถ่ายภาพในตำนานที่ศึกษามาล่วงหน้า หาอยู่สองนานก็ไม่เจอเสียที จึงตัดสินใจถามเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขาก็ใจดีพาเราไปชี้เป้าให้ดู และก็ไม่แปลกใจที่ทำไมถึงหาไม่เจอ เพราะหิมะเจ้ากรรมตกมาทับเสียจนมิด เหลือเพียงเค้าเดิมลางๆ เท่านั้น แม้จะผิดจากที่จินตนาการไว้ แต่ถึงอย่างไรเสียในทุกสิ่งย่อมมีความงามเสมอ อยู่ที่เราจะหามันเจอหรือไม่... ปามุคคาเลแบบขาวๆ ก็สวยไปอีกแบบเหมือนกัน


ถัดจากปราสาทปุยฝ้าย ยังมีอีกหลายจุดสำคัญให้ได้แวะชม ทั้งโรงอาบน้ำโบราณและสระว่ายน้ำ ที่หากใครพกชุดว่ายน้ำมาก็สามารถใช้บริการได้เลย รวมถึงโรงละครโบราณแบบเดียวกับเอฟิซุส แต่ด้อยกว่าเล็กน้อยในเรื่องของความอลังการ หากจะเดินให้รอบเฮียราโพลิสจริงๆ คงต้องใช้เวลานานโข ผมกับหลี่ถิงเห็นตรงกันว่าเราไม่จำเป็นต้องดูทุกอย่าง เพราะหากมัวแต่รีบเดินเพื่อให้ถึงที่หมายถัดไป เราอาจจะพลาดทำความงามบางอย่างตกหล่นระหว่างทาง การใช้เวลาซึมซับบรรยากาศรอบตัว และสิ่งที่เราได้เห็นให้คุ้มค่าที่สุดน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัว เราจึงเลือกเส้นทางระยะสั้นสองกิโลเมตร จากปามุคคาเล ไปสิ้นสุดยังประตูทิศเหนือ


คำนวนเวลาที่เดิน รวมกับการแวะถ่ายรูป หรือพักกลางทางแล้ว น่าจะถึงที่พักได้ภายในสามชั่วโมง เป็นเวลาที่เหมาะสมพอดี เพราะเย็นนี้เราต้องเดินทางต่อไปยัง “อันทาลยา” อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศตุรกี ที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาด และอาหารทะเลสดๆ เรามักจะเดินทางหลังพระอาทิตย์ตกดินกันเป็นหลัก เพราะในช่วงฤดูหนาวแบบนี้ช่วงกลางวันไม่ยาวนานนัก เราจึงอยากใช้เวลาภายใต้แสงอาทิตย์ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้


สองกิโลเมตรอาจจะฟังดูไม่ไกลนัก แต่ก็มีนักเดินทางไม่กี่คนที่เลือกจะเดินเส้นทางนี้ เพราะส่วนใหญ่เมื่อได้ชื่นชมลิ้มลองน้ำแร่ของปามุคคาเลแล้ว ก็มักจะหันกลับเดินออกประตูเดิมที่เข้ามา ระหว่างทางยิ่งเราเดินไปไกลมากขึ้นเท่าไหร่ จึงพบเจอผู้คนน้อยลงเท่านั้น สุดท้ายรอบตัวก็เหลือมนุษย์เพียงสองคน ที่เดินสบายใจ พร้อมเปิดเพลงฟังจากโทรศัพท์มือถือ เป็นดนตรีประกอบฉากหลังของธรรมชาติ และอารยธรรมที่น่าทึ่ง


แม้จะถึงช้ากว่าคนอื่น แต่นั่นคือสิ่งที่จ่ายไป เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของความสวยงามที่ซ่อนอยู่ในห้วงเวลา...