หวานไม่เอา เราเซย์.. NO!

หวานไม่เอา เราเซย์.. NO!

ผู้ใหญ่ต้องอ่าน!! เมื่อเด็กๆ ที่ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ที่งดหวานได้เด็ดขาด แถมยังมีเงินออมเป็นหลักหมื่น..ไม่ต้องลุ้นเบนซ์ก็รวยได้!

ไม่ใช่ครั้งแรก.. แล้วก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย.. กับข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มยอดนิยมสารพัดยี่ห้อที่เฟซบุ๊คของนิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำมาโพสต์ไว้ จนเกิดเป็นกระแสที่แชร์กันขนานใหญ่

ทำเอาใครที่ได้เห็น และเป็นหนึ่งในลูกค้าซื้อหาเป็นประจำเกิดตกอกตกใจเมื่อรู้ว่า ในหลายชนิดมีการใส่น้ำตาลมากถึงเฉียดๆ 10 จนถึงเกิน 10 ช้อนชา ทั้งๆ ที่ตามหลักแล้ว ในหนึ่งวัน ร่างกายของคนเราไม่ควรได้รับน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา (สำหรับเด็กไม่เกิน 4 ช้อนชา)

งานมโนต้องมา.. บางคนถึงกับช็อกประหนึ่งว่า จะมีใครเอาน้ำตาลมากรอกใส่ปากกันเลยทีเดียว

ถามว่า งานนี้จะโทษใครได้ ถ้าไม่ใช่โทษ 'ตัวเอง'

ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะพูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว และทุกครั้งที่กลับมาฉายซ้ำ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน คือ ตกใจ.. แล้วเดี๋ยวก็ลืม แต่สำหรับเด็กๆ ที่ 'ลำปลายมาศ' สามารถประกาศ 'ไม่เอาหวาน' ได้อย่างสมบูรณ์

ถามสั้นๆ ว่า อายเด็กไหม ?

อ่อนหวาน ฟันน้ำนม

อาหารวันนี้.. แกงจืดใส่หมู ใส่ลูกชิ้น ใส่แครอท
ผัดผักวันนี้.. ใส่ผักหลายอย่าง
ผลไม้วันนี้.. กล้วยน้ำว้าสีเหลือง อร่อยจังเลย ช่วยทานให้หมดเลย
ขอบคุณยายคำที่เตรียมอาหารให้หนูทาน.. ขอบคุณครับ/ค่ะ"

บทพูดง่ายๆ ที่เด็กตัวน้อยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหนองคูเอ่ยตามครูผู้ดูแลเด็ก มนัส เขียวเขิน พูดนำเด็กๆ ก่อนมื้ออาหารกลางวันที่ครบคุณค่าทางโภชนาการ แต่ที่ขาดไป และไม่มีใครทวงนั่นคือ 'ขนมหวาน' ปิดท้ายมื้ออาหารที่ถ้าเป็นแต่ก่อน โรงเรียนไหนๆ ก็ต้องมี

"อย่างที่เรารู้กันอยู่ว่า เด็กช่วงอายุ 0-5 ปี เป็นนาทีทองของการที่จะเจริญเติบโตออกมาเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ หมอเพิ่งดูตัวเลขการทำวิจัยอยู่เรื่องหนึ่งที่เขาลองดูว่า สาเหตุที่เด็กมีฟันผุเยอะ ไม่เติบโตสมวัย เหตุผลเพราะว่าเขาขาดสารอาหารจากการที่เขาไม่สามารถที่จะบดเคี้ยวได้ แล้วเราก็ยังมีงานวิจัยของไทยเองด้วยที่ให้ข้อมูลในแนวทางเดียวกัน คือ เด็กที่ฟันผุ จะตัวเตี้ย น้ำหนักน้อย แล้วก็สติปัญญาก็จะไม่พัฒนา เนื่องจากเขาขาดสารอาหารอย่างเรื้อรัง" ทพ.ญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย ให้ข้อมูล

ก่อนจะเสริมโดย ทพ.ญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ว่า ปัญหาเรื่องสุขภาพปากและฟันของเด็กเล็ก คือ ผู้ใหญ่มักไม่เห็นความสำคัญของฟันน้ำนม โดยคิดในทำนองที่ว่า.. ไม่ต้องดูแลมาก เพราะเดี๋ยวก็ต้องหลุดอยู่แล้ว

"ชาวบ้านชอบคิดว่า ถ้าเด็กเดินได้ ก็สามารถแปรงฟันเองได้ แต่จริงๆ แล้วเด็กจะแปรงฟันเองได้ ก็ต่อเมื่อเด็กผูกเชือกรองเท้าเองได้ เพราะนั่นหมายถึง กล้ามเนื้อมัดเล็กพัฒนาเต็มที่แล้ว" ก็คืออีกชุดความเชื่อหนึ่งที่สอนกันมาอย่างผิดๆ และส่งผลให้เด็กไทยมีปัญหาฟันผุ
เมื่อ ฟันผุ คือ ตัวขัดขวางการเจริญเติบโตสมวัยในเด็กเล็ก แน่นอนว่า "น้ำตาล" ย่อมเป็นเป้าหมายแรกที่สปอตไลต์สาดลงไป

..ถ้าเป็นละครก็ต้องบอกว่า ไม่มีพลิกล็อก เพราะน้ำตาล คือ สาเหตุของฟันผุแบบไม่ต้องสืบ

เพียงแต่น้ำตาลในเด็กเล็ก ที่เป็นปัญหากลับมาในรูปของ 'นมขวด'

"เด็กๆ ในบ้านนอกส่วนใหญ่ พ่อแม่เขาจะเลี้ยงโดยให้ดูดนมขวด เด็กก็จะติดขวด ต้องนอนดูดนมขวด ถึงจะหลับ แต่นโยบายของศูนย์เรา คือ ห้ามเอาขวดนมเข้ามาในโรงเรียน" ครูมนัสเล่า

ปัญหาของการปล่อยให้เด็กดูดนมจากขวดตอนนอนคือ นมจะเอ่ออยู่ในปาก โดยนมจะมีสารที่เมื่อถูกย่อยแล้วจะกลายเป็นน้ำตาล นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการให้เด็กนอนอมน้ำตาลในทุกๆ วัน

เมื่อเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน มาถึงศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้ กับ 10 มาตรการที่ลงมติกันไว้ ทั้งการสั่งห้ามนำขวดนม ลูกอม หมากฝรั่ง น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ มาที่ศูนย์ฯ พร้อมข้อบังคับให้เด็กดื่มได้เฉพาะนมจืด ทานผลไม้เป็นอาหารว่าง และดื่มน้ำหลังดื่มนมทุกครั้ง ขณะเดียวกัน ทางศูนย์ฯ ก็ต้องจัดการดูแลเรื่องสุขภาพช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรงฟัน จนถึงการเชิญเจ้าหน้าที่ทันตกรรมมาดูแลปัญหาฟันผุให้กับเด็กๆ ปีละ 2 หน และที่สำคัญ คือ ต้องให้ความรู้กับผู้ปกครองเพื่อให้มองเห็นประโยชน์ในการนี้ด้วย

ขณะที่หลายๆ ข้อผ่านฉลุย แต่เรื่องสั่งห้ามขวดนมนั้น ครูมนัสเล่าว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะโอดโอยมากเป็นพิเศษ สาเหตุหลักคือ "สงสาร" เพราะเด็กติดขวด ต้องนอนดูดนม จะสั่งห้าม ก็กลัวลูกหลานจะนอนไม่ได้.. นั่นคือ ด่านสำคัญ ซึ่งครูที่ศูนย์ฯ ต้องพิชิตให้ได้

"ผมก็มานั่งคิดๆ ว่า เด็กติดขวด ก็เพราะเขารู้สึกวปลอดภัย ก็เลยลองหาวิธีอื่นให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย และปลอดภัยเข้ามาแทนที่ โดยเริ่มแรกต้องให้เขาไว้ใจเราก่อน ยอมให้เราจับตัวได้ จากนั้นพอเวลานอน คุณครูก็จะคอยลูบหลัง.. เกาหัว.. หรืออะไรก็ได้ที่ทำแล้วรู้สึกว่า เด็กชอบ ก็ปรากฏว่า เด็กๆ เขาก็หลับได้ ไม่ต้องดูดขวดนม" นั่นคือ ความสำเร็จแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่คุณครูช่วยกันคิดขึ้น

ต่อจากการดูแลโดยครูในศูนย์ทั้งเรื่องอาหารการกิน จนถึงการช่วยเด็กๆ แปรงฟันให้สะอาด เมื่อมาถึง ด่านหินอย่าง การหาหมอฟัน ก็ถึงคราวของทีมเจ้าพนักงานทันตแพทย์ที่จะต้องออกโรง..

"พวกหนูก็จะมาตรวจฟันเด็ก โดยเวลามาก็จะไม่ใส่เครื่องแบบ เพราะเด็กๆ เขาไม่ชอบ แล้วก็จะชวนเล่นเกม ทำให้เขาคุ้นเคยก่อน จากนั้นก็จะเริ่มจากง่ายๆ เช่นการเคลือบฟลูออไรด์ซึ่งมันไม่เจ็บ ส่วนเด็กที่ฟันผุ เราก็ใช้วิธีที่เรียกว่า SMART Technique เป็นการอุดฟันโดยไม่ใช้เครื่องเจาะที่เสียงดังๆ ซึ่งเด็กๆ ไม่ชอบ พอทำ เขาก็เลยไม่กลัวเราค่ะ" ศุภกร ขันธะหัตถ์ และ ศวรรยา นาคเจริญ สองเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุขชำนาญงาน ช่วยกันเล่าหลังการพูดคุยกับผู้ปกครองเพื่อรายงานถึงสุขภาพฟันของบุตรหลาน

พร้อมๆ กับการแจ้งผลการตรวจ ทีมงานก็จะให้ความรู้ผู้ปกครองไปด้วย ทั้งเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก ไปจนถึงการดูแลเรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะการสอนให้อ่านฉลากเครื่องดื่ม และขนมทั้งหลาย เพื่อให้ทราบว่า สิ่งที่เด็กๆ ทานเข้าไปนั้น มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากน้อยแค่ไหน..

และที่สำคัญ ก็คือ สอนวิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะหลักการไม่ว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ ก็ไม่ต่างกัน

"หลักการง่ายๆ คือ เลข 2 สามตัว คือ แปรงวันละ 2 ครั้ง แปรงครั้งละ 2 นาที และงดทานอาหารหลังแปรงฟัน 2 ชั่วโมง" ท.พญ.ปิยะดา ช่วยขยายความ

งดหวาน เงินเหลือ(เยอะ)

"ทำงานนี้มาเป็นสิบปี แต่คนไทยกลับบริโภคน้ำตาลสูงขึ้นทุกปี เลยคิดว่า ถ้าจะให้ได้ผล ก็คงต้องเริ่มที่เด็กนี่แหละค่ะ" ตลกร้าย ที่ออกจากปาก ท.พญ.ปิยะดา ซึ่งทำงานด้านเครือข่ายคนไม่กินหวานมานาน

โดยเฉพาะกับตัวผู้ใหญ่เอง นอกจากจะต่อสู้กับความอยากที่ยากจะเอาชนะแล้ว.. ยังมีของรางวัลชิงโชคมากมายจากเครื่องดื่มแสนหวานแบรนด์ใหญ่ๆ มาหลอกล่อ ก็เลยกลายเป็นกับดักสำคัญที่ทำให้งานขับเคลื่อนงดหวานในกลุ่มผู้ใหญ่เป็นไปได้ยาก

แต่ขณะที่ผู้ใหญ่ตัวโตๆ กำลังโอดโอยกับแนวคิด ลด-ละ-เลิก การบริโภคน้ำตาล โดยเฉพาะในเครื่องดื่มทั้งหลายนั้น สำหรับเด็กๆ ที่โรงเรียนหนองหญ้าปล้อง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เขาไปไกลกว่านั้นแล้ว

นอกจากจะงดหวานได้เด็ดขาดแล้ว.. เด็กๆ ที่นี่ยังมีเงินฝากเป็นหลักหมื่นบาทอีกด้วย!

"แทนที่จะเอาเงินที่ผู้ปกครองให้ไปซื้อขนมหรือน้ำหวาน เด็กๆ ก็เอาเงินมาออมกับสหกรณ์ฯ จนตอนนี้มีเงินออมรวมกันแล้ว 2 ล้านกว่าครับ" ทรงศักดิ์ สิรัมย์ ผู้อำนวยการ รร.หนองหญ้าปล้อง เอ่ยอย่างภูมิใจ

ก็ในเมื่อมื้อเช้าโรงเรียนก็มีข้าวต้มพร้อมเสิร์ฟ ส่วนมื้อกลางวันก็จัดเต็ม ไม่เคยให้อด ขณะเดียวกันภายในรั้วโรงเรียนก็ยังไม่มีร้านขายขนม นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่เงินในมือน้อยๆ จะย้ายที่มาสู่สหกรณ์ออมทรัพย์นักเรียนโรงเรียนหนองหญ้าปล้อง จนกองทุนใหญ่โต แถมยังทำกำไรได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างต่ำ

"ตอนเช้า พอเด็กๆ เขามา เขาก็จะมานั่งกรอกในคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง หรือบางคนขี้เกียจกรอก ก็ให้หัวหน้าห้องทำให้ ว่า วันนี้จะฝากเงินกี่บาท แล้วก็เอาเงินหยอดกระปุกไว้ เดี๋ยวคุณครูก็จะมาเก็บไปรวบรวม จัดการเช็คยอดในแต่ละวัน ว่า เงินที่ได้ กับยอดที่เด็กๆ กรอกเข้ามาตรงกันมั้ยน่ะค่ะ" คุณครูกาญนาพร สิรัมย์ เล่าให้ฟังถึงวิธีออมเงินของเด็กๆ

"..10 บาทบ้าง 20 บาทบ้าง บางวันพ่อให้มาเยอะหน่อยฝากเป็นร้อยก็มี"

เมื่อสะสมเรื่อยมา ตั้งแต่อนุบาล กว่าจะจบ ป.6 จากสิบเป็นร้อย.. จากร้อยเป็นพัน.. แล้วก็ถึงหลักหมื่นได้ในที่สุด

ถึงตอนนี้เด็กๆ จะไม่ต้องใช้เงิน เนื่องจากเรียนก็ฟรี ข้าวเช้าก็ฟรี ข้าวกลางวันก็ฟรี แต่ครูกาญจนาพร เล่าถึงสาเหตุที่ทำสหกรณ์ออมทรัพย์ขึ้นมาว่า เพื่อให้เด็กๆ มีทุนการศึกษาในการจะไปเรียนต่อ เพราะโตขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็จะมีมากขึ้น

ส่วนเรื่องดอกผลที่ได้จากการออมนั้นครูบอกว่า "รายได้หลักของสหกรณ์ คือ การปล่อยกู้ค่ะ"

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด คิดว่าจะเป็นเจ้าหนี้ขาโหด ฟันกำไรยับ เพราะสหกรณ์นี้ เขาอนุญาตให้เฉพาะ "ผู้ปกครอง" ของเด็กๆ ที่นี่เท่านั้น ที่จะมีสิทธิกู้ได้ โดยกติกาก็คือ กู้ได้ปีละครั้ง ตอนเปิดเทอม 1 และเมื่อปิดบัญชีตอนสิ้นเทอม 2 ลูกหนี้กิตติมศักดิ์ก็จะต้องคืนเงินที่ยืมมา โดยดอกเบี้ย 15 เปอร์เซ็นต์จะหักไว้ตั้งแต่แรกในการให้เงินต้นไป

..เมื่อชีวิตเซย์โนกับ 'น้ำตาล' ดอกผลที่มาจากการออมย่อมปรากฏชัด และถือเป็นโมเดลที่ผู้ใหญ่ตัวโตๆ ก็ควรจะเอาไปดูไว้เป็นตัวอย่าง