กรมศิลป์เผย22โบราณสถานวัดกัลยาฯ ถูกทุบทิ้งภายใน12ปี

กรมศิลป์เผย22โบราณสถานวัดกัลยาฯ ถูกทุบทิ้งภายใน12ปี

กรมศิลป์เผย 22 โบราณสถานวัดกัลยาฯ ถูกทุบทิ้งภายใน 12 ปี เสียหายยับเยิน ด้านตำรวจเร่งหาตัวบริษัทและผู้ว่าจ้างคาดจับกุมได้ภายใน 1 เดือน

จากกรณีที่นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร หอบหลักฐานเอกสาร เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ณัฏฐ์พัชร์ ผดุงจันทน์ ผกก.สน.บุปผาราม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สน.บุปผาราม เพื่อแจ้งความดำเนินการกับผู้สั่งการและคนงานซึ่งทำลายโบราณสถานสำคัญภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กทม. โดยให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งทางอาญาและแพ่งอย่างถึงที่สุดนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่กรมศิลปากร (ศก.) นายบวรเวท ได้เปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า คดีการรื้อถอนทำลายดัดแปลงแก้ไขโบราณสถานกุฏิ คณะ 1 ถือเป็นคดีล่าสุดที่ ศก. ได้แจ้งดำเนินคดีอาญากับวัดกัลยาฯ โดยก่อนหน้านี้ ศก. ได้ดำเนินคดีทั้งหมด 15 คดี ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยสรุปอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง 10 คดี คงเหลือ 5 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวนของ สน.บุปผาราม ซึ่งตลอดระยะเวลา 12 ปี มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ได้รับความเสียหายรื้อทำลายไปแล้วจำนวน 22 รายการ อาทิ หอระฆัง อาคารเสวิกุล ศาลาทรงปั้นหยา หอกลอง หอสวดมนต์กัลยาณาลัย ศาลาปากสระ กุฏิเก่าคณะ 7 จำนวน 3 หลัง รื้อราวระเบียงหิน พื้นหิน ตุ๊กตาหินอับเฉา กุฏิสงฆ์คณะ 4 และการถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 4 และถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 2 นอกจากการรื้อถอนทำลายโบราณสถาน ยังมีการก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ศก. ด้วย

“ สำหรับคดีล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2558 ได้มีการแจ้งมายังผมโดยตรงว่า มีการทุบทำลายโบราณสถานภายในวัดกัลยาฯ อีก จึงได้เดินทางไปตรวจสอบเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พร้อมนำตำรวจเข้าจับกุมคนงานที่กำลังทุบอยู่ 2 คน ซึ่งถือเป็นความผิดซึ่งหน้า คือ นายแขก วงสียา กับนายเล่ คำมั่น ทั้งสองคนมีสัญชาติลาว ขณะนี้ทางไวยาวัจกรของวัดกัลยาฯ ได้ประกันตัวไปแล้ว 1 คน ส่วนอีกคนไม่สามารถประกันตัวได้ เนื่องจากไม่มีเอกสารการเข้าเมืองที่ถูกต้อง ดังนั้น ขณะอยู่ระหว่างการสอบสวนทางคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขยายผลว่า เป็นคนงานของบริษัทใด แล้วใครเป็นผู้ว่าจ้างให้ดำเนินการทุบรื้อทำลายโบราณ ซึ่งทางตำรวจจะดำเนินการทางคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ” นายบวรเวท กล่าว

อธิบดี ศก. กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาทางอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า ทางวัดกัลยาฯ อ้างว่าไม่มีเจตนาทุบรื้อทำลายและไม่รู้ว่าเป็นโบราณสถาน แต่ในความเป็นจริงวัดกัลยาฯ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปี 2492 ทั้งในเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส รวมพื้นที่กว่า 10 ไร่ ดังนั้น การดำเนินการใดๆ ในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนโบราณสถานต้องได้รับอนุญาติจากอธิบดีกรมศิลปากรเป็นลายลักษณ์อักษรตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการตัดปัญหาที่ทางวัดอ้างไม่รู้ว่าเป็นโบราณสถาน ปี 2555 ศก.จึงได้ทำหนังสือแจ้งไปอย่างเป็นทางการว่า วัดกัลยาฯ ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ แต่ก็ยังพบปัญหารื้อทุบทำลายอย่างต่อเนื่อง แม้ ศก.จะเข้าไปติดป้ายประกาศว่าเป็นโบราณสถานแล้วแต่ก็ถูกรื้อออกหลายรอบ โดยเฉพาะปี 2555 2556 2557 จนมาถึงปี 2558 ในกรณีล่าสุด ตนในฐานะอธิบดี ศก. จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีเอง โดยทำกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะหากไม่ทำอะไรเลยจะถูกรื้อทำลายไปเรื่อยๆ จนวัดเสื่อมค่า

“ การแจ้งดำเนินคดีครั้งนี้ ถือว่ามีน้ำหนักมาก ทางวัดกัลยาฯ จะอ้างไม่มีเจตนาหรือไม่รู้ ไม่ได้แล้ว โดยทาง ศก. จะเร่งรัดคดีนี้เพื่อให้เป็นตัวอย่างสำหรับ 5 คดีที่เหลือ ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทราบเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม ผมเคยเข้าพบหารือกับทางเจ้าอาวาสวัดกัลยาฯ ตั้งแต่เมื่อปี 2546 รวมถึงนิมนต์มาพูดคุยที่กรมศิลปากรเพื่อทำความเข้าใจ เนื่องจากเคยทำหนังสือแจ้งเป็นระยะว่า ไม่ควรมีการทำลายโบราณสถาน ผมได้ยืนยันไปว่า ไม่ได้ห้ามบูรณะหรือทำอะไรเลย แต่เมื่อวัดกัลยาฯ เป็นโบราณสถานจะทำสิ่งใดขอให้แจ้งทางกรมศิลปากรก่อนตามกฎหมาย ไม่ว่าจะรื้อหรือปลูกสร้างอาคารใหม่ ส่วนวัตถุประสงค์ของการทุบทำลายนั้นเท่าที่ทราบท่านรื้อ เพราะเห็นว่าอาคารเหล่านี้เก่า ทรุดโทรม มีความต้องการสร้างอาคาร กุฏิใหม่ให้สวยงาม ขณะที่กรมศิลปากรมองว่า แม้อาคารเก่า แต่มีคุณค่า มีเพียงหนึ่งเดียวหาที่ไหนไม่ได้ สร้างมาตั้งแต่สมัย ร.3 บูรณะซ่อมแซมต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ อีกเหตุผลอาจเพราะทางวัดต้องการเปิดพื้นที่โล่งเพื่อใช้ประโยชน์ของวัด ก็เป็นการมองต่างมุม” นายบวรเวท กล่าว

ด้านนายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เปิดเผยว่า ตนได้ติดตามตรวจสอบเรื่องการทำลายโบราณสถานสำคัญภายในวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารมาโดยตลอด เพราะเมื่อปี 2556 ตนได้รับการร้องขอจากนายชัยสิทธิ์ กิตติวณิชพันธุ์ ประธานกลุ่มองค์กรชุมชนรักษ์กัลยาณ์ พร้อมด้วยชาวบ้าน 159 คน เข้ายื่นหนังสือให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ปปป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่กรมศิลปากร ,สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ พนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม ที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ที่ปล่อยให้มีการทุบทำลายโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมากซึ่งได้ขึ้นทะเบียนต่อกรมศิลปากรไว้แล้ว โดยนำภาพถ่ายและเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้ประกอบการพิจารณาดำเนินการ ต่อมาทาง ปปป. ได้รวบรวมหลักฐานเบื้องต้นเสนอต่อเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะนี้เวลาได้ล่วงเลยไปเกือบ 2 ปีแล้วน่าจะมีความคืบหน้าทางคดีบ้างแล้ว

“ในภาพรวมของคดีนี้มีความล่าช้ามาก จนขณะนี้โบราณสถาน โบราณวัตถุสำคัญของวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหารถูกทำลายเกือบหมดสิ้นไปแล้ว ชาวบ้านก็ได้แจ้งต่อตำรวจหลายครั้งแล้วคดีไม่คืบหน้า ผมในฐานะประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้เฝ้าติดตามคดีนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต้องช่วยกันดูวัตถุประสงค์ที่มีการทุบทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุครั้งนี้เพื่ออะไร ต้องดูเจตนาจริงๆ ตามเอกสาร แต่ส่วนใหญ่จะให้เหตุผลว่าบูรณะโบราณสถาน ปรับปรุงภูมิทัศน์ แต่ที่ชาวบ้านมีหลักฐานภาพถ่าย เอกสารอยู่กลายเป็นเรื่องของการทำลานจอดรถหรือไม่ คือประเด็นสำคัญของชุมชนร้องทุกข์มา ซึ่งผมเองเข้าใจว่าทางกรมศิลปากรได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว แต่คงจะมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบางส่วนที่พยายามขัดขวางไม่ให้กระบวนการต่างๆเหล่านี้ขับเคลื่อนออกไป ทาง ตำรวจ และ ป.ป.ช. ควรพยายามนำผู้ที่พยายามสั่งการหรือขัดขวางการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ออกมาด้วย ให้ปรากฏต่อหน้าสาธารณชนว่าเหตุใดการดำเนินคดีถึงล่าช้ามาก ”นายสงกรานต์ กล่าว