Festival des Metiers

Festival des Metiers

นิทรรศการช่างฝีมือ แอร์เมส (Hermes) จำนวน 7 จากทั้งหมด 16 แผนก ครั้งแรกในเมืองไทย

แอร์เมส (Hermes) แบรนด์แฟชั่นในประเทศฝรั่งเศสซึ่งเริ่มต้นด้วยการผลิตอานม้า และได้ชื่อว่าสร้างสรรค์งานด้วยช่างฝีมือชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องหนัง เครื่องแต่งกาย นาฬิกา ถ้วย-ชาม แม้แต่ ผ้าพันคอ ผืนบางๆ ก็มีขั้นตอนการผลิตเกินกว่าจะนึกถึง แถมทุกขั้นตอนยังต้องอาศัยงานฝีมือจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเต็มไปด้วยความละเอียดลออในการทำงาน

"ภาพนี้ทางสตูโอปารีสส่งแบบมาให้ เจ้าของภาพคือ อาลีน โอโนเฮ (Aline Honoré) งานของฉันคือต้องหาจำนวนสีให้มากที่สุดต่องานชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นสีทั้งหมดที่จำเป็นต่อการนำไปพิมพ์บนผ้าไหม เพื่อให้ภาพบนผ้าพันคอมีสีเดียวกัน หรือใกล้เคียงกับภาพต้นแบบมากที่สุด" นาดีน คราบียู (Nadine Rabilloud) ช่างลอกลาย (graveur) ของแอร์เมส กล่าวถึงขั้นตอนแรกของการผลิตผ้าพันคอซึ่งเป็นงานของเธอ พร้อมกับแสดงภาพวาดต้นแบบ Floral Vegetation ที่เต็มไปด้วยลวดลายใบไม้สีเขียวนานาพันธุ์กับเหล่าผีเสื้อ

นาดีนบอกว่า ภาพ Floral Vegetation เธอพบว่าต้องใช้สีจำนวน 39 สี

"แผ่นฟิล์มใสหนึ่งแผ่นเท่ากับสีหนึ่งสี ซึ่งหมายถึงเรามีต้องมีฟิล์มใส 39 แผ่นสำหรับช่างพิมพ์" นาดีน กล่าวและเล่าขั้นตอนการทำงานต่อไปว่า

"เราเริ่มด้วยการลากเส้นตามแบบบนแผ่นใสโพลีเอสเตอร์ขนาด 90 คูณ 90 (เซนติเมตร) ตามขนาดของผ้าพันคอปกติของแอร์เมส ลากเส้นด้วยปากกาและหมึกจีน หลังจากตัดเส้นเสร็จเรียบร้อย ก็จะวางสีแต่ละลายทับกันลงไป เวลาที่ตาเห็นสีสีหนึ่ง เราจะต้องคิดว่านั่นคือสีอะไร และค่อยถ่ายเป็นสีดำ ซึ่งทุกอย่างต้องอยู่ในหัวว่าแต่ละสีคือสีอะไร เช่นแผ่นใสนี้แทนสีเขียวเข้ม แล้วเอาแผ่นใสอีกแผ่นวางทับลงไปเพื่อทำสีต่อไป ทำจากสีเข้มไปยังสีอ่อนกว่า จนครบ 39 สี เมื่อวางแผ่นฟิล์มใสครบ 39 แผ่น จะได้ภาพที่มีสีดำทั้งแผ่น ถ้ามีช่องโหว่สีขาวตรงไหน แปลว่าฉันลืมนั่นเอง และต้องแก้ไขทันที"

นาดีนทำงานเป็น 'ช่างลอกลาย' ให้กับแอร์เมสมา 37 ปี โดยไม่เคยเปลี่ยนบริษัท เธอเดินทางมาประเทศไทยเพื่อสาธิต 'การลอกลาย' ขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการผลิตผ้าพันคอแอร์เมสในงาน เฟสติวัล เดอ เมทิเยร์ (Festival des Metiers) ซึ่งจัดขึ้นที่สยามพารากอนระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคมที่ผ่านมา

เฟสติวัล เดอ เมทิเยร์ คือนิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวที่มีมายาวนานถึง 178 ปีของแอร์เมส ผ่านการสาธิตขั้นตอนสร้างสรรค์ผลงานจากช่างฝีมือชั้นสูงของแบรนด์ ให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้เพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้เบื้องหลังผลงานอันเป็นที่ยอมรับถึงความสมบูรณ์แบบ จากการคัดสรรวัสดุคุณภาพ การออกแบบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการใช้งานและสไตล์ไม่ซ้ำใคร เสมือนหนึ่งได้ไปเยี่ยมชมเวิร์คช็อปแอร์เมสที่ฝรั่งเศส รวมถึงอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ นั่นคือทักษะความรู้ความชำนาญของช่างฝีมือที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแอร์เมสนำมาจัดแสดงครั้งแรกในประเทศไทย จำนวน 7 แผนก เช่น อานม้า เนคไท เครื่องประดับ จากทั้งหมด 16 แผนก

ผ้าพันคอแต่ละผืนของแอร์เมส ใช้เวลาผลิตนานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับภาพต้นแบบ

"ภาพนี้ใช้เวลา 1,700 ชั่วโมงเฉพาะในส่วนงานของฉัน" นาดีนหมายถึงผ้าพันคอลาย Floral Vegetation และบอกว่า การลอกลายโดยเฉลี่ยใช้เวลา 700 ชั่วโมงในการทำงานกับภาพที่มีจำนวน 27 เฉดสีโดยเฉลี่ย ส่วนเวลาที่มากที่สุดที่เธอเคยใช้คือ 2,000 ชั่วโมงกับภาพ เจ้าหญิงอินเดียนแดง Wa'Ko'ni ภาพที่มีเฉดสีมากที่สุดขณะนี้ของแอร์เมส คือ 46 เฉดสี และเป็นชิ้นงานที่ภาคภูมิใจของเธอ

"ฉันชอบภาพที่วุ่นวายซับซ้อนเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่เจอภาพใหม่ พบว่าทุกภาพมีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ค้นหา ผืนนี้(Floral Vegetation) มีใบไม้หลากสี ผีเสื้อหลายชนิด น่าสนใจที่จะทำ อีกชิ้นที่ภาคภูมิใจคือภาพนี้ (เจ้าหญิงอินเดียนแดง Wa'Ko'ni) จัดว่าเป็นภาพที่ยากมากในการทำ ภาพนี้ใช้เวลาทำสองพันชั่วโมง เฉดสีทั้งหมด 46 สีด้วยกัน โดยทั่วไปภาพวาดหน้าคนเป็นงานที่ยากที่สุด เพราะเราจำเป็นต้องเก็บอารมณ์บนใบหน้าซึ่งวาดมาเป็นต้นแบบให้ได้มากที่สุด โดยไม่ทรยศกับศิลปิน ก่อนอื่นเริ่มด้วยการตัดเส้นเหมือนเดิม จากนั้นทับสีไปเรื่อยๆ สีน้ำตาล สีคาเมล สีน้ำตาลเกาลัด สีน้ำตาลซิการ์ สีเทาเข้ม สีกราไฟต์ เฉพาะส่วนใบหน้ากับเส้นผมมี 15 สีไปแล้ว ดวงตายังมีเงาสะท้อน เหมือนภาพจริงมาก ภาพนี้น่าสนใจตรงที่มีองค์ประกอบที่เป็นพืช หนัง เครื่องประดับทำจากเหล็ก ซึ่งต้องคอยเดาว่าองค์ประกอบในรูป...ในโลกความเป็นจริงทำมาจากอะไร เพราะตอนที่ศิลปินวาดภาพฉันไม่ได้อยู่ด้วย เป็นหน้าที่ของฉันที่จะคาดเดาและตีความว่าศิลปินต้องการสื่ออะไร โลหะ หิน หรืองานถัก ซึ่งที่จริงแล้วทำเครื่องประดับศีรษะในภาพ ทำจากหนังหมูป่า เมื่อทราบแล้วว่าวัสดุคืออะไร ก็จะสามารถเลือกสีที่เหมาะสมได้" นาดีน เล่าพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อส่วนลอกลายเสร็จแล้วก็ส่งไปทำในส่วน 'การพิมพ์' ต่อไป

"สิ่งสำคัญในการพิมพ์ผ้าไหม คือน้ำหนักที่กดลงไป และความเร็วที่ใช้ต้องสม่ำเสมอ แอร์เมสพิมพ์ผ้าไหมครั้งแรกในปี 1837 ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เทคนิคการพิมพ์ผ้าพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาเป็นชั้นสุดยอดของลียงในพิมพ์ลายบนผ้าไหม เราทำงานกับผ้าไหมร้อยเปอร์เซ็นต์ วัสดุซึ่งอ่อนไหวต่ออุณหภูมิ ฝุ่นและแสงแดด ห้องที่ใช้พิมพ์ผ้าไหมของเราจึงต้องอยู่ภายใต้การควบคุม รวมทั้งช่างพิมพ์ที่ต้องมีตาและมือเป็นสิ่งสำคัญ หมายถึงความพิถีพิถัน แม้ผิดพลาด 0.1 มิลลิเมตร ผ้าผืนนั้นก็จะเสียไปเลย" มร.คาเมล อามาดาว (Kamel Hamadou) หัวหน้าแผนกพิมพ์ผ้าไหม แอร์เมส กล่าว

ในฝรั่งเศส เมืองขึ้นชื่อในการทำผ้าไหมเป็นอันดับหนึ่งคือ 'ลียง' ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของแอร์เมสก็ผลิตในเมืองลียงตั้งแต่ปี 1837 เช่นกัน ขณะนี้แอร์เมสมีช่างเทคนิคประมาณ 200-300 คนกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานในโรงพิมพ์ผ้าไหมที่ลียง ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านสีของแอร์เมสก็ผสมสีในอัตราส่วนและส่วนผสมอื่นๆ จนมีเฉดสีให้เลือกมากถึง 75,000 เฉดสีเพื่อถ่ายทอดภาพวาดต้นแบบจากศิลปินลงผืนผ้าได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด

มร.คาเมล เล่าให้ฟังด้วยว่า ผีเสื้อ 1 ตัว วางไข่ที่จะเป็น 'หนอนไหม' ได้ 300 ฟอง หนอนไหมแต่ละตัวผลิตเส้นไหมได้ 1,500 เมตร ในการทอผ้าพันคอแอร์เมสหนึ่งผืนต้องใช้เส้นไหม 450,000 เมตร นั่นหมายถึงผีเสื้อ 1 ตัวทำผ้าพันคอได้หนึ่งผืน

"ชาวแอร์เมสเคารพในเวลา ตั้งแต่เวลาที่ผีเสื้อต้องใช้วางไข่ เวลาที่ไข่จะเจริญเป็นตัวอ่อน เวลาที่ตัวอ่อนต้องกินใบหม่อน สร้างรังไหม ผลิตเป็นเส้นไหม ทอเป็นผ้าไหม การทำงานลอกลาย ขั้นตอนการพิมพ์ ผ้าพันคอแอร์เมสหนึ่งผืนเราใช้เวลาผลิต 24 เดือน คุณคิดว่าแอร์เมสเป็นบ้านที่หรูหราใช่ไหม ไม่ใช่เลย เราคือบ้านที่ทำงานคุณภาพ" มร.คาเมล กล่าว

เซเลบริตี้หลายคนเลือกใช้ผ้าพันคอแอร์เมส ดังภาพพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ที่ปรากฏบนดวงตราไปรษณียากรของอังกฤษ ปี 1956, เจ้าหญิงเกรซ เคลลี บนปกนิตยสารไลฟ์ ปี 1956, รวมทั้งปรากฏในหนังเรื่อง Basic Instinct ฉากที่ ชารอน สโตน ใช้พันธนาการ เป็นอาทิ

ที่มุมสาธิตผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง มร.อเล็กซานเดอร์ ไลย์ (Alexandre Lay) สาธิตการทำกระเป๋ารุ่นยอดนิยม เคลลี่ (Kelly bag) เริ่มจากการเตรียมชิ้นส่วนต่างๆ ของกระเป๋า ทำรอยนำบนหนัง การเย็บ การติดอุปกรณ์โลหะ ใส่หมุด ขัดถูด้วยยางไม้ในส่วนที่ต้องการให้ 'กันน้ำ' และ 'เก็บขอบ' ให้ประณีต เพื่อให้กระเป๋าใช้งานได้นานและคงความสวยงาม จากนั้นจึงประกอบเป็นตัวกระเป๋า และขัดอีกครั้งให้เนี้ยบจริงๆ

มร.อเล็กซานเดอร์ กล่าวว่า กระเป๋าแต่ละใบใช้ช่างคนเดียวทำ แปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ใช้มือทำ มีส่วนใช้เครื่องจักรบ้างเพื่อลดเวลาการทำให้เร็วขึ้น กระเป๋าหนึ่งใบใช้เวลาทำราว 24 ชั่วโมง และมีเครื่องมือบางชิ้นที่ช่างแอร์เมสประดิษฐ์ขึ้นเองเพื่อใช้ทำกระเป๋า กับรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้งานออกมาแตกต่างแบรนด์อื่นๆ โดยเฉพาะ 'ตัวตอกหมุด' ที่ทำให้ช่องรูของแต่ละแบรนด์มีขนาดไม่เท่ากัน

ขณะนี้แอร์เมสมีช่างทำกระเป๋าประมาณ 2,000 คน ช่วยกันเย็บกระเป๋าออกมาให้ลูกค้าที่รอจับจองเป็นเจ้าของอยู่ทั่วโลก

แอร์เมสนำแผนกนาฬิกามาจัดสาธิตการถอด-ประกอบเครื่องกลไกนาฬิกาให้ดูทีละชิ้น โชว์อุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากมาย

"กลไกนาฬิกาของแอร์เมส คือการพยายามสร้างคุณภาพที่ดี เช่น มูฟเมนต์ตัวนี้ใช้เวลาสามปีในการคิดค้น" มิส.ทันยา โรบัค (Tanja Rohrbach) ช่างประกอบนาฬิกาใหม่ กล่าวพร้อมกับยื่นตัวเรือนที่โชว์กลไก H1837 ให้ชม

มิสทันยา อธิบายว่า H1837 คือกลไกที่ใช้กับนาฬิการุ่น เลอ ตอง ซุสปองดู (le Temps suspendu) เป็นกลไลพิเศษที่มีเฉพาะแอร์เมส คือสามารถหยุดเวลาได้ คอนเซปต์นี้สร้างสรรค์ขึ้นสำหรับคนที่อยากมีนาฬิกาแต่อยากลืมเวลา สามารถกดเพื่อให้เข็มนาฬิกาหยุดเดิน แต่เมื่อกดอีกทีเข็มนาฬิกาก็จะแสดงเวลาจริงตามปกติ เพราะกลไกยังทำงานอยู่ เพียงแต่เข็มนาฬิกาหยุดทำงานไป ณ ขณะที่กดหยุด

งานผลิตนาฬิกาของแอร์เมสแยกกระจายทำในหลายเมืองของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากแต่ละเมืองก็มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไปในเรื่องของตัวเรือน หน้าปัด สายนาฬิกา แต่เมื่อประกอบเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แล้วได้รับการตรวจคุณภาพสุดท้ายที่เมืองเบียน (Biene) ซึ่งขณะนี้ 'แอร์เมส' กำลังคิดจะผลิตอุปกรณ์ต่างๆ ภายใต้บริษัทเดียว เพื่อให้เป็นคุณภาพที่ดีที่สุด

มิสทันยา กล่าวว่า ปัจจุบันช่างทำนาฬิกาแอร์เมส ประกอบด้วยคนทำกลไก 6 คน คนประกอบตัวเรือน สายนาฬิกา หน้าปัด 25 คน สำหรับตัวเธอศึกษามาทางด้านช่างทำนาฬิกาโดยตรง มีประสบการณ์ทำงานรวม 10 ปี โดยร่วมงานกับแอร์เมสได้สามปีแล้ว สำหรับผู้สนใจทำงานด้านนี้ แอร์เมสรับสมัครงานโดยให้ฝึกงานหนึ่งวัน ดูประสิทธิภาพการทำงานว่าผ่านมาตรฐานที่แอร์เมสต้องการหรือไม่

แอร์เมสกำหนดนำนิทรรศการ 'เฟสติวัล เดอ เมทิเยร์' ไปจัดแสดงยังประเทศต่างๆ ปีละ 4 ครั้ง นิทรรศการมาจัดที่ประเทศไทยหลังจากจัดแสดงมาแล้วที่ซิดนีย์และเฉิงตู ที่หมายสุดท้ายในรอบปีนี้คือ เซา เปาโล ในเดือนพฤษภาคม

นอกจากทำสินค้าออกจำหน่าย แอร์เมสรู้สึกสำคัญพอๆ กันที่ลูกค้าควรจะเข้าใจวิธีการผลิตแบบแอร์เมส และวิธีที่ดีที่สุดก็คือ ให้ลูกค้าได้เห็นการทำงานของช่างฝีมือ

ภาพ : ฐานิส สุดโต