บุญ ลวง โลก ?

 บุญ ลวง โลก ?

บุญ...แบบไหนกัน ที่ทำให้คนบริจาคจนเกือบหมดตัว แล้วการทำบุญตามหลักพุทธ ควรเป็นเช่นไร ลองอ่านความเห็นหลากมุม



ถ้าจะนิยามคำว่า บุญ ตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ว่า
"กรรมที่ชำระสันดานของผู้กระทำให้สะอาด" หรือ "สภาวะอันทำให้เกิดความน่าบูชา"
นอกจากนี้ ยังมีคำขยายความว่า "ในการทำบุญ ไม่พึงละเลยพื้นฐานที่ตรงตามสภาพความเป็นจริงของชีวิต ให้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเจริญงอกงามหนุนกันขึ้นไปสู่ความดีงามที่สมบูรณ์"
ในพุทธพจน์ พระพุทธเจ้า ทรงเน้นที่การเจริญเมตตาจิต และให้ศึกษาบุญ คือ ฝึกปฏิบัติหัดทำให้ชีวิตเจริญงอกงามขึ้นในความดี และสมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติที่ดี
........................................

รู้ไม่ทัน อาจหมดตัว
คำว่า บุญ ถูกบันทึกไว้ในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจน
แต่เหตุไฉน การทำบุญได้ถูกแปรเปลี่่ยนเป็นแบบอื่น

ยุคนี้ภิกษุสงฆ์ในหลายๆ วัด ทำให้ญาติโยมเข้าใจผิดคิดว่า "การทำบุญเยอะๆ จะได้บุญเยอะ" 

โดยการโน้มน้าวจิตใจให้บริจาคเงินเยอะๆ ทำให้คนรู้สึกว่า นี่แหละคือ หนทางแห่งบุญ และการทำให้เชื่อว่า บุญคือ การปูทางให้อนาคตในชาติต่อไป
ทั้งๆ ที่ญาติโยมต่างเห็นกันจะจะว่า ภิกษุสงฆ์จำนวนมากในหลายวัด มีปัจจัย 4 เกินความจำเป็น ตั้งแต่กุฎิที่หรูหรา มีอ่างอาบน้ำชั้นดี รถหรู และเงินในธนาคารที่อาจเรียกได้ว่า ถ้ามีการถอนเงินบริจาคของวัดทั่วประเทศ อาจทำให้ธนาคารหลายแห่งเดือดร้อน ฯลฯ
นี่คือ บุญที่ญาติโยม ควรตั้งคำถามหรือไม่

แล้วเหตุไฉนกันเล่าที่ญาติโยมต่างประเคนทำบุญจนไม่ลืมหู ลืมตา ทั้งๆ ที่การทำบุญมีหลายมิติ แต่คนก็นิยมทำบุญกับภิกษุสงฆ์จนเกินพอดี
ทั้งๆ ที่มีคนยากจนอีกมากมายที่เดือดร้อนไม่มีเงินไปหาหมอในโรงพยาบาล มีเด็กชนบทอีกมากมายไม่มีโอกาสทางการศึกษา มีทุนวิจัยมากมายที่รอการบริจาค เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ฯลฯ
น่าคิดไหม...หากเงินจากการสะสมบุญของคนทั้งประเทศ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นทุนการค้า ทุนการเมือง และทุนการบริโภคจนเกินงามในหมู่สงฆ์
แล้วนั่นใช่...บุญหรือเปล่า

"ตอนนั้นเข้าไปทำบุญถวายองค์พระ (พระพุทธรูป) รูปละหมื่นบาท สลักชื่อให้ด้วย ถ้าไม่มีเงินก็ผ่อนได้เดือนละหนึ่งพันบาท เราทำเพราะอยากได้บุญ ไม่ได้คิดอะไรมาก และพระผู้ใหญ่เคยชักชวนให้บริจาคอีก ก็บริจาคไปสามหมื่นบาทกับพระผู้ใหญ่โดยตรง ทำบุญให้พ่อแม่ด้วย รวมๆ แล้วประมาณแสนกว่าบาท" หนึ่งในผู้ที่เคยทำบุญที่วัดพระธรรมกาย เล่าและกล่าวอีกว่า เคยเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่ง เห็นคนอื่นทำบุญแล้ว อยากทำบ้าง ก็ไปกู้เงินมาทำบุญ

"ที่ศรัทธา เพราะชอบความเป็นระเบียบมีวินัยของวัด และที่นั่นมีวิธีการโน้มน้าวจิตใจ เมื่อทำบุญไปแล้ว ก็จะมีวันรับพระของขวัญจากพระผู้ใหญ่ ซึ่งเราก็ภูมิใจ แต่มาช่วงหลังรู้สึกโครงการทำบุญของวัดเยอะมาก เป็นพุทธพาณิชย์มากไป อีกอย่างเพื่อนที่ไปเขียนใบอนุโมทนา ก็บอกให้เราออกจากวัดมาเถอะ เราก็เริ่มตั้งคำถาม และตอนนี้ก็ไม่ได้ไปวัดแล้ว ทั้งๆ ที่เรามีใจที่จะทำบุญจริงๆ "

ส่วนอีกกรณี เจ้าของธุรกิจที่ไม่ประสงค์ออกนาม เล่าว่า ปกติเป็นคนไม่ทำบุญ ไม่เข้าวัด ตอนนั้นเป็นช่วงอยากเข้าวัด ศึกษาธรรมะ ไม่รู้จะไปวัดไหน พอดีมีวัดพระธรรมกายอยู่ใกล้บ้าน ก็เลยแวะไป

"พอไปเห็นศาลาใหญ่ๆ ก็รู้สึกใช่เลย ตรงกับใจ เห็นคนแต่งชุดขาวเยอะๆ แล้วเจอเพื่อนขาใหญ่ ชวนกันมาฟังธรรมทุกอาทิตย์ ฟังแล้วก็เคลิ้ม คนมาบรรยายเหมือนพนักงานขายพูดเรื่อง การทำบุญ แล้วจะได้อะไรกลับไป ประมาณว่า คนที่มีเงินหมื่นก็เพิ่มเป็นเงินแสน เราก็เกิดกิเลส อยากทำบุญเยอะๆ เหมือนเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง คนนี้ทำแค่นี้ ก็คิดว่าจะทำน้อย ก็กระไรอยู่" เธอเล่าถึงการทำบุญ พร้อมๆ กับโยงให้เห็นว่า เมื่อมีสติได้เรียนรู้พุทธศาสนาที่แท้จริง ก็พบว่า

"สิ่งที่คนที่นั่นบรรยาย เป็นการพรีเซ็นต์ให้คนมีความอยากมากขึ้น ประกอบกับสภาพแวดล้อม ที่อาจเรียกว่า จิตวิทยาหมู่ ทำให้เราเชื่อว่า นี่คือ การทำบุญ จะได้บุญ แต่พอมากๆ เข้า ก็เริ่มพิจารณา และเห็นว่า วัดใช้เงินฟุ่มเฟือย สร้างนั่นนี่ รู้สึกไม่ใช่แล้ว " เธอ เล่า และบอกว่า เวลาทำบุญ ยังบอกให้อธิษฐานขอสิ่งนั่นสิ่งนี้ แล้วบอกว่า ทำบุญจะเข้าสู่นิพพานได้ยังไง ประกอบกับเจ้าหน้าที่ขยันโทรมาหาเพื่อให้ร่วมกิจกรรม" เธอเล่า
และเมื่อถามไปว่า ทำบุญไปเท่าไหร่ เธอบอกว่า ไปวัดที่นั่นเกือบๆ 3 ปี ทำบุญไปเกือบ 3 ล้านบาท

ทำบุญอย่างรู้เท่าทัน
นอกจากการทำบุญทำทาน บุญอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือ การปฏิบัติภาวนา นั่งสมาธิ เรื่องนี้ วิเนตรา แน่นหนา อดีตอาจารย์สอนด้านสูติศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธจิตกายศาสตร์ บอกว่า บุญมีหลายระดับ ถ้าทำบุญแล้วมีเจตนาต้องการผลลัพท์ หวังผลคิดว่าเพื่อจะได้รวย ก็ไม่ใช่บุญ นั่นเป็นการทำบุญแบบขาดปัญญา

"เจตนาตั้งไว้ยังไง ก็ได้อย่างนั้น เรื่องบุญมีรายละเอียดมากมาย ถ้าคนไม่ได้ปฎิบัติวิปัสสนา ตัวปัญญาก็ไม่ปรากฏ ก็จะทำไปแบบผิดๆ "
บุญในความหมายของเธอ เรียกว่ากุศล ต้องให้ด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งต่างจากอกุศล
"บุญสูงสุดคือ การปฎิบัติวิปัสสนา มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ปฎิบัติแล้วจะได้ในเรื่องปัญญา ความเท่าทัน ซึ่งไม่ใช่ความฉลาด รู้แล้วจะลดละเลิกละอายต่อบาป คือผู้ปฎิบัติย่อมได้บุญ รองลงมาคือ การให้ธรรมทาน วิทยาทาน การให้สิ่งของเป็นบุญอีกระดับหนึ่ง แต่คนเข้าใจผิด คิดว่า ทำบุญมาก แล้วได้มาก"

เธอพยายามจะโยงให้เห็นว่า การปฎิบัติภาวนาตามแนวพุทธ เพื่อลดละกิเลส นี่แหละคือบุญสูงสุด เพราะนำคนไปสู่ปัญญา รู้คิด รู้ทำ
"ถ้าทำบุญแล้ว ไม่ได้เข้าถึงปัญญา เป็นแค่ความฉลาด รู้แค่เอาเปรียบเสียเปรียบ นั่นไม่ใช่บุญ เพราะปัญญาจากการปฎิบัติ จะทำให้เรารู้ถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองและผู้อื่น รู้ที่จะลดละเลิกกิเลส ตัณหา อุปาทาน จะปฎิบัติได้แค่ไหน อยู่ที่ฐานของบุญกุศล ก็คือ การให้ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นหลายระดับของธรรม"

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า ต้องทำบุญอย่างรู้เท่าทัน
"เรื่องนี้ไม่มีใครสอนใครได้ มาจากฐานการเกิด พ่อแม่ยังช่วยลูกไม่ได้ ครูบาอาจารย์ก็สอนศิษย์เรื่องนี้ไม่ได้ ”

ทำบุญ อย่างชาญฉลาด
"บุญ คือชื่อของความสุข ความเจริญ ซึ่งความสุขความเจริญจะมีได้ ก็ต้องมีกุศล คือ มีปัญญาเป็นตัวช่วย " พระภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล) ผู้อำนวยการธรรมสถานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว โดยท่านมีผลงานเขียนเรื่อง บุญฟรี ไม่มีในโลก บาปฟรีก็ไม่มีเช่นกัน
“ความอยากทำบุญ เพราะทำให้เกิดความเจริญ การทำให้เกิดความสุข ความเจริญ ต้องมีความฉลาด เรียกว่ามีกุศลที่จะเลือกวิธีการและนาบุญที่เหมาะสม ถ้ามีทั้งบุญและกุศล ก็ทำให้เกิดความเจริญอย่างแท้จริง แต่ถ้าขาดกุศลและความฉลาด ก็โดนเขาหลอก เพราะคนมันโง่ ไม่รู้จักศึกษา ไม่รู้จักสร้างกุศล สร้างปัญญา

อาตมาคิดว่า คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อคนฉลาด ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรมก็ไม่แตกต่าง ถ้าคนเราศึกษาเรื่องการทำบุญ ก็ไม่โง่ ต้องให้การศึกษาที่ถูกต้อง เหมือนการโฆษณาบุหรี่ ก็ต้องมีการจัดสรรให้ข้อมูลถูกต้องว่า บุหรี่มีโทษยังไง เพื่อให้คนรับสารมีสิทธิเลือก ไม่ใช่ปิดหูปิดตารับข่าวสารด้านเดียว"
ในสังคมที่บุญถูกแปร พระภาสกร ให้ความเห็นว่า ไม่ได้แปรเปลี่ยน กฎธรรมชาติยังเหมือนเดิม แต่คนไม่ศึกษา แล้วคนที่มีหน้าที่ด้านนี้ ก็เห็นแต่ประโยชน์ เบี่ยงเบนไปเรื่องอื่น

"ถ้าเป็นคนซื่อตรงต่อธรรมและพุทธศาสนา ไม่ทำอย่างนั้นหรอก กลายเป็นว่าเรื่องอามิสเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่คนที่เข้ามาศึกษาพุทธเพราะต้องการพ้นทุกข์ แล้วที่บวชเข้ามาต้องการพ้นทุกข์จริงๆ แล้ว หรือบวชมาเพื่อสร้างบารมี ถ้าอยากสะสมบารมี เพื่ออนาคต ด้วยการสะสมทรัพยากรและกำลังคน นั่นต่างจากเป้าหมายของพระพุทธเจ้าคือ พาคนพ้นทุกข์ ถ้าเบี่ยงเบนไปจากนั้น ไม่ใช่แล้ว ถ้าคุณเข้ามาสู่บริษัทของพระพุทธเจ้า แล้วไม่ได้ทำตามเป้าหมายของพระองค์ แต่สร้างบริษัทเล็กในบริษัทใหญ่ซ้อนลงมา ก็ไม่ยุติธรรมต่อพระพุทธเจ้า"
นอกจากนี้ ผู้อำนวยการธรรมสถานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปรียบเปรยให้เห็นว่า เรื่อง การทำบาป ระหว่างการฆ่าช้างกับฆ่ายุง...ลองคิดว่า ใครบาปกว่ากัน

"คนส่วนใหญ่บอกว่า ฆ่าช้างบาปกว่าฆ่ายุง เพราะเป็นสัตว์มีคุณมากกว่า ในทางโลก คนคิดว่า บาปน้อย บาปมากไม่เท่ากัน แต่ในแง่จิตใจ ถ้าเราให้ช้างกินอ้อยแล้วตาย โดยไม่รู้ว่าอ้อยมีพิษ กับกรณีเเมื่อยุงกัด ก็ปล่อยให้กัด แล้วค่อยๆ จิกขามันออกทีละข้างด้วยความแค้น" พระภาสกร กล่าวถึงการฆ่าที่ต่างกัน และโยงในแง่จิตใจว่า การฆ่ายุงด้วยความแค้น อาจทำให้คนตกนรก แต่ทำไมฆ่าช้างไม่ตกนรก เพราะไม่มีเจตนา

(ล้อมกรอบ) 
เหตุที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่ ก็คือ ไม่สามารถมีความสงบนิ่งในจิตใจได้ แม้ชีวิตจะปลอดภัยไร้สิ่งคุกคามบีบครั้นจากภายนอกก็ตาม จะเรียกว่า นี่เป็นปัญหาเรื่องตัวตนก็ได้

ในระดับพื้นผิวปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจก็เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยว จึงเกิดความปรารถนาจะเอาตัวตนเข้าไปรวมกับสิ่งที่ใหญ่กว่า
ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ประเทศชาติ กลุ่มชน คนเป็นอันมากรู้สึกอิ่มเอิมซาบซ่านเมื่อได้อยู่ท่ามกลางฝูงชน ไม่ว่าจะในพิธีกรรมศาสนา ในรายการคอนเสิร์ต ในกลุ่มประท้วง หรือแม้แต่ในฝูงชนที่เตรียมจะทำศึกสงคราม เป็นไปได้ว่า ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะตัวตนของแต่ละคนได้เลือนหายไปรวมกับตัวตนที่ใหญ่กว่า ทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น

ขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกาะกุมตัวตนของแต่ละคน ก็เลือนหายไปด้วยแม้เพียงชั่วขณะ แต่ปัญหาเรื่องตัวตนของมนุษย์ลุ่มลึกและซับซ้อนกว่านั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจมากกว่าความรู้สึกตัวตนโดดเดี่ยว ก็คือ ความกลัวว่าตัวตนจะไม่ยั่งยืน สัญชาติญาณส่วนลึกของมนุษย์นั้น ต้องการให้ตัวตนยั่งยืนสืบไป
แต่จะสืบต่อได้อย่างไรในเมื่อทุกคนต้องตาย ความตายจึงสร้างความทุกข์ให้แก่มนุษย์มาก ปัญหานี้ศาสนาส่วนใหญ่บรรเทาด้วยการมีชาติหน้าหรือสวรรค์เป็นที่รองรับการสืบต่อของตัวตน ....

ในทัศนะของพุทธศาสนายังมีปัญหาตัวตนที่ลึกลงไปกว่านั้นอีก อันเป็นความทุกข์ที่รบกวนจิตใจอย่างมาก นั่นก็คือ ความรู้สึกไม่มั่นใจว่ามีตัวตนจริงหรือ ความรู้สึกดังกล่าวตามรังควานจิตใจ ก็เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เข้าใจว่า เป็นตัวตนนั้นหามีไม่
เพราะธรรมชาติทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนและไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสารที่สร้างขึ้นเท่านั้น

.........................
หมายเหตุ : ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ พุทธศาสนาไทยในอนาคต แนวโน้มและทางออกจากวิกฤติ เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล