เวย์น แครนท์ซ มือกีตาร์มหัศจรรย์เยือนไทย

เวย์น แครนท์ซ มือกีตาร์มหัศจรรย์เยือนไทย

เวย์น สร้างชื่อเสียงจากการได้ร่วมงานกับศิลปินแถวหน้า ด้วยฝีมือที่จัดจ้านรอบตัว ก่อนจะมาลงเอยกับฟอร์แมท กีตาร์ ทริโอ ที่เขาเป็นผู้นำ





ปลายปี 2014 ที่ผ่านมา เวย์น แครนท์ซ (Wayne Krantz) มือกีตาร์ระดับพระกาฬเรียกความสนใจจากประชาคมดนตรี ด้วย Good Piranha/Bad Piranha อัลบั้มที่ทั้งสนุกและซุกซน ตามบุคลิกภาพเฉพาะตัวของเขา
แค่เพียงเห็นปกอัลบั้ม ด้วยเฉดการออกแบบลักษณะ “ทู โทนส์” เลือกใช้ เขียว-แดง คู่สีตรงข้าม สอดรับกับคำว่า Good-Bad ซึ่งบ่งบอกถึงแนวคิดเชิง “ทวิลักษณ์” นั่นย่อมพอจะบอกกล่าวไอเดียได้คร่าวๆ แต่ยิ่งไปกว่านั้น เวย์น ยังลงรายละเอียดด้วยการจัดส่วนผสมของทีมงานดนตรี ให้สอดคล้องกับแนวคิดยิ่งขึ้น

ความเป็นไปได้เกิดขึ้น เมื่อจัดวาง 4 เพลงในอัลบั้มให้แบ่งออกเป็น 2 เซ็ท ทำให้แต่ละเพลงมี 2 เวอร์ชั่นด้วยกัน ราวกับจะแบ่งแยกเป็นส่วนของ ดี-เลว โดย เวย์น รับหน้าที่เล่นกีตาร์ทั้งหมด ไม่เพียงเท่านั้น แต่เขายังชวน เนท วู้ด (Nate Wood) มัลติ-อินสตรูเมนทอลิสต์ ศิษย์เก่าจาก CalArts ลูกศิษย์ของ ชาร์ลี เฮเดน และ โจ ลาบาร์เบอรา มาร่วมสร้างสีสันด้วย โดย เนท เล่นเบสในเซ็ทแรก และเล่นกลองในเซ็ทหลัง โอ้ คนอะไรจะเก่งปานนั้น !

ส่วนสมาชิกวงทริโอหลักของเวย์น คราวนี้ งานเบาลงหน่อย คีธ คาร์ล็อค (Keith Carlock) เล่นกลองในเซ็ทแรก ส่วน ทิม เลฟเบรฟ (Tim Levebrve) เล่นเบสในเซ็ทหลัง ร่วมด้วย เกเบรียลา แอนเดอร์ส (Gabriela Anders) ที่มาฝากเสียงร้องสวยๆ ในบางเพลง

ทั้ง 4 เพลง Black Swan ; Skin is My Sin ; Comprachicos และ U Can’t Touch This มีทั้งเวอร์ชั่นหลัก และ เวอร์ชั่นรอง (alternate version) ซึ่งเป็นเสมือนการชักนำผู้ฟังหลงเข้าไปในโลกแบบทวิลักษณ์ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจแล้วว่า ชื่นชอบแบบไหน อันไหนดี-ไม่ดีอย่างไร

โดยส่วนตัวเมื่อฟังแล้ว ผมรู้สึกชื่นมื่นไปทั้งสองแบบ เพราะปฏิสัมพันธ์ของนักดนตรีทั้งสาม ในแต่ละเซ็ทให้สีสันและมุมมองที่ต่างกัน อีกทั้งถึงที่สุดแล้ว ดนตรีไม่อาจแบ่งแยกออกเป็นอะไรที่แตกต่างอย่างเด่นชัด ประเด็นนี้น่าจะเป็นเนื้อหาที่ เวย์น ต้องการบอก ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะไม่ว่าจะเป็นปิรันย่าตัวไหนในทะเล มันก็คือปิรันย่าวันยังค่ำ

มาถึงบรรทัดนี้ ทำให้ผมนึกถึงเพลงหนึ่งของเพื่อนเก่า ชวาลา ชัยมีแรง ที่เขาเคยร้องไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว “แตกต่างแต่อยู่ร่วมกัน ใบกล้วยสีเขียว หัวปลีสีแดง...”

เช่นเดียวกับเพลงของ เวย์น แครนท์ซ เขากำลังสูงสุดคืนสู่สามัญ เมื่อเพลงไหนๆ ก็สะท้อนตัวตนและอัตลักษณ์ของเขาได้ดี อย่างไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมตรงไหน สำหรับเขา ไม่ใช่แค่กีตาร์เท่านั้น เพลงไหนๆ ก็เล่นอิมโพรไวเซชั่นออกมาเป็น เวย์น แครนท์ซ นั่นแหละ

ไม่เพียงความสนุกเร้าใจ จากการได้ฟังการตีความเปรียบเทียบ แต่สิ่งที่ยังเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของ เวย์น แครนท์ซ ไม่ว่าจะเล่นกีตาร์อะคูสติค หรืออิเล็กทริก คือไฟฝันและพลังที่ไม่มีวันดับมอด เขาเป็นนักกีตาร์ที่มีความเคลื่อนไหวและโมเทนตัมที่หนักหน่วงคนหนึ่ง ทั้งลูกลิค หรือเฟรสซิ่ง ที่เติมลงไปในพื้นที่ว่างของเสียง เต็มด้วยรายละเอียดของเม็ดเสียงที่พร่างพรู ปลุกเร้าความสนใจ

ที่ผ่านมา เวย์น สร้างชื่อเสียงมาจากการได้ร่วมงานกับศิลปินแถวหน้ามานักต่อนัก ไม่ว่าจะเป็น สตีลี แดน , โดนัลด์ ฟาแกน , เดวิด บินนีย์ , เลนี สเทิร์น , ไมเคิล เบรคเกอร์ , คริส พอตเตอร์ ด้วยฝีมือที่จัดจ้านรอบตัว ก่อนจะมาลงเอยกับฟอร์แมท กีตาร์ ทริโอ ที่เขาเป็นผู้นำ โดย มี คีธ คาร์ล็อค และ ทิม เลฟเบรฟ เป็นสมาชิกหลัก

แต่หากมองย้อนกลับไปอีกสักหน่อย ในช่วงต้นปี 2014 เวย์น มีเพลง อย่าง Fate ที่ เขาเล่น “ดูโอ” กับนักแซ็ก บ๊อบ มาลาช ในอัลบั้มแผ่นคู่รวมศิลปิน Duo Art : Creating Magic ของค่ายเพลงสัญชาติเยอรมนี ACT ที่เจ้าตัวระบายเสียงกีตาร์อะคูสติกลื่นไหลไปกับการคลอเคลียของแซ็กโซโฟนได้อย่างน่าฟังมาก เพลงนี้อุทิศให้แก่ Konrad Klapheck จิตรกรที่มีชื่อเสียงชาวเยอรมัน

และหากย้อนความทรงจำออกไปไกลกว่านั้น ในช่วงปี 1993-95 มิตรรักแฟนเพลงบางท่านคงจดจำกันได้กับอัลบั้ม Come Together : Tribute to the Beatles ซึ่งออกมา 2 วอลุ่มด้วยกัน โดย เวย์น แครนท์ซ บรรเลงเพลง Tomorrow Never Knows เพลงเปิดตัวอัลบั้มวอลุ่ม 2 ได้อย่างละเมียดละไม จุดเด่นที่ปรากฏชัดในเวลานั้น คือลูกลิคที่ลื่นไหลราวกับไฟเย็นลุกลามไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

นับเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับแฟนเพลงที่ชื่นชอบเสียงกีตาร์ เมื่อทาง Overdrive จัดให้มีคอนเสิร์ตของ เวย์น แครนท์ซ ทริโอ ขึ้น ในวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ศกนี้ ณ เอ็มเธียเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตารางเอเชียทัวร์ของเขา โดย เวย์น เสร็จสิ้นจากการร่วมงานที่ จาวา แจ๊ส เฟสติวัล (เฟสติวัล ที่จัดขึ้น หลังกรุงเทพฯ และหัวหิน เฟสติวัล แต่ติดอันดับเฟสติวัลของโลกเป็นที่เรียบร้อยมานานหลายปีแล้ว) จากนั้นมาเปิดการแสดงในไทย ก่อนจะไปต่อยังญี่ปุ่น

ที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือครั้งนี้ ทริโอของเขา ประกอบด้วย แอนโธนี แจ็คสัน มือเบสแถวหน้า และ คลิฟฟ์ อัลมอนด์ มือกลองรุ่นใหม่ที่เคยอัดแผ่นให้ มิเชล กามิโล มาแล้ว

แล้วพบกันในคอนเสิร์ตของมือกีตาร์มหัศจรรย์คนนี้.