ปั่นจักรยานตอนกลางวันใครว่าร้อน
ลองไปปั่นเข้าซอยนั้นออกซอยนี้ ลัดเลาะไปตามเรือกสวนของชาวบ้านในชุมชนบ้านบางพลับ ต.บางพรม อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ดูสักครั้งสิ แม้แดดจะแรงร้อนสักแค่ไหน แต่ก็ยังมีสายลมและร่มเงาจากทิวไม้ช่วยให้เย็นสบายได้ตลอดเส้นทาง...
ราวสองสัปดาห์ก่อนชาวจักรยานคงได้ตื่นเต้นไปกับทริปประเพณี กรุงเทพฯ-หัวหิน แสนหฤโหดที่นักปั่นแต่ละคนต้องเค้นพละกำลังออกมาเพื่อพิชิตระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรให้ได้ ทั้งยังต้องปั่นได้เร็วพอสมควรทีเดียวเพื่อเกาะกลุ่มให้ถึงที่หมายได้ในเวลาที่ไม่ช้าจนเกินไป เพราะยิ่งช้าก็ยิ่งอันตราย จากปั่นเป็นกลุ่มก้อนก็จะกลายเป็นถูกทิ้งให้ปั่นเดี่ยวเดียวดาย
ผมเองก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของทริปประเพณีที่ว่า แต่ไม่ใช่นักปั่น เพราะวันนั้นตรงกับวันที่ผมจะไปเยี่ยมเยือนบ้านบางพลับพอดี ผมกับนักปั่นนับพันคนได้ใช้ถนนสายเดียวกันอย่างบังเอิญ ต่างกันตรงที่พวกเขาปั่น แต่ผมนั่งรถยนต์
แม้ผมจะอยู่รถ แต่สายตาก็จ้องมองกลุ่มนักปั่นตลอดเวลา ทั้งจักรยานและสีสันชวนให้ไฟในตัวของผมลุกโชนขึ้น อีกไม่นานผมจะได้ปั่นจักรยานแบบเดียวกับที่พวกเขากำลังปั่น น่าจะเท่ไม่ต่างกันเลย...
แต่ทันทีที่ถึงศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านบางพลับ ภาพของผมในชุดปั่นจักรยานสีสันสดใสขึ้นคร่อมจักรยานสุดเท่ก็หายวับไปไม่มีเหลือ เพราะเบื้องหน้าของผมคือจักรยานแม่บ้านเก่าบ้างเกือบใหม่บ้าง แต่ละคันดูหวานแหววแต๋วจ๋ามากๆ ช่างไม่เหมาะกับนักปั่นผู้ดุดันคนนี้เลย (ถอนหายใจ)
แต่โบราณว่าไว้ เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ผมเดินเลือกจักรยานอยู่พักหนึ่ง ที่ศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้นอกจากจะเป็นแหล่งให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับชุมชนแล้ว ยังมีจักรยานให้ยืมปั่นในชุมชนด้วย เท่าที่นับด้วยสายตาก็มีมากกว่ายี่สิบคัน ในที่สุดผมก็ได้มาหนึ่งคัน แล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้น
จากศูนย์การเรียนรู้ฯปั่นไปตามถนนสายหลักสายเล็กๆ มีต้นไม้เขียวเย็นตาตลอดทาง ผมปั่นตามลุงสมทรง แสงตะวัน เกษตรกรเจ้าถิ่นซึ่งวันนี้เขาจะพาไปชมสวนส้มโอของเขาเอง จากถนนปูนซีเมนต์มาหยุดที่ทางดินกว้างเมตรกว่าๆ ทอดยาวไปในสวนที่ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่ามันคือาสวนอะไรบ้าง แต่เท่าที่รู้คือยังไม่ใช่สวนส้มโอของลุงสมทรงแน่นอน เพราะยังต้องปั่นจักรยานเข้าไปอีกพอสมควร แม้ทางจะแคบและไม่ราบเรียบแต่สิ่งที่มาทดแทนกันได้คือต้นไม้สองข้างทางที่แผ่กิ่งก้านมาช่วยบังแดด คล้ายเป็นการไถ่โทษแทนเส้นทางที่ไม่สะดวก แต่แสนจะเย็นสบาย
ที่สวนส้มโอเต็มไปด้วยต้นส้มโอ (แน่นอนอยู่แล้ว) ที่ตอนนี้กำลังออกผลเต็มต้น หลายลูกกำลังสุกพอดีกิน ลุงสมทรงจึงถือวิสาสะความเป็นเจ้าของสวนเก็บลงมาปอกเปลือกให้เราชิมกันสดๆ จากต้น อันที่จริงคงไม่เรียกว่าชิม เพราะผมกินคนเดียวก็เกือบทั้งลูกแล้ว ก็มันหวานอร่อยจริงๆ นี่นา
ผมกินส้มโอไปคุยกับลุงสมทรงไป จึงได้รู้ว่านอกจากลุงจะเป็นเกษตรกรเจ้าถิ่นแล้ว ยังเป็นเจ้าของรางวัลครูภูมิปัญญาไทยด้านเกษตรกรรมเมื่อปี 2545 อีกด้วย มิน่าล่ะ ส้มโอของลุงจึงหวานแม้จะยังไม่ลืมต้น (เกี่ยวกันไหม)
อิ่มหนำสำราญกับส้มโอหวานๆ แล้ว ก็ไปต่อด้วยของขมๆ กันบ้าง เพียงปั่นจักรยานออกไปอีกไม่ไกลก็จะมาถึง 'บ้านคนเอาถ่าน' ของสถาพร ตะวันขึ้น คนเอาถ่านที่ไม่ใช่แค่เอาถ่านแต่ถ่านก็เรียกเงินทองมาให้เธอด้วย แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะที่น่าสนใจคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ มันคือผลไม้หลายชนิด ทั้งน้อยหน่า มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม ไชโยโฮ่หิ้ว...!
หยุดตลกแล้วมาดูกันต่อ เพราะพวกมันมีสีดำ ดำอย่างกับถ่าน ใช่แล้วครับ มันคือถ่าน ถ่านที่เกิดจากการเผาแบบพิเศษ สถาพรเล่าให้ฟังว่าเธอคิดค้นวิธีเผาถ่านให้ผลไม้ยังคงรูปลักษณ์ได้ แม้แต่เงาะก็ยังมีขนปุยๆ เหมือนเดิม และที่ดูโรแมนติกมากๆ คือ ถ่านดอกกุหลาบ จากกุหลาบสีอะไรก็ตามถูกเผาเป็นถ่านแต่ยังเป็นดอกกุหลาบโดยสมบูรณ์...สุดยอดจริงๆ
ถ่านผลไม้พวกนี้อาจดูสวยงามเกินกว่าจะนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิง คนจึงนิยมนำไปใส่ในตู้เย็น ตู้เสื้อผ้า เพื่อดูดกลิ่นไม่พึงประสงค์ นอกจากเหตุผลที่ว่า ราคามันก็แพงเกินกว่าจะเผาได้ลงด้วย
ก่อนจะปั่นไปต่อ ขออธิบายก่อนว่าที่ว่ามาดูถ่านนั้นคือของขม ผมไม่ได้ลองชิมแต่อย่างใด ก็เดาๆ กันไปว่าของดำๆ ไหม้ๆ ก็น่าจะขมล่ะครับ
หวานแล้วขมแล้ว มาถึงสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติกันบ้าง ที่รวบรวมเอาของขมกับหวานไว้ด้วยกัน เพียงแต่ว่านี่คือการทำให้ของขมกลายเป็นของหวาน และทำให้ของหวานกลายเป็นของหวานมาก นี่คือ ผลไม้กลับชาติ!
ชื่อเก๋ๆ แบบนี้ อันที่จริงมันก็คือผลไม้แช่อิ่มนั่นเอง แต่คนบ้านบางพลับเล่นเอาของขมสุดติ่งกระดิ่งแมวอย่างบอระเพ็ดและมะระมาทำให้ให้หวานเจี๊ยบได้ แม้แต่พริกเผ็ดๆ ก็กลายเป็นพริกหวานได้อย่างเสียชาติเกิด ผมจึงไม่รอช้าปั่นไปยังศูนย์วิสาหกิจชุมชนผลไม้แช่อิ่มกลับชาติ แล้วก็ได้เห็นคุณป้าคุณน้ากำลังทำผลไม้พวกนี้อยู่พอดี
การทำผลไม้แช่อิ่มเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเพื่อแปรรูปอาหารและถนอมอาหาร แต่ปัจจุบันชาวบ้านบางพลับก็ทำเก๋โดยจับทุกอย่างในชุมชนมาแช่อิ่ม ไม่ว่าจะรสชาติเดิมเป็นอย่างไร ขม เผ็ด เปรี้ยว ฝาด เฝื่อน ก็มาทำได้หมด ผมจึงได้ชิมทั้ง บอระเพ็ด มะระ มะระขี้นก พริก มะนาว และมะละกอ แต่ที่ถูกปากถูกใจที่สุดคือของขมอย่างบอระเพ็ดและมะระรสชาติลงตัวที่สุด
เส้นทางในบ้านบางพลับไม่ไกลนัก เรียกได้ว่าระยะสั้นเลยล่ะ แต่ของดีของชุมชนแห่งนี้กลับมีมากมายเหลือเกิน มากมายจนผมลืมไปแล้วว่าทีแรกมัวแต่ใส่ใจว่าจะต้องปั่นจักรยานดีๆ เพราะอันที่จริง...แค่จักรยานสักคันก็พาผมไปเจอเรื่องราวน่าประทับใจได้มากมาย แม้มันจะหวานบ้างขมบ้างก็ตามที





