ผู้คิดค้นทฤษฎี Triadic Chromatic Approach อันลือลั่น กำลังจะมาแสดงดนตรีที่งาน TIJC
หลายปีก่อน ได้เกิดกระแสความสนใจในทฤษฎีใหม่ของการอิมโพรเซชั่น ซึ่งคิดค้นและสร้างสรรค์โดยนักแซ็กโซโฟนร่วมสมัย นามว่า จอร์จ การ์ซอน (George Garzone)
ความฮือฮาของกระแสนี้ พิสูจน์ได้จากการที่นักแซ็กโซโฟนรุ่นเยาว์ทั่วทั้งเกาะแมนฮัตตัน ในนิวยอร์กซิตี ต่างไล่เรียงการฝึกฝนในแนวทางนี้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ทฤษฎีที่ว่า คือ Triadic Chromatic Approach หรือ "แนวทางการอิมโพรไวเซชั่นแบบโครเมติคผ่านเสียงคอร์ดไตรแอด" ซึ่งแม้จะดูเป็นโมเดล "สำเร็จรูป" ไม่น้อยสำหรับศิลปะ "ดนตรี" แต่คำอธิบายของ จอร์จ การ์ซอน ก็ยังดูทรงพลังและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่ง จอร์จ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "Triadic Chromatic Approach เกิดจากการที่ผมฟังผลงานของ จอห์น โคลเทรน มานาน พร้อมกับศึกษาระบบโทนเสียงสามแบบของเขา โดยการใช้คอร์ด triads (คอร์ดพื้นฐาน 3 เสียง) เป็นเครื่องมือในการสร้างฮาร์มอนี ผมใช้ triads ทั้งหมด 4 กลุ่ม และผสมผสานจนสามารถเล่นกับคอร์ดไหนก็ได้ และเล่นที่ตำแหน่งไหนก็ได้"
ที่ผ่านมา ในฐานะนักแซ็กโซโฟน จอร์จ มีวงดนตรีที่ชื่อว่า The Fringe ซึ่งเกิดจากการร่วมงานกับมือเบส จอห์น ล็อควูด และมือกลอง บ็อบ กูล็อตตี โดยมีอัลบั้มออกมาหลายชุดด้วยกัน
"The Fringe รวมตัวกันเป็นวงมานานถึง 35 ปีแล้ว เพราะความผูกพันด้านดนตรีที่พวกเรามีต่อกันและกัน ความผูกพันที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยไม่มีการบังคับ เส้นทางของวงเราขึ้นอยู่กับโชค ซึ่งทำให้เราอยู่ด้วยกันเป็นวงมาจนทุกวันนี้"
ต่อไปนี้ คือบทสัมภาษณ์ ถาม-ตอบ ที่จะช่วยให้เรารู้จักกับนักแซ็กโซโฟนคนนี้ได้ดียิ่งขึ้น ก่อนจะพบกับตัวจริงของเขาในงาน Thailand International Jazz Conference ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ ศกนี้ ณ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
ช่วยเล่าถึงปูมหลังและทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางนักดนตรี
ผมเกิดในครอบครัวนักดนตรี และมีสนใจดนตรีอย่างโดดเด่นมากพอที่ครอบครัวจะส่งไปเรียนที่ (สถาบันดนตรี) Berklee ซึ่งทำให้ผมได้ค้นพบเกี่ยวกับ (มือแซ็กโซโฟน จอห์น) โคลเทรน และรู้สึกหลงใหลพลังทางดนตรีทุกแง่มุมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมา
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทสนทนาระหว่างสมาชิกในวงลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างไร
เวลาผ่านไปนานๆ เข้า เราก็คุยกันน้อยลง เพราะดนตรีแข็งแรงขึ้น เรียกว่าดนตรีคือบทสนทนาของสมาชิกในวงก็ว่าได้
การที่คุณตัดสินใจปักหลักอยู่ที่บอสตัน แทนที่จะย้ายไปอยู่นิวยอร์ก ส่งผลดีต่ออาชีพนักดนตรีของคุณอย่างไร
ผมอยากให้ทุกคนในนิวยอร์กได้รู้ว่ าผมอยู่ที่นิวยอร์กมาตั้งแต่ปี 1995 แต่เวลาพูดชื่อผมขึ้นมา คนทั่วไปมักจะไปโยงกับข้อมูลที่ว่า ผมมาจากบอสตันซะมากกว่า ซึ่งก็ดี แต่ผมก็รู้สึกแปลกเพราะยอมลงทุนขับรถไปๆ กลับๆ ระหว่างนิวยอร์กกับบอสตัน เป็นเวลานานกว่า 13 ปีแล้ว ความจริงแล้วตอนนี้บ้านผมอยู่บรูคลิน
มีข้อคิดหรือคำคมที่คุณได้ยินได้ฟังจากครูสักคน แล้วคุณอยากแบ่งปันกับผู้อ่านของเรา
บุคคลที่ผมชื่นชมอย่าง Frank Tiberi, JoeLovano, Micheal Brecker, Dave Liebman และJerry Bergonzi เคยบอกผมว่า “มุ่งไปข้างหน้า อย่าหันกลับมามองข้างหลัง”
เล่าเรื่องการทำงานกับ Mike Mainieri ตลอดจนเรื่องที่พูดกันระหว่างที่ทำงานอยู่ในวงของไมค์
สิ่งที่ผมทึ่งเกี่ยวกับไมค์คือ ความรู้ด้านดนตรีของเขา - ไม่ใช่แค่ดนตรีจริงๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้ด้านธุรกิจในวงการดนตรีด้วย
อยากให้เปรียบเทียบแนวทางการเป็นผู้นำของศิลปินที่คุณเคยทำงานด้วย และสิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากคนเหล่านั้นและส่งผลต่อการทำงานของคุณจนถึงปัจจุบัน อย่าง Mike Mainieri, Jack Dejohnette, Joe Lovano
พวกเขาเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว และต้องทำอะไรต่อไป และนักดนตรีแจ๊สที่ดีควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ช่วยเล่าถึงประสบการณ์การสอนดนตรีและยกตัวอย่างนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จเพราะอาศัยประสบการณ์หรือคำชี้แนะจากคุณ
ลูกศิษย์ของผม ได้แก่ Joshua Redman, Mark Turner, Donny McCaslin, Seamus Blake, Chris Cheek, Kenny Brooks, Doug Yatest และ Danilo Perrez ทุกวันนี้ พวกเขาโลดแล่นอยู่ในวงการแจ๊ส นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ได้นั่งอยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ เพราะทุกคนรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ผมแค่หยิบประสบการณ์บางส่วนมาเติมเต็มหัวที่โหยหาดนตรีของพวกเขา เท่านั้นเอง
ช่วยเล่าถึงกิจกรรมในฐานะนักคลินิกและนักการศึกษา ตลอดจนเล่าถึงว่าการทำงานกับนักศึกษามีความท้าทายหรือสนับสนุนหรือส่งผลกระทบอย่างต่อแนวทางศิลปะของคุณ
ในฐานะครู ผมว่าเราต้องก้าวหน้ากว่านักศึกษาอย่างน้อย 2 ขั้น โดยเฉพาะทุกวันนี้ที่นักดนตรีรุ่นใหม่เก่งๆ ขึ้นเยอะ นี่คือสิ่งท้าทายสำหรับครู ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดค้น Triadic Chromatic Approach นี้ขึ้นมา เพราะเรื่องง่ายๆ อย่าง major triads ซึ่งมีช่วงห่างระหว่างครึ่งเสียง (ของแต่ละคอร์ด) บรรเลงย้อนกลับแบบไร้รูปแบบ อย่างนี้ก็อาจจะทำให้นักดนตรีเก่งๆ ถึงกับตายได้ ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการนี้ผมคิดค้นมาจากประสบการณ์สอนนักศึกษา และพยายามกระตุ้นให้เขาสามารถเล่นดนตรีได้มากกว่าตอนที่เดินเข้ามาเรียนครั้งแรก
มีข้อคิดคำคมจากใครหรือที่คุณอ่านจากที่ไหน ที่คุณอยากฝากไปถึงผู้อ่าน
จากพ่อของผมครับ George Washington “Lucky” Garzone กับ น้าชายของผมครับ Rocco Spada ทั้งสองท่านพูดกับเสมอๆว่า “Never doubt yourself”
เวลาที่คุณเครียดๆ คุณเลือกทำกิจกรรมอะไรเพื่อชาร์จแบตให้กับตัวเอง
ผมศึกษาการนั่งสมาธิแบบเซนมานาน 30 ปีแล้ว และฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ด้านเซนชาวเกาหลี ชื่อ Chang-Sik-kim จากเมืองบอสตัน ท่านเก่งมาก ขนาดผมไปศึกษากับท่านครั้งแรก ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเลยทีเดียว ซึ่งส่งดีต่อการเล่นดนตรีของผมในทันที นอกจากนี้ ผมยังวิ่งเพื่อลดความเครียดด้วย
คุณคิดว่าระหว่างดนตรีกับจิตวิญญาณมีความเชื่อมโยงกันไหม ถ้ามีคุณคิดว่ามันคืออะไร
ในความเห็นของผม จุดเชื่อมโยงระหว่างดนตรีกับจิตวิญญาณ คือการรู้จักตนเองและรู้ว่าตัวเองเป็นใคร สุดท้าย ผมอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าคอนเซปต์ที่ผมคิดขึ้นมานี้ เป็นการสร้างสรรค์ดนตรีแบบธรรมชาติที่ควรจะเป็นมากที่สุด ไม่ต้องอาศัยการเขียนหรือวางแผนล่วงหน้า นั่นหมายความว่าผมสามารถใช้เวลาเป็นปีๆ ในการทำงานร่วมกับวง The Fringe และร่วมเล่นกับคนที่อาจจะถามว่ากำลังฟังเสียงอะไร หลักฐานพิสูจน์สิ่งที่ผมทำคือ ผลงานดีวีดี (Triadic Chromatic Approach) แผ่นนี้ ผมขอขอบคุณ จอห์น โคลเทรน เหมือนที่หลายคนเคยขอบคุณเขา เพราะจอห์นฝากเคล็ดลับการทำงานไว้ให้อย่างมากมาย ตัวผมเองก็รู้ว่าได้สัมผัสคอนเซปต์หนึ่งในจำนวนหลายๆ คอนเซปต์ที่เน้นการบรรเลงแบบด้นสดจากนักดนตรีท่านนี้.
..................................................
หมายเหตุ : ถอดความและเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ของ เอริค เนเมเยอร์ จากเว็บไซต์ www.jazzimprov.com





