เรื่องแบบนี้ "พี่" ไม่ช่วย

เรื่องแบบนี้ "พี่" ไม่ช่วย

เมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวหรือทำงานที่ต่างประเทศ ถ้าประสบปัญหา

หรือเผอิญทำผิดกฏระเบียบกับประเทศนั้นจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เราจะนึกถึงสถานทูตหรือสถานกงสุลของเราที่ประเทศนั้นๆ ก่อน คนที่เคยไปติดต่อขอความช่วยเหลือมีทั้งประสบการณ์ที่ดีหรือไม่ประทับใจกับการให้บริการ แต่กระทรวงการต่างประเทศไทยคงไม่ทำเหมือนกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียที่ออกมาประกาศว่า สถานทูตออสเตรเลียในต่างประเทศจะลดหรือปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวออสเตรเลียที่ประสบปัญหาในต่างแดน

เรื่องนี้ จูลี่ บิชอบ รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย ให้เหตุผลว่า ชาวออสเตรเลียในต่างประเทศมักขอให้สถานทูตช่วยเหลืองานจิปาถะ นับตั้งแต่ช่วยจัดกระเป๋าหรือดูแลสัตว์เลี้ยง บิชอบประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปีของการกงสุล ซึ่งจะไม่ให้บริการเล็กๆ น้อยที่ไม่จำเป็นแก่ชาวออสเตรเลีย

“ไม่มีใครเถียงหรือปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือทางการกงสุลแก่ผู้ที่ประสบปัญหาจริงๆ แต่บุคลากรทางด้านกงสุลที่มีความสามารถของเรามักถูกหันเหให้ไปช่วยคนที่ไม่มีความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาของตัวเอง ต่อจากนี้ไปนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียต้องเชื่อมั่นในตนเอง” บิชอบเขียนในบทความออนไลน์ของเว็บไซท์ชื่อ Interpreter ของสถาบันด้านการต่างประเทศโลว์รี่

“เจ้าหน้าที่กงสุลของเรามีขีดจำกัดว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง” บิชอบเขียน “รัฐบาลกำลังส่งสัญญานที่ชัดเจนให้กับคนที่ไม่มีเหตุผลหรือชอบร้องขอในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ว่าการได้รับความช่วยเหลือไม่ใช่สิทธิ (ที่ทุกคนต้องได้รับ) และถ้าคุณตั้งใจหรือเต็มใจที่จะใช้ประโยชน์จากมัน คุณอย่าได้หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือเลย”

บิชอบเตือนว่า ออสซี่ที่ตั้งใจทำผิดกฎหมายหรือระเบียบของประเทศนั้นๆ ก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือ “บางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าและได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตทุกครั้ง นับแต่นี้ไปพวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยเหลือแบบนั้นอีก เธอว่า เมื่อปีที่แล้วเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชาวออสเตรเลียในต่างประเทศประมาณ 15,000 คน

บิชอบกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าหน้าที่กงสุลควรใช้เวลาในการช่วยเหลือแก่กลุ่มคนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เช่น เด็กและผู้หญิงที่ประสบปัญหา รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดประเด็นความคิดที่ว่า กระทรวงอาจจะขอให้คนออสเตรเลียจ่ายคืนค่าใช้จ่ายที่กระทรวงจ่ายให้ในการให้ความช่วยเหลือด้วย

เธอยกตัวอย่างคำขอร้องแปลกๆ เช่น หญิงออสเตรเลียคนหนึ่งขอให้สถานทูตมาให้อาหารและดูแลสุนัขของเธอในระหว่างที่เธอไม่อยู่ ส่วนออสซี่บ้ากีฬาหลายคนโทรไปหาสถานทูตให้ช่วยสั่งให้ผับข้างๆ ที่พัก ถ่ายทอดกีฬาแมทช์ที่พวกเขาต้องการดู ส่วนสาวอีกคนถามสถานทูตในอียิปต์ว่า ทรายในทะลทรายจะทำให้โรคหอบหืดของเธอกำเริบหรือไม่ คุณยายวัย 80 ปีคนหนึ่งโทรหาสถานทูตแล้วบอกว่า “สถานทูตส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยฉันจัดกระเป๋าเดี๋ยวนี้ ชั้นอายุ 80 แล้วและแก่เกินกว่าจะทำเอง”

อนิต้า ดาวน์นี่ เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวว่า สถานทูตที่ถูกร้องขอความช่วยเหลือมากที่สุดคือที่กรุงเทพฯ ชาวออสซี่คนหนึ่งขอให้เจ้าหน้าที่ที่กรุงเทพฯ ให้เงินกู้ เพราะเขาต้องการไปจ่ายเพื่อนอนกับโสเภณี คำร้องขอแปลกๆ นี้เป็นเรื่องปกติที่สถานทูตที่กรุงเทพฯ รองลงมาคือสถานกงสุลที่บาหลี มะนิลา ลอสแอนเจลิสและดูไบ

ส่วนออสเตรเลียนที่อพยพออกจากอียิปต์ด้วยไฟลท์พิเศษที่รัฐบาลออสเตรเลียออกค่าเดินทางให้สงสัยว่า ทำไมพวกเขาไม่ได้ไมล์สะสมจากการเดินทาง ส่วนคนที่อพยพทางเครื่องบินพิเศษเพราะสึนามิถล่มขออัพเกรตเป็นเฟิร์สคลาส

จะว่าไปก็ไม่ใช่แค่คนออสซี่เท่านั้นที่ร้องขอความช่วยเหลือแปลกๆ คนสิงคโปร์ก็เช่นเดียวกัน เค ชันมูกัม รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์เขียนในเฟซบุ๊คของเขาว่า เมื่อปีที่แล้วมีหนุ่มคนหนึ่งขอให้สถานทูตช่วยเร่งการหย่าให้แฟนสาวของเขาหน่อยเถอะเพื่อที่เขาจะได้แต่งงานกับเธออย่างถูกต้องเสียที ส่วนชายอีกคนขอร้องแกมบังคับให้เจ้าหน้าที่สถานทูตส่งเครื่องครัวชิ้นหนึ่งที่เขาต้องทิ้งไว้ที่สนามบินเพราะน้ำหนักกระเป๋าเกินที่ได้รับอนุญาตและเขาไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ผู้หญิงสิงคโปร์คนหนึ่งถามว่า โรงแรมไหนดีที่สุดในกรุงเทพฯ

ชันมูกัมกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่คนสิงคโปร์ต้องเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกกับคนที่มีปัญหาจริงๆ

“พวกเราให้ความช่วยเหลือเกินหน้าที่เสียอีก เราต้องขีดเส้นว่าอะไรเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบเองและอะไรที่ไม่ใช่" ชันมูกัม บอก