ปีนี้.. กี่เดือน?

ปีนี้.. กี่เดือน?

หัวข้อยอดนิยมช่วงสิ้นปี เห็นทีจะหนีไม่พ้นว่า ใครได้ 'โบนัส' เท่าไหร่ แต่ไหนๆ ก็ตั้งใจสืบความขนาดนี้ ลองถามต่ออีกหน่อยไหม ว่าถ้าได้.. เขาเอาไปใช้ทำอะไรกัน

สารพัดข่าวในสื่อ ข่าวลือ จนถึงข่าวเล่า เกี่ยวกับโบนัสของชาวบ้าน ที่ดูเหมือนจะเป็นท็อปปิคสุดฮิตในช่วงนี้ ได้เท่าไหร่ จ่ายแบบไหน เมื่อไหร อย่างไร บลาๆๆ ที่แต่ละบริษัทรูปแบบการจ่ายตลอดจนเม็ดเงินย่อมแตกต่างกันออกไป

แม้ทุกคนจะรู้ดีว่า โบนัส ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ โดยแม้ตัวเลขบัญชีจะไม่สวยงามนัก แต่โดยมากย่อม 'หวัง' ว่าจะได้รับจากบริษัท แต่เกินจากความอยากรู้เรื่องโบนัสของชาวบ้านแล้ว จุดประกายชวนสำรวจวิธีจับจ่ายใช้เงินโบนัสของเหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ว่าแต่ละคนวางแผนกันไว้อย่างไร..

  • ปลดล็อก การเงิน

แน่นอนว่า สำหรับหลายคน โบนัส ถือเป็นตัวช่วยในการคลายความตึงให้กับการหมุนเงินในกระเป๋า อย่างเช่น ชัยยศ จากกรุง กราฟิคดีไซเนอร์ในเครือ SCG ที่บอกว่า ส่วนหนึ่งจากโบนัส สำหรับเขามีไว้ 'โปะหนี้' บัตรเครดิต ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้สำหรับ 'หมุนใช้' ระหว่างปี

ฐานโบนัสทั่วไปของบริษัทที่ชัยยศทำงานจะอยู่ที่ 3.5 เดือน โดยหลังจากเจียดก้อนหนึ่งไปเคลียร์หนี้บัตรแล้ว ส่วนที่เหลือก็จะแบ่งออกเป็น เก็บสำรอง และ ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

"ให้มีเงินใช้อยู่เรื่อยๆ แล้วเราคิดว่ามีเงินเอาไว้ในธนาคารให้อุ่นใจดีกว่าเผื่อมีอะไรฉุกเฉินก็สามารถเอาตรงนี้มาใช้ได้" เขาหมายถึงเงินเก็บสำรอง

แต่ถ้าโบนัสไม่ได้ตามที่คิดไว้ แผนสำรองของเขาก็คือ "ยอดขั้นต่ำ" ของหนี้ที่ใช้จ่ายอยู่ จะไม่ได้เอาไปทบต้นทบดอกเป็นก้อน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเหลือเป็นเงินก้อนเอาไว้ใช้ด้วย อาจจะไม่ได้เป็นก้อนใหญ่นักแต่ก็ต้องมีเหลือติดกระเป๋าไว้

หากถามถึงปีนี้ "น่าจะไม่ต่างจากเดิมแหละ เพราะเราใช้แบบนี้มาตลอด" เขาตอบ

ส่วน 'ส้ม' สาววัย 27 ที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้านไฟแนนซ์ของธุรกิจยานยนต์ได้กว่า 2 ปี เห็นว่า โบนัส คือ “สิ่งจำเป็น” เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกทำงานที่บริษัทปัจจุบัน แต่ก็ยังมีสิ่งอื่นที่จำเป็นมากกว่า

“มองสวัสดิการก่อนโบนัส” เธอเอ่ย สวัสดิการในที่นี้ก็คือ การที่บริษัทจะจ่ายเงินในส่วนที่จำเป็นในชีวิตให้ครอบคลุมมากแค่ไหน เช่น ค่าทำแว่น ค่าทำฟัน ค่ารักษาพยาบาล หรือแม้กระทั่งสวัสดิการที่จะมีให้พ่อแม่

ถ้าปีไหนไม่ได้โบนัส ส้มบอกว่า จะกระทบต่อการบริหารการเงินอย่างมาก เพราะเงินก้อนหลักประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของโบนัส คือ 'เงินเก็บสำรอง' เช่น ในยามช็อต เป็นต้น

  • รางวัลชีวิต

แม้ส่วนหนึ่งของโบนัสจะหมายถึงความจำเป็น แต่ในอีกเสี้ยวหนึ่งโบนัสก็เป็นตัวสะท้อนความภาคภูมิใจในผลงานที่ทำมาตลอดปีได้ อย่างเช่น First jobber วัย 24 ปีรายหนึ่งที่ทำงาน strategic planner ในวงการเอเยนซีโฆษณามา 2 ปีเต็ม และเพิ่งย้ายงานไปบริษัทใหม่ที่ใหญ่กว่าและถือลูกค้ารายใหญ่กว่า บอกว่า ที่เลือกทำงานที่บริษัทปัจจุบันเพราะ "น่าจะ" ได้โบนัสดี

"ที่นี่เป็นหนึ่งในช้อยส์ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดว่า บริษัทเอมีโบนัส ก็มาบริษัทเอเลย” เขาบอก และอธิบายว่า สิ่งที่สำคัญกว่าโบนัสในการเลือกทำงานในสายงานนี้ก็คือ ลักษณะการทำงาน เป้าหมายของการทำงานนั้นชัดเจนตั้งแต่เลือกงานแล้ว ถ้าทำงานเพื่อเงิน ก็จะคงจะไปเป็นเออีแล้ว เพราะได้เงินมากกว่าแถมยังได้ค่าคอมมิชชั่นด้วย

"สำหรับผม โบนัสเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของการเติบโต ถามว่า สำคัญมั้ย มันก็ไม่ได้สำคัญมากเท่าอันอื่น แต่การไม่มีมันก็ทำให้รู้สึกเฟลได้” เขาอธิบาย ดังนั้นการตั้งเป้าหมายในการทำงานของเขา ทำให้เขารู้สึกว่า ถ้าไม่ได้โบนัส ก็ไม่ได้กระทบเรื่องการเงินมากเท่าไร

"มันเป็นแค่การวางแผน ถ้ามีมันจะเป็นบวก ถ้าไม่มีมันจะเป็นศูนย์ ไม่ได้-ไม่เสีย อาจจะเดือนชนเดือน แต่เป็นส่วนที่หักเงินออมแล้วเหลือเดือนชนเดือน ก็แค่ว่า อาจจะไม่มีเงินไปซื้อของใหญ่ๆ"

อย่างไรก็ตาม เขาก็ทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเองอาจจะเป็นตัวแทนของคนทำงานด้านนี้ทั้งหมดไม่ได้ เพราะมีหลายคนเหมือนกันที่มีโบนัสเป็นเรื่องใหญ่ (มาก)

ถ้าถาม แก้ม - ดวงพร ดีจันทร์ Assistant Department Manager บริษัท Nippon Express ที่อยู่ในสายธุรกิจด้านโลจิสติก เธอยอมรับว่า ความหมายของ "โบนัส" มักถูกนิยามตามช่วงวัย ตอนเริ่มต้นอาจไม่ได้มองในระยะยาว พอทำงานไปได้ระยะหนึ่งถึงเริ่มมีการวางแผนสำหรับ "ต้นทุน" ในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะ "กองทุน" หรือ "ธุรกิจส่วนตัว" ที่จะทำ

อย่างปัจจุบัน พื้นฐานโบนัสของแก้มอยู่ที่ 2-4 เดือนขึ้นอยู่กับผลประกอบการ โดยแก้มวางแผนจัดการโบนัสไว้ 3 ช่องทาง คือ ซื้อหน่วยลงทุน ใช้สำหรับแพลนธุรกิจเสริมในปีหน้า และสำหรับการท่องเที่ยวหรือซื้อของสำหรับตัวเอง โดยสำหรับปีนี้ เธอคิดว่าจะใส่เข้าไปในกองทุนส่วนหนึ่ง ธุรกิจเสริมส่วนตัว และพาพ่อแม่ไปพักผ่อน แต่หากไม่ได้ตามเป้าก็จะปรับลดสัดส่วนลงตามลำดับ และอาจจะใช้เงินเดือนเข้ามาเสริมตามความเหมาะสม

  • ลงทุนสู่อนาคต

ต่อจากการแมนเนจชีวิตหนี้ให้มีสภาพคล่องขึ้น และอาจให้รางวัลกับตัวเองบ้าง แน่นอนว่า โบนัส ยังสามารถเป็นลมหนุนส่งให้ชีวิตมั่นคงได้อีกด้วย..

สำหรับ นสพ.ธิติ ศรีกงพาน อายุ 27 พนักงานฝ่ายขายและการตลาดของบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และยาสัตว์ ซึ่งแม้จะได้โบนัสทุกปี แต่ก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น เพราะได้คงที่ตลอดทุกปี แต่ส่วนที่ให้ได้ตื่นเต้นจากการลุ้น เห็นจะเป็นเรื่องที่ว่า.. บริษัทจะพาไปเที่ยว(เมืองนอก)ที่ไหน ?

"ถ้าผลประกอบการไม่ดี เราก็จะไปเที่ยวที่ใกล้หน่อย ผลประกอบการดี เราก็จะไปไกลหน่อย ซึ่งบริษัทจะให้ budget อยู่ก้อนนึง แล้วแต่ว่าเราจะไปที่ไหน ถ้าเราไปที่ถูกหน่อย ที่เหลือก็เป็น pocket money ก็อยู่ที่ว่า เราจะจัดสรรเงินตรงนั้นยังไง" ธิติบอก

ส่วนเงินโบนัสที่ได้ปีละหลายหมื่นบาทนั้น... เขาจัดสรรไว้เพื่อการซื้อประกันทั้งหมด

ถ้าถามแฟมิลี่แมนอย่าง หนุ่ม - พงศ์ภีระ ใยขม ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการดีไซน์ระบบควบคุม และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยความที่มีข้อตกลงกับทางออฟฟิศอยู่แล้วถึงโบนัสเฉลี่ยจ่ายที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนเลย ทำให้ไม่ได้มีแผนการใช้เงินโบนัสสักเท่าไหร่ อาจจะมีก็เป็นในส่วนของเงินพิเศษปลายปีที่แยกออกมาต่างหากและจ่ายในช่วงปลายเดือนมกราคม

"ถ้าเหลือก็จะเก็บไว้ อาจจะเป็นกองทุนในรูปแบบที่หักประจำแต่ละเดือน" นั่นคือเงินเก็บ

เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้ว หนุ่มยอมรับว่า ก็เป็นอะไรที่ไม่ "ตึงมือ" เกินไปนัก แต่หากฉุกเฉินจริงๆ ก็ยังเหลือสมุดบัญชีเงินฝากที่เก็บไว้สำหรับลูกเป็น "ก๊อกสุดท้าย" อยู่

"สวัสดิการเกี่ยวกับบุตรทั้งของผม และภรรยาก็จะไปอยู่ในบัญชีเล่มนั้นหมดเลย"

หากถามถึงนิยามของโบนัส จริงๆ สำหรับตัวหนุ่มคิดว่า น่าจะเป็นเงินสำหรับลงทุนมากกว่า เพราะเมื่อก่อนเขากับภรรยาก็เคยมีโครงการลงทุนร่วมกันโดยใช้เงินในส่วนนี้ไปเป็นต้นทุนดำเนินกิจการ ซึ่งในปัจจุบันด้วยภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เงินก้อนนี้ก็ได้แปรสภาพเป็นตัวช่วยสำหรับ "เคลียร์" หนี้สินต่างๆ ก้อนจะถูกไปเก็บเอาไว้เป็นเงินเก็บในบัญชีฉุกเฉิน

สำหรับ ธี First jobber วัย 24 ปี ที่ทำงานเป็นพนักงานประจำของบริษัทรถยนต์เช่นกัน เล่าว่า ปกติเงินโบนัสที่จะได้นั้นจะรู้จากประกาศตั้งแต่ต้นปี โดยมีการันตีขั้นต่ำที่ 6 เดือน

โบนัสของธีจะแบ่งจ่ายเป็น 2 รอบ รอบแรก 40 เปอร์เซ็นต์ รอบหลังอีก 60 เปอร์ซ็นต์ ซึ่งเขาจะใช้เงินก้อนแรกไปกับสิ่งที่อยากได้ ส่วนเงินก๊อกสองมีเอาสำหรับลงทุน เช่น ประกันชีวิต กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่ก็จะเก็บเป็นเงินสดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้ขาดมือ และเอาไว้สำหรับเที่ยวส่วนตัวด้วย

ไม่ต่างกับ เกด - พัชร์ศรัณย์ วิไลสาระนันท์ สาวออฟฟิศอีกคนหนึ่งให้นิยาม "โบนัส" ที่ชัดเจนว่า หมายถึงการลงทุนประจำปี

ปกติ เธอและสามีมักจะใช้กระเป๋าเงินร่วมกันในชีวิตคู่ เพราะจะมีรายจ่ายที่ชัดเจนอย่าง รถยนต์ และคอนโดอยู่แล้ว นอกนั้นจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน รวมทั้งเงินเก็บอีก 20 - 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินกองกลาง ทำให้เงินก้อนปลายปีอย่างโบนัสนั้นสำหรับคนทำงานด้านฝ่ายขายอย่างเกดมองว่า "ลงทุน" น่าจะเหมาะที่สุด ซึ่งในแต่ละปี เป้าหมายการลงทุนจะแตกต่างกันออกไป อย่างปีที่แล้ว เธอแบ่งมาซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี แต่ปีนี้ การซื้อทรัพย์สินอื่นๆ อย่างทองคำเข้ามารวมอยู่ในตัวเลือกด้วย

  • โบนัสต้อง 'จัดการ'

เมื่อยิงคำถามเดียวกันเรื่องความสำคัญของโบนัสไปสู่ กาญจนา หงษ์ทอง อดีตนักข่าวสายการเงินที่หันหลังจากงานประจำเพื่อประกอบอาชีพ ‘นักเดินทาง’ อย่างจริงจังพร้อมหมั่นผลิตงานเขียนทั้งงานคอลัมนิสต์และออกหนังสือพอคเก็ตบุ๊คเกี่ยวกับการวางแผนการเงินส่วนบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเป็นพิธีกรดำเนินรายการ Wealthy DIY ออกอากาศทางช่อง NOW 26 คำตอบของเธอต้องเรียกว่า แหวกกว่าเพื่อน เพราะตลอดชีวิตการทำงานตั้งแต่ต้นจนลาออกมานั้น เธอบอกว่า เรื่องโบนัสไม่เคยอยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย!

"พอเข้าช่วงสิ้นปี เพื่อนๆ ก็จะเริ่มสืบข่าวกันละ ว่าปีนี้จะได้มั้ย จะได้กี่เดือน บางคนยังไม่พอ ตามไปสืบอีกว่า คนอื่นได้เท่าไหร่ ทีนี้พอได้น้อยกว่าที่หวังก็จิตตกละ" กาญจนา บอก

เนื่องจากหมวกอีกใบที่เธอสวมอยู่และทำควบคู่กับงานนักข่าวมานานก็คือการเป็นนักเดินทางที่ไปมาแล้วเกือบทั่วโลก ทำให้กาญจนามองว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ก็เหมือนได้โบนัสตลอดเวลาอยู่แล้ว ก็เลยไม่เคยคาดหวังอะไร

"ก็เข้าใจนะ เพราะเรื่องโบนัสมันเป็นเหมือนวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์เงินเดือนไปแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนส่วนใหญ่ก็จะคาดหวังว่าบริษัทจะต้องจ่าย แต่ทีนี้พอเชื่อว่าจะได้ หลายคนก็เลยวางแผนกันแล้วว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร บางคนก็ใช้ล่วงหน้าก่อนจะได้โบนัสจริงๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งเราต้องเข้าใจว่า โบนัสมันมาไว แล้วก็ไปไว ถ้าไม่รู้จักจัดสรร"

แม้จะเห็นด้วยกับการให้รางวัลกับชีวิต แต่ถ้าได้เงินก้อนมาและทุ่มไปจนหมดโดยไม่ลำดับความสำคัญ ชีวิตหนี้ย่อมรออยู่ข้างหน้า แต่สำหรับใครที่มีหนี้อยู่แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำ คือ 'โปะหนี้'

"หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต ถ้ามีทั้งสามอย่าง ก็ควรโปะหนี้บัตรก่อน เพราะเป็นหนี้ที่ไม่ถือเป็นทรัพย์สิน แถมยังดอกเบี้ยสูงด้วย เพราะฉะนั้นควรปิดหนี้ให้ได้ก่อนเพื่อน แล้วค่อยมานั่งคิดว่าอยากได้อะไร หรือจะใช้ทำอะไร" แต่สำหรับใครที่ไม่มีหนี้ กาญจนา แนะว่า ให้มองหาการ 'ออมและลงทุน' ที่ช่วยประหยัดภาษีไม่ว่าจะเป็นการซื้อกองทุนกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) การซื้อประกันก็เกิดประโยชน์ และยังได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย

แต่ที่สำคัญ และหลายคนมักมองข้าม นั่นคือ การเก็บเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับ 'สำรองเผื่อฉุกเฉิน' ซึ่งไม่ค่อยได้รับความสำคัญ และเมื่อไม่มีเงินสดสำรองพร้อมใช้ยามฉุกเฉิน ย่อมกลายเป็นต้นตอของการก่อหนี้ที่พอกพูนได้

"อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ตั้งแต่บริษัทที่ทำอยู่เจ๊ง ถูกให้ออก.. ขับรถชนแต่ไม่มีประกัน.. พ่อตาย.. ลูกเข้าโรงพยาบาล.. เป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ถ้าไม่เคยมีเงินสำรองของตัวเองเลย ก็ต้องหยิบยืม หรือกู้มา และนั่นแหละ คือ ต้นตอของการก่อหนี้" เธอบอก

"6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน" คือ สูตรอย่างง่ายๆ สำหรับใครที่คิดจะเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน โดยคิดจากค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายประจำ ตั้งแต่ค่าข้าว ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ารถ+น้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ฯลฯ คิดสะระตะรวมกันแล้วคูณด้วย 6 ก็จะเท่ากับจำนวนเงินที่ควรมีติดตัวไว้ โดยสามารถเก็บในหลากหลายรูปแบบซึ่งต้องขึ้นอยู่กับวินัยทางการเงินของตัวเอง

"ต้องรู้จักตัวเองด้วยนะคะ.. อย่างถ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีวินัย ขืนเก็บในออมทรัพย์เผลอแป๊บเดียวก็อาจจะถอนมาใช้หมดแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ควรเอาเงินไปไว้ในที่ที่เบิกได้ยากหน่อย แต่ก็อย่าให้ยากเกินไป

" เธอบอก พร้อมยกตัวอย่างตู้เก็บเงินอย่างง่ายๆ ว่า เป็นได้ทั้งเงินฝากประจำซึ่งดอกเบี้ยดีกว่าออมทรัพย์ แต่ก็อาจจะมีสภาพคล่องไม่มากนัก ฉะนั้นควรเลือกแบบที่ถอนไม่ยากมาก เพราะเงินก้อนนี้มีไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ที่น่าสนใจอีกอย่างก็เป็นพวก Money market fund ซึ่งสภาพคล่องไม่ฝืดเกินไป ได้เงินวันรุ่นขึ้นหลังจากถอน หรือจะลงทุนในหุ้นก็ได้ แต่อาจเสี่ยงหน่อยถ้าหุ้นขาลงก็อาจต้องตัดใจขายขาดทุน ซึ่งทั้งหมด คือ ต้องหาข้อมูล ทำการบ้าน ชั่งน้ำหนักและเลือกหาที่เหมาะกับตัวเรา"

แม้การสนับสนุนให้ใช้โบนัสอย่างมีคุณภาพ แต่กาญจนาก็กำชับว่า.. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเอง ตลอดจนสร้างสิ่งดีๆ จากเงินก้อนนี้ ไม่ว่าจะเป็นให้พ่อให้แม่.. ปรนเปรอตัวเองบ้าง หรือแบ่งสักก้อนไปทำบุญ

...สุขภาพทางการเงินที่ดีย่อมเกิดขึ้นได้ หากตั้งอยู่บนการจัดสรรอย่างเป็นสัดเป็นส่วน อย่าลืมว่า โบนัส ไม่ใช่ โดนัท เพราะฉะนั้น Hi income, low calorie จะเกิดขึ้นได้หากรู้จักวางแผน