โลกของเล่น ของเด็กตัวโต

นี่คือความฝันที่เชื่อมั่นว่า ของเล่นคือวัฒนธรรมซ่อนเร้น มรดกทางความทรงจำอันทรงคุณค่าที่มักถูกมองข้าม
ยังไม่ทันพ้นหัวมุมถนนอู่ทองในตัว จ.พระนครศรีอยุธยา เยื้องกับโรงเรียนประตูชัย หลังแนวต้นไม้ที่ดูคล้ายกำแพงกลายๆ ปิดบังอาคาร 2 ชั้นที่เต็มไปด้วย "ของเล่น" นานาชนิด
"เชิญตามสบายนะครับ" ใครบางคนออกปากด้วยรอยยิ้ม
นอกจากนักท่องเที่ยว ก็ยังมีนักเรียน-นักศึกษาจากสถาบันต่างๆ แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ขาดสาย บางสายตาอาจดูซุกซนพอๆ กับอาการ "คันมือ" อยากลองหยิบจับตัวโมเดลการ์ตูนที่ตั้งเรียงรายอยู่ทั้งใน และนอกตู้กระจก
ที่นี่รู้จักกันในชื่อของ พิพิธพันธ์ล้านของเล่นเกริกยุ้นพันธ์ บ้านอีกหลังของความทรงจำวัยเด็กสำหรับใครหลายๆ คน
"มีเป็นแสนชิ้นครับ" รศ.เกริก ยุ้นพันธ์ คะเนปริมาณของเล่นภายในโรงเรือนหลังนี้ ระหว่างต้อนรับคณะครู และนักเรียนอีกกลุ่มที่เดินทางมาหาถึงตัวพิพิธภัณฑ์
รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ที่ได้ไล่สายตา ฟังเรื่องราวความเป็นมาของของเล่นที่ตัวเองสนใจ เขาแอบกระซิบให้ฟังด้วยรอยยิ้มว่า ยังมีพรรคพวกอยู่อีกพอสมควรเหมือนกันที่ยังไม่ถูกนำมาจัดแสดง แต่ถ้าอยากรู้ก็จะเล่าให้ฟัง...
ย้อนฝันวันเยาว์
นอกจากการเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคนสร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบและคนทำหนังสือสำหรับเด็กแล้ว คนทำพิพิธภัณฑ์ก็ดูเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตัวเขานั้นให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะเมล็ดพันธุ์แห่งแรงบันดาลใจ
"ของเล่นมันไม่ไกลไปจากตัวคนทุกคน" แม้กระทั่งตัวเอง
หลังจากที่ได้รางวัลนอมา(NOMA) จากประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2525 ที่ทำให้เกริกได้มีโอกาสเดินทางไปใช้ชีวิตที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงหนึ่ง จากความตื่นตาตื่นใจที่ พิพิธภัณฑ์ของเล่นคีตาฮารา (Kitahara Tin Toy Museum) ซึ่งมีของเล่นมาจัดแสดงเป็นจำนวนมาก กลายเป็นความใฝ่ฝันส่วนตัวของเขาที่อยากให้มีพิพิธภัณฑ์ของเล่นเกิดขึ้นมาบ้างที่เมืองไทย
"มันเป็นความซึมซับ" ที่ใช้คำว่าซึมซับก็เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา มันคือความสุข จนกลายเป็นความประทับใจ
"ถ้าคุณประทับใจแล้ว คุณจะไปไหน เหมือนชอบผู้หญิงคนนึง คนนี้ใช่แล้ว ใช่เลย"
เขาจึงเริ่มเก็บสะสมเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็น ของเล่น ข้าวของเครื่องใช้ หนังสือเด็ก หรือแบบเรียนเก่า ตามคลองถม ตลาดสามแยก สี่พระยา ท่าพระจันทร์ ตลอดแหล่งจับของเก่าต่างๆ จนเมื่อรวบรวมได้ในปริมาณที่มากพอ และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ พร้อม โครงการพิพิธภัณฑ์ของเล่นจึงเริ่มต้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
"ไม่บ้านะ แต่ชอบ" เกริกบอก ก่อนจะอธิบายต่อว่า โอตาคุกับตัวเขานั้น ต่างกัน
"กลุ่มนั้นจะค่อนข้างเก็บตัว แล้วก็เลือกเก็บเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง มีจุดมุ่งมั่นในการเก็บ อย่างบางคนตามเก็บเซนต์เซย่าเขาก็จะเก็บแต่แนวนี้ไปอย่างเดียวเลย มีตัวที่สุดยอดที่สุด มีตัวเด่นที่สุด แต่เราเก็บเพราะความชอบเฉยๆ ตามรสนิยมของเราด้วย คนอื่นเขานิยม เราอาจจะไม่เก็บตัวนั้น แต่เราอาจจะเก็บสักชิ้นหรือ 2 ชิ้น เพื่อให้รู้ว่ามันไม่หายไปจากโลกของของเล่น"
ที่สำคัญการเก็บสะสมยังหมายถึงการเรียนรู้งานของผู้สร้าง หรือผู้ผลิตกลุ่มนั้นๆ ด้วย
"ถ้าเป็นของสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli Inc.) จะเก็บเพราะเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาอย่างมีคุณภาพ มีความพิถีพิถันตั้งแต่ระบบการคิดที่จะนำเสนอ การทำการ์ตูน พิถีพิถันแม้กระทั่งการวางเรื่องที่เป็นพล็อตของมัน เป็นธีมของมัน คณะทำงานเป็นศิลปะ ไม่เป็นการ์ตูนที่เป็นเชิงพาณิชย์ มีความเป็นศิลปะด้วย ดังนั้นคนเสพก็เหมือนได้รสนิยมที่มีกลิ่นอายที่ต่างไปจากจุดเดิม หรือที่เรียกว่า ความศิวิไล เราอยากให้เป็นแบบนี้"
รูปธรรมของพิพิธภัณฑ์ของเล่นในความรู้สึกของเขาจึงออกมาเป็นแบบเพื่อสร้างความอิ่มเอิบ และนำไปสู่แรงบันดาลใจใหม่ๆ นั่นเอง
เล่น = เรียน
อย่างที่บอกว่า ของเล่นไม่ใช่สิ่งไกลตัว อีกทั้งยังเป็นทักษะการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน นำไปสู่การพัฒนาการต่างๆ ที่มีมาตั้งแต่อดีต
"จินตนาการเป็นจุดหมายปลายทาง เหมือนกับยานอวกาศมีของเล่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1950 ใส่ถ่าน หลังจากนั้นอีก 20 ปี ยานอพอลโล่ ไปดวงจันทร์" เกริกยกตัวอย่าง
นอกจากนั้น ความสนุกกับการเล่นยังสร้างความซึมซับในแง่วัฒนธรรมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เขายืนยันในฐานะนักวิชาการด้านเด็กว่า น่าจะถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที
"ของเล่นนั้นจะให้เด็กภูมิใจแล้วทำของเล่นในท้องถิ่นของตนเอง เช่น แค่เด็กได้เล่นก้านกล้วย ทางมะพร้าว เด็กต้องทำได้เหมือนปู่ย่าตายาย อย่างสานตะกร้อที่ใช้เตะเล่นได้ด้วยใบมะพร้าวหรือใบตาล เด็กต้องทำได้ เพราะเราคนอยู่ในท้องถิ่นนั้น บริบทมันต้องเป็นแบบนั้น แต่เราไม่ค่อยจะเอาบริบทที่มันเป็นชุมชนแล้วท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ล้อกับวิถีที่เด็กเติบโต และเห็นแล้วเราได้ความซาบซึ้งที่เราเรียกกว่าเป็น Appreciate Art จะเป็นความซาบซึ้งที่เป็นสุนทรียศาสตร์ไปปะทะ เราจะเอาหลักสูตรจากแกนกลางหรือส่วนกลางมาใช้ อันนี้มันเลยดูไกลตัวออกไป เหมือนกับมันเป็นบริบทที่มันเป็นชุมชน และท้องถิ่นของเรา ฉะนั้น มันต้องปรับเปลี่ยนแล้วแหละ แล้วมันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจด้วยนะ ต้องเป็นไปให้ได้ แล้วคนจะไม่ทิ้งถิ่น คนจะรักแล้วหวงแหน คนจะคิดถึงถิ่นของเรา"
เรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงลักษณะระบบการศึกษาที่ต้อง "เล่น" ตั้งแต่ท้องถิ่นเหมือนกัน
"บ้านคุณเป็นช่าง บ้านคุณทำการเกษตร คุณควรให้ทุนเรียนด้านการเกษตรอย่างที่คุณอยู่ในภูมิภาคนั้น ผมเป็นคนอยุธยา ผมเป็นคนฉะเชิงเทรา บ้านผมต้องหนีไม้พ้นเรื่องการทำการเกษตร ผมควรจะเรียน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเรียนรู้"
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนเรียนจะไม่มีสิทธิเลือกเดินตามสิ่งที่ตัวเองต้องการถึงแม้จะขัดกับสิ่งที่ครอบครัวเป็น
"ถ้าผมเกิดมีความรู้สึกว่า ผมไม่อยากเป็นเกษตรกร แต่ผมอยากไปอย่างอื่นได้ไหม คุณก็ต้องให้เขาเลือก แต่ถ้าคุณจะเข้าเกษตร คุณจะได้โอกาสเลือกเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นคุณต้องตรวจสอบตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม เพื่อจะส่งผ่านไปมหาวิทยาลัย วันนี้แค่การศึกษาขั้นพื้นฐานคงไม่พอแล้ว"
ไม่ต่างกับของเล่น ที่ถึงวันนี้ แม้ตัวเขาเองจะอายุเลยมาถึงเลข 5 แล้ว แต่จิตใจก็ยังคงเป็นเด็กคนเดิม ที่เป็นผลพวงของประสบการณ์ร่วมที่มีต้นทุนมาจากการซึมซับวันเวลาในอดีตมาหล่อหลอมเข้ากับตัวตน จนกลายเป็นเราอย่างในทุกวันนี้
"ต่อให้โตแค่ไหน คุณเจอเพื่อนคุณ ก็ยังเป็นเด็กคนเดิมในชั้นประถม มันเป็นความสุขแบบนั้น ถึงแม้เราจะอายุเยอะแค่ไหน พอไปเจอของเล่นยุคของเรา โห ใจมันพองโต แล้วจะย้อนเวลาด้วย คิดถึงปู่ย่าตายยาย พ่อแม่ ใครต่อใครที่ซื้อให้ แล้วเราเป็นสายสัมพันธ์อบอุ่น ระบบแบบครอบครัวแบบคนไทยด้วย"
กลับกัน ตรงนี้ยังกลายเป็นเสน่ห์ของตัวพิพิธภัณฑ์ไปโดยปริยาย ระหว่างนั้นเขาชี้ให้เห็นแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของบรรดาเด็กๆ ที่เข้ามาสอดสายตาหาของเล่นชิ้นโปรดอย่างตั้งอกตั้งใจ
อยู่อย่างมีคุณค่า
"ทุกพิพิธภัณฑ์ที่อยากให้คนเข้าบริโภค คุณต้องมีเสน่ห์ในเนื้อในตัวของคุณ" เจ้าของพิพิธภัณฑ์ล้านของเล่นตั้งข้อสังเกตถึงการคงอยู่ของพิพิธภัณฑ์เอกชนในปัจจุบัน
แน่นอนว่า กระแสตอบรับของ "ผู้ชม" ตลอด 6 ปีที่ผ่านมาของการเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มตัว ถึงแม้จะหมดค่าใช้จ่ายไปกว่า 8 หลัก แต่ถึงวันนี้เขาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า ที่นี่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
"อบอุ่นจริงๆ นะ" เกริกยอมรับด้วยรอยยิ้ม ไม่เฉพาะราคาที่ไม่แพงจนเกินไปทำให้ใครๆ ก็สามารถเข้ามาชมได้ เสน่ห์ที่เขาหมายถึงก็คือ "จุดขาย"
"คุณต้องหาวิธีทำให้ได้ เช่น คุณจะบอกเลยว่า คุณมีครัวไม้สัก ที่เป็นไม้สักทองที่คนนั้นเคยใช้ น่าดูมากเลย นี่เป็นประวัติศาสตร์ที่คนจะมาดู เรามีจักรยานคันที่วิเศษมากเลย มีแค่ 2 ตัวในโลก 8 ตัวในโลก 50 ตัวในโลก คนก็จะมาดู เหมือนที่คนไปดูบ้านขนมปังที่คนทำขนมปังชิ้นแรกๆ ของเมืองนั้น เก็บค่าชมก็แพง เวลาไปดูก็เหมือนดูผงถ่ายก้อนนึง แต่เราก็ไปดู" เขาเปรียบเทียบ
"ความนิ่ง" ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พิพิธภัณฑ์กลายเป็น "จุดอ่อน" จนทำให้ที่ผ่านมา หลายๆ พิพิธภัณฑ์ต่างล้มหายตายจากไปอย่างน่าเสียดาย จริงอยู่ เพราะความเป็น "ของเล่น" ของเขาทำให้ที่นี่ค่อนข้างมีแต้มต่อ แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
"มันต้องมีระบบการจัดการด้วย คุณมาที่นี่คุณก็จะรู้ว่ามันเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่มันก็เป็นเหมือนบ้านที่เขาเปิดให้เข้าชม มันดูอบอุ่นมากกว่า ไม่เกร็งนะเนี่ย ดูสบายๆ ชิลๆ แล้วก็มีความสุขมากเลย นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้เป็น"
ไม่ต้องห่วงเรื่องความซุกซนตามภาษาเด็ก เพราะเมื่อขึ้นชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ ความระมัดระวังจะเกิดขึ้นกับคนเข้าชมเองโดยอัตโนมัติ
นอกจากนั้นแล้ว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่จะเป็นเหมือนแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นให้สำหรับชุมชนนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ จะช่วยสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งการสืบทอดวัฒนธรรมพื้นถิ่นของแต่ละท้องที่เอาไว้ได้เป็นอย่างดี
"ผมไปหมู่บ้านนี้ ผมก็อยากไปแวะวัดที่นี่ เพื่อที่จะได้ดูว่า พิพิธภัณฑ์ชุมชนเขาทำแล้วมันมีอะไรขยายผลแล้วมันน่าสนใจแบบไหน ตรงนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่จะส่งไปถึงคนกระหาย ใคร่อยากรู้พิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ต่อไปคุณต้องเริ่มจากกองเล็กก่อน แล้วกองใหญ่มันเป็นองคาพยพที่ท้าทายและน่าสนใจ ความเป็นศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ"
ดังนั้น สิ่งที่วันนี้ควรจะต้องมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งก็คือคำว่า "พิพิธภัณฑ์มีชีวิต"
"พิพิธภัณฑ์มีชีวิตอย่างไร คุณก็ต้องไปปรับเปลี่ยนของคุณอยู่บ่อยๆ คุณมาครั้งที่สองแล้วคุณจะรู้เลยว่า พิพิธภัณฑ์มันเปลี่ยน เขาเรียก กายภาพเปลี่ยนไปแล้วนะ น่าสนใจกว่าเดิมนะ พิพิธภัณฑ์พร่องลงไป เกิดจากอะไร ครั้งต่อไปต้องมาดูใหม่แล้วว่า ใหม่ตาหรือเปล่า ใหม่ความรู้สึกหรือเปล่า"
แน่นอน สิ่งเหล่านี้จะเกิดไม่ได้ หากไม่ถูกเพาะเชื้อไฟมาจากข้างใน ซึ่งใจต้องมาก่อนอันดับแรก อย่างที่นี่ถึงจะเป็นโลกของเด็กตัวโตอย่างเขา แต่ก็สามารถแบ่งปันให้คนอื่นร่วมบริโภค และสืบทอดความทรงจำอันมีค่าเหล่านี้ไปพร้อมกัน
"เพราะมันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ของแต่ละชิ้นมีความทรงจำ และมีวัฒนธรรมท้องถิ่นซ่อนอยู่ ซึ่งหากเรามองให้ดีเราก็จะพบคุณค่าจากอดีตเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย" เขาทิ้งท้าย







