ยิ่งเวลาของการเข้าร่วมเป็นตลาดเดียวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เราเรียกกันว่า AEC งวดเข้ามาเท่าไหร่
ก็ยิ่งเห็นชัดว่าใครที่ปรับตัวก็จะได้ประโยชน์มหาศาล ตรงกันข้าม ใครที่มะงุมมะงาหรา ไม่ยอมปรับตัว เก่งแล้ว แจ๋วแล้วก็จะตกขบวน ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย ภาคเอกชนนั้นไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก เขาเตรียมอะไรไปเยอะแยะแล้ว มีแต่ภาครัฐนี่แหละที่หลังจากให้โรงเรียนติดธงชาติอาเซียนจนธงเปื่อยไปหมดแล้ว ก็เพิ่งจะมาขยับตัวจริงๆ ปีสองปีนี่เอง
เป้าเหมายหนึ่งที่เราต้องแย่งชิงกันก็คือ นักท่องเที่ยว ที่แม้จะยังแยกเป็นแต่ละประเทศ แต่ก็มีความพยายามจะทำให้เป็นเป้าหมายการท่องเที่ยวเดียว ที่ใครจะมาย่านนี้ก็ขอให้เล็งเป้าปลายทางการเดินทางที่กลุ่มสมาชิก AEC นี่แหละ พอนักท่องเที่ยวมาแล้ว ทีนี้ก็ใช้ความสามารถดึงเอาก็แล้วกัน แล้วอะไรจะหาเงินง่ายเท่ากับกระเป๋านักท่องเที่ยวละครับ ให้เขาควักโดยความสมัครใจ ควักออกมาจับจ่ายเพราะชอบใจถูกใจ ไม่ใช่ไปจี้ ไปปล้น ไปฆ่าแย่งเอาเงินเขา
ช่วงเดือนก่อน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ชวนไปดูว่าเพื่อนบ้านอย่างพม่าเขาทำสินค้าในชุมชนหรือที่บ้านเราเรียกว่าโอทอปกันอย่างไร สินค้าต่างหรือเหมือนบ้านเราเอย่างไร เขาต่อยอด ทำเป็นที่พักหรือโฮมสเตย์ในหมู่บ้านหรือไม่ ซึ่งดูเผินๆ เหมือนว่ากรมการพัฒนาชุมชนมาเกี่ยวอะไรกับการท่องเที่ยว และอย่างที่ผมบอกไปว่าอะไรจะมาได้เงินเร็วเหมือนการท่องเที่ยว ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องสินค้าโอทอป ครั้นจะมารอปีหนึ่งเอาของมาขายในมหกรรมสินค้าโอทอปสักครั้งหนึ่งก็ดูจะงอมืองอตีนไปหน่อย แม้กระทั่งกรมการพัฒนาชุมชนก็ต้องทำงานเชิงรุกเหมือนกัน นักท่องเที่ยวมาแล้ว อย่าเพิ่งใช้เงินที่พม่าหมด มาใช้เงินที่ไทยด้วยนี่คือเป้าหมายเขา
เขาเลือกที่มัณฑะเลย์ เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจากต่างสารทิศเข้ามา ผมเคยไปดูงานกับหน่วยงานหลายหน่วย ผมว่าคงจะมีกรมนี้เองที่ดูงานจริงแบบครึ่งต่อครึ่ง ที่มัณฑะเลย์นั้นจะมีพิธีการล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ที่วัดพยาจี ซึ่งเริ่มตอนตี 4 ทุกวัน นักท่องเที่ยวจากสารทิศที่ไปพักแรมที่มัณฑะเลย์ ไปดูพิธีนี้ทั้งนั้น สำหรับชาวพุทธก็จะซื้อดอกไม้ธูปเทียนผ้าเช็ดหน้า(สำหรับส่งให้พระเถระผู้ใหญ่เอาไปเช็ดพระพักตร์พระมหามัยมุนี แล้วเอาผ้ากลับไปบูชา ขวดเปล่าสำหรับแบ่งน้ำที่ล้างพระพักตร์กลับไปบูชาเช่นกัน นี่เป็นการเข้าร่วมของคนที่นับถือศาสนาพุทธ แต่สำหรับคนต่างศาสนา เขาก็ตื่นไปดูแต่เช้า ไปดูว่าเราทำอย่างไรกัน
พิธีนี้ถือเป็นพิธีที่ทำมานาน ทำมาก่อนที่พม่าจะเปิดประเทศ ทำเพราะเป็นวิถีชีวิตประจำวันระหว่างศาสนาและผู้คน ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อโชว์นักท่องเที่ยว บรรยากาศก็ศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนที่มาร่วมก็มาเพราะศรัทธา มันก็ขายได้ บ้านเราถนัดสร้างอะไรที่มัน Fake ประเพณีอะไรที่ไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน(อาจจะเคยมีในอดีต แต่สังคมปัจจุบันไม่มี) เพียงผู้บริหารชอบก็ทุ่มเงินลงไป พยายามสร้างมันขึ้นมา ไปเกณฑ์คนมาทั้งนั้น พอผู้บริหารคนนี้ไป ใครก็ไม่เอา ก็ตัวมันขายไม่ได้ อย่าว่าแต่ฝรั่งจะไม่ดูเลย คนไทยยังไม่ค่อยไปดูเลยคุณ
พระมหามัยมุนีที่อร่ามสีทองทั้งองค์ ใช้ไฟส่องขับ ยิ่งอร่ามขึ้น พระพักตร์หน้าผ่องเพราะเช็ดถูทุกวัน องค์พระเนื้อนิ่มเพราะปิดทองมานาน พม่าเขาขายความเป็นทอง เจดีย์ทาสีทอง องค์พระอะไรก็ปิดทองหมด จุดดูงานที่ไปดูจึงเป็นแหล่งที่เขาตีทองคำแผ่น อยู่ในมัณฑะเลย์นั่นแหละ วิธีการคล้ายกับในบ้านเรา ใช้แรงงานทุบจนเป็นแผ่นบางยิ่งกว่ากระดาษ เขาแยกส่วน อันไหนทำโชว์นักท่องเที่ยว อันไหนที่ทำจริงๆ เพื่อส่งไปจำหน่ายทั่วประเทศ
อีกอย่างคือผ้าไหมพม่า เขาก็ทอแบบใช้กี่เหมือนบ้านเรานี่แหละ แต่วิธีที่ออกจะดูพิถีพิถันคือการทำเป็นลวดลาย ค่อยๆ วางที่ละเส้นในลายที่กำหนดมาแล้ว มูลค่าของงานจึงมีราคาค่อนข้างสูง สูงจนผมคิดว่ามีคนซื้อไปใช้หรือ ทั้งลวดลายที่ใช้ก็ดูจะเป็นที่นิยมเฉพาะในพม่า หาใช่การนิยมทั่วไปของสากลไม่ ทั้งส่วนใหญ่จะทอเป็นลายคล้ายผ้าซิ่น จะว่ามองแบบลำเอียงก็ยอมละ ผมว่าผ้าทอพม่ายังห่างชั้นผ้าทอไทย เอาผ้าไหมแพรวาของกาฬสินธุ์ มาเทียบกับผ้าทอไหมที่มัณฑะเลย์นี่คนละเรื่องเลย นี่แหละที่กรมการพัฒนาชุมชนเขาอยากเห็นกับตา อันไหนดี อันไหนด้อย จะได้เอามาพัฒนา เอามาต่อยอด หรือรักษาไว้
ส่วนการทำผ้าบาติกนั้น บ้านเราพัฒนาล้ำหน้าไปเยอะกว่ามากครับ แต่ก็อย่าเพิ่งไปเทียบกับอินโดนีเซีย ลายผ้าบาติกพม่าดูแปลกตาดี ถ้าอยากดูความไม่คุ้นตาของผ้าบาติกก็ได้เลย นอกนั้นก็ไปดูย่านที่แกะสลักหินอ่อนที่ใช้คนทุกเพศทุกวัยมาทำงานนี้กัน ทั้งหมดนี้ในมัณฑะเลย์เมืองเดียว ส่วนเมืองอื่นที่อื่นก็อาจจะมีสินค้าโอทอปที่ต่างไป แต่ไม่ได้ไปดู
ส่วนการที่จะทำเป็นหมู่บ้านโอทอปเลยนั้น ผมว่าที่พม่ายังห่างครับ ถ้าเป็นได้ก็คงจะยังเป็นแค่การผลิตในชุมชนส่งให้ร้านนำออกมาจำหน่าย จะให้ถึงขั้นพัฒนาบ้านช่อง ชุมชนให้เป็นที่พัก ให้นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้การผลิตสินค้าฝีมือชาวบ้านนั้นยังอีกไกล ไม่ใช่ไกลแต่พม่า เราเองก็ยังไกล เพราะตามสายตาผม สินค้าโอทอปของพม่าที่ทำยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องมารู้วิธีการทำ เพราะมันไม่ได้เป็นอัตลักษณ์จริงๆ ชนิดที่ทั่วโลกมีแห่งเดียว
ทีนี้มองเขาแล้ว แล้วเราล่ะมันใช่บ้างไหม ผมเห็นหลายที่ทำหมู่บ้านโฮมสเตย์ ขายประเพณี วัฒนธรรม ที่เป็นรูปเป็นร่างก็ที่โคกโก่ง กาฬสินธุ์ แต่โดนทั้งหมดก็ยังไม่ใช่ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องมาช่วยกันคิดต่อว่า แล้วยังไงคือใช่ทั้งหมด อย่าเอาเงินไปทุ่มสร้างประเพณีที่มันไม่มีอยู่แล้ว จริงอยู่อาจจะเคยมี แต่ถ้ามันหาย นั่นเป็นเพราะสังคมตรงนั้นเขาก็ไม่เอาแล้ว ไม่เข้ากับยุคสมัย ผมเห็นหน่วยงานท่องเที่ยวบางแห่งไปเค้นชาวบ้านให้ทำ เอาเงิน เอานักข่าวไปประชาสัมพันธ์ พยายามสร้าง 2-3 ปี มันก็ไม่เกิดครับ บอกแล้วว่าขนาดในชุมชนเองเขายังให้มันเลือนหายไปเลย ดังนั้นอย่าไปฝืน แต่ถ้าไม่รู้จะเอางานอะไรมาเป็นผลงานช่วงอยู่ในตำแหน่ง ต้องอันนี้ละ ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ แต่ประเทศเสียเวลาเปล่า แต่อันไหนที่มีอยู่ ชุมชนยังร่วมใจสืบสาน อันนี้ทำไปเถอะ ทำให้เป็นระดับโลกให้คนทั่วโลกอยากมา ไม่ใช่เที่ยวกันในไทยก็พอใจแล้ว แค่นี้ดูจะมักน้อยไปหน่อยผิดวิสัยผู้บริหาร
รู้เขารู้เรา เป็นเรื่องที่ควรอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคของการต้องอวดว่าบ้านเรามีอะไรดีกว่าเพื่อนบ้าน อย่าเหนียม อย่าทะนง โลกยุคใหม่เป็นโลกของการบอกว่าฉันมีดีอะไร จะนั่งพับเพียบในบ้าน รอให้คนขึ้นบ้านจึงจะเห็นว่าสวย ใครไม่ขึ้นไม่เห็น แบบนี้ไม่ได้ จะปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปทั้งหมด แม้กระทั่งเรื่องท่องเที่ยว





