เป็นอาจารย์ เป็นนักวิจัย เป็นหมอและเป็นนักดนตรี สิ่งที่ทำทั้งหมด ถ้าช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น ผู้ชายคนนี้ยินดี
ต้องบอกก่อนว่า คุณหมอคนนี้คิดนอกกรอบตั้งแต่เด็ก ถ้าจะว่ากันถึงสรรพคุณทางวิชาการและผลงาน คงยืดยาว
ถ้าอย่างนั้นขอเล่าสั้นๆ สักนิด เขาเป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุ 35 ปี เคยได้รางวัลผลงานวิจัยดีเด่น และเป็นนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ปี 2537 รวมถึงมีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ คือ องค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนารูปแบบการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
เขาเป็นนักอ่าน นักค้นคว้าที่ต้องรู้ลึก รู้จริง และเมื่อรู้แล้ว ก็อยากจะนำมาบอกเล่าให้ลูกศิษย์ คนไข้ และประชาชนทั่วไป ได้รู้บ้าง
แม้เรื่องเล็กๆ ที่คนมองข้าม ดื่มกาแฟดีต่อสุขภาพอย่างไร หรือระหว่างการพูดคุย คุณหมอบอกว่า
"แม้เราจะมียีนไม่ดี มีข้อบกพร่องทางกาย อ้วนไปนิด มีไขมันมากไป ถ้าตราบใดยังมีความสุขแบบนี้ สามารถปราบโรคภัยไข้เจ็บได้ ยกเว้นสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าออกกำลังกายหรือกินอาหารช่วยชีวิต ต้องทำด้วยใจความยินยอมมีความสุขจริงๆ "
หรือประมาณว่า "ยาไม่ได้ช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์ ป้องกันหรือชลอให้ช้าลงได้ แต่ต้องทำตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค กินอาหารช่วยชีวิตสิ "
และเรื่องราวที่ชาวโลกกลัว อีโบล่า ถ้าหน่วยงานในเมืองไทย ดูแล กักกั้น ป้องกันโรค ไม่ดีพอ...อีโบล่ามาแน่
นี่คือ เรื่องราวและวิธีคิดของศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ภาควิชาอายุรศาสตร์ (ประสาทวิทยา) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณหมอ ผู้รักดนตรีร็อค...
ต้องขอถามก่อนว่า ทำไมมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง
ที่สนใจเรื่องสมอง เป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัว ตอนนั้นคุณพ่อเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก ช่วงนั้นผมเป็นนิสิตแพทย์ ยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก ยังไม่ขึ้นวอร์ด ผมรู้สึกว่า การที่จะตัดสินว่าใครควรรักษา หรือ ไม่รักษา ตรงนั้นเป็นจุดที่สำคัญมาก ถ้าไม่รักษาอาจพลาดโอกาสที่ดี แต่ถ้ารักษาแล้ว อาจนำมาสู่จุดที่เป็นภาระกับครอบครัว เพราะฉะนั้นการมีความรู้เพื่อจะแนะนำให้ทางออกในการรักษา จำต้องมีข้อมูลที่ดีที่สุดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งคงดีกว่าการให้ความหวัง กรณีนี้ผมไม่ได้หมายความว่า การรักษาคุณพ่อของผมผิดพลาด แต่หมายถึงขณะนั้นเราเป็นลูก เราต้องมีความรู้ เพราะคุณหมอที่รักษาก็พยายามให้ข้อมูลที่ดีที่สุดแล้ว นั่นเป็นประเด็นหนึ่งที่พ่อผมโคม่าอยู่ 9 ปี เมื่อผ่าตัดแล้ว
ตอนนั้นผมอายุ 18-19 ปี ชีวิตก็เปลี่ยนเลย เพราะพ่อหาเลี้ยงครอบครัว ทำให้ผมเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร คำว่าเพื่อนก็มีทั้งเพื่อนจริงและเพื่อนปลอม ตอนพ่อผมเป็นปลัดกระทรวงฯ เคยมีคนเอาเงินใส่ลังมาให้พ่อผม พ่อเอาลังขว้าง แล้วบอกว่าจะเรียกตำรวจมาจับ ผมก็ถามว่าทำไมไม่เอา...
ตอนพ่อป่วยเดือนแรกๆ มีดอกไม้ของเยี่ยม เยอะมาก เดือนที่สอง ทั้งคนที่ทำงานและญาติพี่น้องหายหมด นี่คือความเป็นจริงของชีวิต คนเราต้องยืนด้วยตัวของเราเอง ตอนที่เรามีความทุกข์มีความหมายมาก ถ้ามีคนหยิบยื่นน้ำใจให้ ผมก็เลยคิดว่า การให้ขณะที่คนมีความทุกข์เป็นสิ่งสำคัญ แม้การเป็นหมอจะรักษาหายหรือไม่หาย ก็อีกเรื่อง ดังนั้นการที่เราให้ข้อมูลคนไข้ในการตัดสินใจว่า ญาติพี่น้องควรจะทำอย่างไรต่อ ก็ต้องให้หลักฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ให้ดีที่สุด มิฉะนั้นคนป่วยจะกลายเป็นภาระ คนเป็นโรคทางสมอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกะทันหัน ญาติจะแบกภาระขนาดไหน เรื่องนี้ผมเข้าใจดี อีกส่วนคือ ได้อาจารย์หลายท่านที่ดีในทางสมอง ที่สอนทางด้านประสาทวิทยา ผมก็เลยมีความชอบเรื่องนี้
เท่าที่ทราบ คุณหมอเป็นนักค้นคว้าตัวยงที่ต้องรู้ให้ลึก ?
ผมเป็นคนชอบซักถาม what where when why how แต่สิ่งสำคัญที่ถามคือ why และhow ผมมองว่า สิ่งที่เราได้จากตำราฝรั่งตอบปัญหาในประเทศไทยไม่ได้ ต้องตั้งคำถามเอง คำถามเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย โดยที่พวกฝรั่งอาจไม่สนใจ แต่เรานำมาใช้ในประเทศได้ ผมเป็นคนชอบถามตั้งแต่เด็กๆ ถามจนไม่กล้าถามต่อ เพราะคนจะมองว่า เราเป็นปัญหา ผมก็เลยต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง จริงๆ แล้วสมัยเรียนผมไม่ค่อยเข้าห้องเรียน เพราะส่วนใหญ่อาจารย์สอนตามตำรา ผมอยากได้ความสนุกและท้าทายในการเรียน ก็เลยเป็นที่มาในการอ่านหนังสือนอกตำรา อีกอย่างกว่าจะผลิตตำราด้านการแพทย์ภาษาไทยออกมาได้จะใช้เวลานาน ความรู้ข่าวสารใหม่ๆ ออกมาทุกนาที ทุกชั่วโมง ดังนั้นถ้าอ่านตำราในประเทศไทยอย่างเดียว ไม่ทันการณ์
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง แต่โยงเข้ากับชีวิตได้ทุกเรื่อง ?
ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมก่อน ซึ่งได้เรียนรู้เรื่องอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย ทำให้คิดเป็นองค์รวมเชื่อมโยงกัน พอมาฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมองก็โยงกับทุกเรื่อง จากประสบการณ์ที่เราเจอคนไข้ ตอนเรียนต่อที่อเมริกา ทำให้ผมค้นพบว่า การเป็นแพทย์ต้องเข้าใจวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานได้ระดับหนึ่ง จึงมีการแบ่งกลุ่ม แพทย์ที่ทำงานในห้องแล็บ คือกลุ่มที่สามารถทำงานมีความรู้พื้นฐานในห้องแล็บ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคนไข้ 20 เปอร์เซ็นต์ อีกกลุ่มเป็นแพทย์ที่รู้เรื่องโรคในคนไข้ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่มีความรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน 20 เปอร์เซ็นต์
ผมเป็นพวกครึ่งๆ กลางๆ รู้เรื่องในห้องแล็บพอสมควร และวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ผมก็ขยายความรู้ให้ตัวเอง ผมมองว่า หมอที่รักษาโรคในปัจจุบัน จะไม่สามารถทำอะไรสำเร็จได้ ถ้าไม่เข้าใจสมุหฐานของโรค หรือกำเนิดของโรคว่าทำไมเกิดความรุนแรง เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้แค่โรคคืออะไร ใช้ยาอะไร เราก็จะไม่เข้าใจว่า ยาชนิดไหน กลุ่มไหน มีความสำคัญ การรักษาของหมอจึงมีสองกลุ่มคือ กลุ่มที่ทำให้คนไข้รู้สึกสบายขึ้น โดยการบรรเทาอาการ อีกกลุ่มรักษาที่ต้นเหตุของโรค ถ้ารักษาแบบหลังได้ ก็จะช่วยหยุดยั้งและชะลอโรคที่ป่วยให้ช้าที่สุด ซึ่งส่วนนี้กระทบการทำงานของหมอทั้งโลก
ปัญหาคือ รักษาที่ปลายเหตุ ?
ยกตัวอย่างยาสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ ไม่ว่ายาตัวไหนที่อยู่ในโลกขณะนี้ เราจะพบว่า แค่บรรเทาอาการ ไม่ได้จัดการที่ต้นเหตุของโรค เหมือนโรคพาร์กินสัน ให้ยาแล้ว คนไข้เดินได้ มีชีวิตอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการให้ยาบรรเทาอาการพวกนี้ มีแนวโน้มว่า ให้ยาเกินจำเป็น หากให้ยาไปนานๆ ก็มีผลข้างเคียง แทนที่จะบรรเทาอาการ กลับกระตุ้นให้โรคไปเร็วขึ้น หรือรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าโรคพาร์กินสันที่มีการให้ยาเพื่อให้คนไข้สบายเหมือนคนปกติ ปรากฏว่า ภายใน 3-4 ปีคนป่วยโรคนี้ ไปเร็วมาก ซึ่งแตกต่างจากสมัยก่อนที่พยายามใช้ยา เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่อยู่ได้ประมาณ 25-30 ปี ซึ่งความคิดลักษณะนี้ หมอสมัยใหม่ไม่ค่อยเชื่อ แต่ปรากฏว่าปีที่ผ่านมามีรายงานจากต่างประเทศเยอะแยะว่า คนเป็นพาร์กินสัน สามารถอยู่ได้ 25-30 ปี โดยการใช้ยาเริ่มต้นปริมาณน้อยที่สุด และไม่เกินขนาดที่กำหนดไว้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดกระตุ้นไฟฟ้าต่างๆ ในเรื่องสมองเสื่อมก็เช่นเดียวกัน
กรณีสมองเสื่อม คุณหมอมองแตกต่างอย่างไร
การที่แนะนำเรื่องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและการดำรงชีวิต เพราะสามารถระบายของเสียที่เป็นต้นกำเนิดของอัลไซเมอร์ได้ ใครที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพ่อแม่เป็นอัลไซเมอร์ ย่อมมีความเสี่ยง ก็อาจชะลอการเกิดโรค แทนที่จะเกิดโรค 60 ปี ก็เกิดโรคตอน 90 ปี เรื่องนี้เป็นไปได้ โดยการเลือกรับประทานอาหาร ผมก็แจกข้อมูลและเขียนในหนังสือพิมพ์เรื่อง “อาหารช่วยชีวิต” เป็นตัวกำหนดภาวะในร่างกาย ซึ่งตรงนี้ผมไม่ได้พูดเล่นๆ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้ความรู้นี้ โดยสามารถระบุกลไกว่า ยีนตัวไหน เมื่อกินอาหารเข้าไปแล้วปรับเปลี่ยนและส่งผล และสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีของเสียที่ระบายในสมองมากขึ้น และคนไข้ดีขึ้น ซึ่งมีข้อพิสูจน์อยู่แล้ว และเดือนมีนาคมปีหน้า เราจะจัดนิทรรศการ รักษ์สมอง ที่สยาม พารากอน เรามีหัวข้อ “ท้าทายพิชิตโรคสมอง” เราท้าทายหมอ
เป็นกิจกรรมที่ท้าทายหมออย่างไร
ท้าทายหมอว่า ต้องเปลี่ยนความคิดจากการรักษาเป็นการป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค ถ้าโรคเกิดขึ้นแล้ว จะป้องกันไม่ให้โรครุนแรงอย่างไร และท้าทายว่า ยาที่ใช้รักษาบางชนิด เป็นการหลอกตัวเองและหลอกคนไข้ รวมถึงการรักษาโรค ไม่ใช่การรักษาที่ปลายเหตุ ต้องรักษาที่ต้นเหตุ
เป็นหมอต้องกล้าที่จะบอกคนไข้ตรงๆ ?
ผมกล้าพูดแบบนี้ และเคยไปพูดในที่ประชุมหลายแห่ง หมอต้องแบ่งเวลาหาความรู้ในเรื่องต้นเหตุของโรค และกลไกของโรคมากขึ้น ขณะนี้การเรียนหมอ เหมือนท่องสูตรสำเร็จ เพื่อให้สอบได้ปริญญา มีวุฒิบัตรเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ความรู้ขั้นพื้นฐานเหมือนถูกตัดตอน มีช่องว่างในการนำความรู้เหล่านี้มาใช้กับคนไข้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่าง ถ้ามียาออกมาใหม่ ถ้าเราเข้าใจการกำเนิดของโรคได้ดี หมอก็จะคาดเดาได้ว่า ยากลุ่มนี้จะรักษาได้ดีหรือไม่ดี เคยมีพวกฝรั่งมาถามผมว่า มียาชนิดหนึ่งรักษาโรคสมองได้ มีการศึกษาวิจัยด้วย และจะนำมาขายทั่วโลก ผมก็ดูสรรพคุณของยา ดูกลไกของโรค แล้วพบว่า ช่วยคนไข้ไม่ได้จริง แม้จะฮือฮาผ่านขั้นตอน แต่ไม่เชื่อว่าจะได้ผล เขาก็เชื่อ จึงไม่ได้โปรโมท ในที่สุดก็พบว่ายาไม่มีประสิทธิภาพจริงๆ ถ้าเรารู้กลไกของโรคมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราเลือกใช้ยาได้อย่างปลอดภัย ถ้าหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัย สมาคมผู้เชี่ยวชาญ มีความรู้และความกล้าที่จะประกาศออกมาว่า ยาบางชนิดแค่บรรเทาอาการเท่านั้น และยาที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เสียเงินเปล่า แต่ยังมีเรื่องผลข้างเคียงกับคนไข้ด้วย
ในวงการแพทย์ เรื่องยามีปัญหาเยอะ แต่ไม่ค่อยมีคนออกมาให้ความรู้ ?
แค่หมอดูแลคนไข้แต่ละวัน ก็แย่แล้ว ถ้ามาต่อสู้เรื่องพวกนี้อีก ก็เหนื่อย เพราะวงการแพทย์ก็ต้องการความช่วยเหลือจากบริษัทยา ถ้าพูดไปก็ขาดสายสัมพันธ์ ถ้าถามว่า ยารักษาได้ผลกี่เปอร์เซ็นต์ ผมคงตอบไม่ได้ แต่ผมมีหน้าที่ศึกษาหาความรู้ หมอมีหน้าที่พยุงชีวิตคนไข้ที่มีความเสี่ยง โดยใช้ความรู้ที่ถูกต้อง ผมพูดมาสิบๆปีว่า หน้าที่สำคัญของมหาวิทยาลัย สมาคมต่างๆ นอกจากให้ความรู้ ต้องออกมาปกป้องประชาชน
นั่นเป็นสิ่งที่คุณหมอพยายาม ทั้งการเขียนบทความ การเป็นวิทยากร และการสอนนักศึกษาแพทย์ แล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง
ผมออกไปพูดต่อสาธารณชนกว่า 20 ปี เพราะผมเป็นคนอ่านบทความด้านการแพทย์อยู่เรื่อยๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นแค่กรวด ทรายในมหาสมุทร ความรู้ที่มีน้อยมาก ขนาดผมอ่านเป็นบ้าเป็นหลัง อยู่ในรถไฟฟ้าก็อ่าน ผมก็ยังอ่านไม่ทัน เราพยายามใช้ความรู้ที่ดีมาช่วยคนไข้ แล้วหมอรุ่นน้องที่ต้องดูแลคนไข้ ก็ไม่ได้มีเวลาเยอะ เราก็พยายามเลือกความรู้ หรือแหล่งความรู้ที่ดีที่สุดย่อยให้พวกเขา เพื่อเป็นฐานในการต่อยอดความรู้
เน้นความรู้เรื่องสมองเท่านั้น?
ไม่ครับ เป็นเรื่องของมนุษย์ ผมไม่ได้คิดว่า สมองแยกจากอวัยวะส่วนอื่น ถ้าหมอสื่อสารกับคนไข้หรือญาติคนไข้ไม่ได้ ไม่เข้าใจเป้าหมายเดียวกัน หมอก็รักษาโรคไม่สำเร็จ สิ่งที่ผมพยายามบอกนักศึกษาแพทย์ ก็คือ การสื่อสารต้องมีหลักฐานชัดเจน ผมพูดมาเยอะ เคยมีคนขู่ฟ้องผม 6-7 เดือนที่ผ่านมา ผมเคยเขียนเรื่อง น้ำด่าง การล้างพิษ รวมถึงสเต็มเซลล์ หลังผมเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ มีคนโทรมาขู่ตอนเที่ยงคืน บอกว่า ลูกปืนราคาไม่กี่บาท หรือผมเขียนเรื่องข้อเข่าเสื่อม ถ้าทานกลูโคซามีนแล้วอาจทำให้ตาบอด คนที่ทำงานบริษัทยาในเมืองไทย ก็ออกมาพูดทำนองว่า ข้อมูลจากต่างประเทศบอกว่า มีประโยชน์ ไม่มีอันตราย ผมก็ตอบไปว่า ถ้าจะฟ้องร้องผม ให้ไปฟ้องสมาคมแพทย์สหรัฐอเมริกา ผมอ้างอิงตรงนั้น เพราะเป็นข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่กลั่นกรองแล้ว และตีพิมพ์ทั่วโลก
งานหลายอย่างที่ทำ คุณหมอให้ความสำคัญส่วนไหนมากที่สุด
งานค้นคว้าวิจัยเป็นงานท้าทายให้ประโยชน์ การวิจัยไม่มีใครตอบได้ว่า เรื่องที่เราคิดถูกหรือผิด ล่าสุดเราพยายามทำโครงการแม่แบบต่อสู้ต่อต้านโรคติดเชื้อแห่งชาติ ตอนนี้อยู่ที่คณะกรรมการใหญ่ เพื่อเสนอรัฐมนตรี เราเสนอโครงการไปห้าปี พันล้านกว่าบาท ก็ผ่านไปหลายขั้นตอน ศูนย์แห่งชาติส่วนนี้ ไม่ใช่งานของโรงพยาบาลจุฬาฯ แต่ทำงานร่วมกับหลายส่วน และมีพื้นที่แม่แบบ ที่เรากำหนดไว้แล้ว เพื่อส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปประเมินร่วมกับคนในพื้นที่
เป็นโครงการระดับชาติ ?
เป็นโครงการขนาดใหญ่ เพื่อตอบโต้โรคระบาด ในขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขทำงานได้ดีมาก แต่ยังไม่ประสานกับการทำงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเองเป็นแค่พลทหารที่ยังดูแลรักษาคนไข้อยู่ ผมไม่ใช่คนออกนโยบาย หรือสั่งใครได้ แต่การดูแลคนไข้ทุกวัน การไปเยี่ยมหน่วยในต่างจังหวัด ทำให้ผมรู้ว่าปัญหาคืออะไร และเรามีเพื่อนๆ น้องๆ อยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ผมก็เลยเอาปัญหาเหล่านี้มาหารือ ซึ่งเป็นโครงการแม่แบบในการตั้งศูนย์แห่งชาติ ผมเสนอมาหลายรัฐบาล แต่ยังไม่สำเร็จ
ส่วนงานวิจัยเพื่อพิสูจน์ว่า โรคติดเชื้อในสมองที่เราเข้าใจตามตำราฝรั่งถูกต้องไหม มีหลายเรื่องที่เราค้นพบ อย่างเชื้อไวรัสในสัตว์ที่เราทำการทดลอง อีโบลาเข้ามา เราสามารถตรวจได้วันนั้นเลยเพราะเราทดลองตรวจในสัตว์มาสามปีแล้ว นี่คือการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อม โรคติดเชื้อที่จะทำในศูนย์แม่แบบแห่งชาติ เป็นเรื่องแรกที่ผมจะทำ ส่วนเรื่องพิษสุนัขบ้าในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง ผมทำมาอย่างต่อเนื่อง
สี่ปีที่แล้วเราทำแผนที่สมองหมาไทย เพราะขณะนั้นเราอธิบายไม่ได้ว่า คนหรือหมาที่เป็นพิษสุนัขบ้าตาย เราจับหมาเข้าไปตรวจคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสมองในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แม้บอกอะไรไม่ได้มาก แต่เป็นการพัฒนาอีกขั้น พอได้แผนที่สมองหมาไทย ก็อธิบายว่าโรคพัฒนาไปได้อย่างไร โดยอาจารย์จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ เป็นหัวหน้าโครงการแผนที่สมองคนไทย ทำการวิจัยคนปกติ 600 คน ผมมีส่วนทำในเรื่องสมองอักเสบ ผมก็ใช้วิธีใหม่ในการตรวจว่า คนที่เป็นสมองอักเสบด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อดูการพัฒนาของเชื้อ
เพื่อนำไปสู่คำตอบใด
เพื่อหาข้อมูลว่า การอักเสบส่วนนี้มาจากเชื้ออะไร โดยไม่ต้องหาดีเอ็นเอ และทำนายว่า โรคจะรุนแรงแค่ไหน แผนที่สมองไม่ว่าหมาหรือคน สามารถโยงกับการรักษาพิษสุนัขบ้า เป็นงานต่อเนื่องที่ผมเคยได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติ เนื่องจากศูนย์ที่ผมทำงานเป็นหน่วยปฎิบัติการด้านสมองของสภากาชาด จุฬาฯ ถ้าเราทำแต่เรื่องหมากับอีโบล่าดูไม่เข้ากับชื่อ เราทำเรื่องสมองเสื่อมมานาน เราก็คิดว่า เทคนิคและวิธีการความรู้ต่างๆ ของโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ วิธีการอธิบายและงานวิจัยไม่ต่างกัน ก็ผันความรู้มาใช้กับโรคอัลไซเมอร์ เหมือนที่บอกไปว่า กินอะไรเข้าไป เราก็เป็นแบบนั้น ซึ่งหมอต้องมีความรู้มากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ เพื่อจะอธิบายคนไข้ได้ถูกต้องและละเอียดในการสั่งยาแต่ละชนิด โรคสมองเสื่อม ถ้าไม่ป้องกันตั้งแต่เด็กๆ เป็นอัลไซเมอร์ได้ กว่าอาการของโรคจะเกิดขึ้น ต้องใช้เวลา 15-20 ปี เนื่องจากการสะสมของสารพิษในสมอง
อัลไซเมอร์ป้องกันได้ ?
ถ้าเป็นโรคนี้ตอนอายุ 60 ตอนอายุ 40 กว่าๆ จะเกิดสารพิษในสมองแล้ว ถ้าไม่เตรียมตัวตั้งแต่ร่างกายแข็งแรง ก็จะป่วยด้วยโรคนี้ หากคนในครอบครัวป่วยมาก่อน จะต้องกินอาหารชะลอไม่ให้สมองเสื่อมเร็ว หรือเส้นเลือดตีบตันในหัวใจหรือสมอง ผมพยายามย้ำเรื่องอาหารช่วยชีวิต แต่ถ้าจะออกกำลังกายเป็นบ้าเป็นหลัง เราพบว่าการออกกำลังกายโดยไม่มีความสุขกลับตายเร็ว
แทนที่จะยืดอายุ กลับตายเร็ว ?
คนไข้ที่หมอให้ไปออกกำลังกายเดินสายพาน แล้วใจจดจ่อว่า จะครบกำหนดเวลาหรือยัง จะได้เลิกเดิน ลักษณะแบบนั้นเป็นความเครียดอย่างสูง ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า คนที่เครียดหรือไม่มีความสุขจะทำให้การสื่อสารเส้นใยประสาทในสมองผิดปกติ มีผลร้าย มีข้อมูลออกมาเรื่อยๆ ว่า ถ้าดื่มกาแฟหรือกินช็อกโกแลต พริก ผัก ผลไม้ แม้คนเหล่านี้จะมียีนไม่ดีในตัว แต่ปรากฏว่าคนเหล่านี้อายุยืน ทั้งๆ ที่ดื่มกาแฟ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย กินเนื้อ กินขาหมู พวกนี้กลับไม่ตายเร็ว อีกอย่างคนจำพวกที่มีความสุข จะมีชีวิตอยู่นาน ต่างจากคนที่ไม่มีความสุข แม้จะได้ยาดี ก็ตายเร็ว อย่างข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ แม้ว่าจะมียีนที่ทำให้ตายเร็ว แต่ถ้ามียีนดีสักตัวสองตัว แล้วเขามีความสุข เมื่อวัดจากดัชนีความสุขหรือสารเคมีต่างๆ ในร่างกาย ปรากฏว่า คนพวกนี้กลับอายุยืน
คุณหมอให้นิยามความสุขต่างจากคนอื่นไหม
ผมคงนิยามไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความพอใจในตัวของเราเอง ในทางศาสนาพุทธสอนไว้เยอะ ผมคงพูดให้สละสลวยเหมือนท่านอาจารย์พุทธทาสหรือครูบาอาจารย์คนอื่นๆ ไม่ได้ ความสุขอยู่ที่ใจ แต่ไม่ใช่ความสุขที่อยากได้มากกว่านั้น ความสุขของผมอยู่ที่การให้ สมัยก่อนผมคิดว่า ให้แล้ว คนต้องทำตาม แต่ตอนหลังรู้สึกหวังมากไป จึงคิดว่า เรามีความสุขที่ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา เขาจะทำได้หรือไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ผมก็ต้องปรับเปลี่ยน อีกอย่างลูกที่พาพ่อแม่มาหาหมอ พวกเขาต้องไม่ทะเลาะกัน อย่างผมมีคนไข้อายุ 85 ปี ลูกมาฟ้องว่า แม่ชอบกินทุเรียน คนไข้อีกคนอายุ 91 ลูกฟ้องว่า พ่อกินข้าวขาหมูทุกวัน บอกให้หมอห้าม ผมก็เลยบอกว่า ถ้าคุณอายุ 91 กินข้าวขาหมูได้ ก็กินต่อไป เพราะคุณลุงมีความสุขดี เป็นเบาหวานนิดหนึ่ง อายุขนาดนี้ จะไปตัดความสุขเขาทิ้งหรือ
ความสุขส่งผลต่อร่างกาย ?
จิตใจกับร่างกายส่งผลซึ่งกันและกัน แม้เราจะมียีนไม่ดี มีข้อบกพร่องทางกาย อ้วนไปนิด มีไขมันมากไป ถ้าตราบใดยังมีความสุขแบบนี้ สามารถปราบโรคภัยไข้เจ็บ ยกเว้นสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นไม่ว่าออกกำลังกายหรือกินอาหารช่วยชีวิต ต้องทำด้วยใจความยินยอมมีความสุขจริงๆ
แนวโน้มโรคสมองที่เกิดขึ้นกับคนไทย ตอนนี้เป็นอย่างไร
เราหันมาใช้ชีวิตแบบฝรั่ง ก็ตายแบบฝรั่ง เพราะเรามีระบบประชานิยมว่า เป็นอะไรก็รักษาได้ แต่ใช่ว่าจะหายแบบปกติ เราต้องเปลี่ยนความคิด การมีหลักประกันสุขภาพ ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ตาย หรือไม่ได้หมายความว่า คุณป่วยเป็นโรคแล้วจะรักษาเหมือนปกติได้ ถึงคุณกลับมาเหมือนคนปกติ อวัยวะนั้นก็เสียหายไปเยอะ และพร้อมจะป่วยได้อีก เพราะฉะนั้นการป้องกันก่อนเกิดโรคดีที่สุด ในทุกโรงพยาบาล ห้องผู้ป่วยนอกสำคัญกว่าผู้ป่วยใน ถ้าหมอใช้ฝีมือรักษาไม่ให้คนไข้ป่วยหนักจนเข้าไอซียู นั่นแหละคือความสำเร็จ ถ้าโรงพยาบาลไหนมีเตียงว่างในไอซียู หรือตามวอร์ดมีคนไข้น้อย แล้วคนไข้นอกที่เข้ามาเดินได้ทั้งหมด นั่นแหละโรงพยาบาลที่ได้รางวัล แต่ไม่มีโรงพยาบาลแบบนั้น
ปัญหาก็คือ คนไข้เต็มโรงพยาบาล ?
เมื่อเป็นโรคแล้วไม่ได้รับบริการตามที่หวัง ไม่หายป่วย คนไข้ก็เครียด หมอก็ทำงานไม่ไหว คนไข้ก็ไม่พอใจ อีก 5 ปี ถ้าระบบไม่เปลี่ยน ไม่น่าจะมีหมอเหลือในโรงพยาบาลรัฐ หมอที่เหลือจะอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน เพราะงานไม่หนักเหมือนโรงพยาบาลรัฐ ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาตอนนี้หรือแก้ระบบได้ ก็แย่ แพทย์โรงพยาบาลชนบทกับแพทย์โรงพยาบาลจังหวัดเคยทะเลาะกัน ต่างมีเหตุผลถูกทั้งสองฝ่าย ถ้าบอกว่า ระบบการป้องกันโรคในโรงพยาบาลชุมชนทำได้ไม่เต็มที่ ก็เนื่องจากความรู้บุคลากรและประชาชนไม่สนใจป้องกันโรค ทำให้โรคพัฒนาหนักขึ้น อีกอย่างคนยังมีความคิดว่า ป่วย ก็เข้าโรงพยาบาล
บทบาทการเป็นอาจารย์แพทย์ ช่วยเปลี่ยนทัศนคติแพทย์รุ่นใหม่ได้มากน้อยเพียงใด
ท้อใจเหมือนกัน การเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ก็แค่กลุ่มเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็จะถูกหล่อหลอมเป็นแบบเดิม เพราะสิ่งแวดล้อมทำให้เป็นหุ่นยนต์ มีหมอที่อุทิศตัวบ้าง ลูกศิษย์บางคนกลับมาเล่าให้ฟังและร้องไห้ว่า ไปทำงาน 30 วัน ต้องอยู่เวร 28 วัน ถ้าไม่แก้ระบบ คนดีก็ถูกผลักออกนอกระบบ กระทรวงวิทยาศาสตร์ต้องออกมานำเรื่องความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และสาธารณสุข เราอาจจะหวังให้สมาคมแพทย์ต่างๆ ซึ่งมีภาระฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ สอนหมอให้เป็นมนุษย์ ซึ่งมีการสอนกันน้อยมาก
ผมเองมีชั่วโมงตรวจคนไข้นอก เพื่อสอนหมอทั้งโรงพยาบาลเรื่องสมองในวันพฤและศุกร์ อาทิตย์ละสองวันจะมีนักศึกษาติดตามผมสิบกว่าคน จะใช้เวลาดูคนไข้ด้วยกัน เราจะเปลี่ยนวิธีการสอนคนไข้เหมือนเลคเชอร์ข้างเตียง หนึ่งชั่วโมงที่หมอมายืนล้อมรอบ คนไข้ไม่ต้องการฟังหมอสอนลูกศิษย์ คนไข้ต้องการหายให้เร็วที่สุด และเขาอยากรู้ว่า เขาเป็นโรคอะไร ระดับไหน ต้องรักษาแบบไหนให้เร็วที่สุด ผมเคยถามคนไข้ที่นอนเป็นอาทิตย์ว่า รู้ไหมเป็นโรคอะไร เขาไม่รู้
ผมเพิ่งคุยกับหมอรุ่นน้องว่า ผมตั้งคำถามว่า ถ้าคุณพ่อคุณแม่หมอป่วยนอนโรงพยาบาล หากต้องรอสองวันถึงจะได้ตรวจ หรือคิวผ่าตัดสมองเต็ม หมอจะทำยังไง ผมเคยเสนอท่านเลขาธิการสภากาชาดไทย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่า เมื่อเครื่อง MRI ที่มีอยู่ห้าเครื่องในโรงพยาบาลจุฬาฯ ใช้ตรวจในเวลาราชการเท่านั้น และไม่เพียงพอกับความต้องการประชาชน ทำไมไม่หาผู้เชี่ยวชาญข้างนอกมาทำงานในช่วงเวลา 16 ชั่วโมงที่เหลือ เพราะคนป่วยมากมายต้องรอคิวตรวจหลายเดือน
ในเรื่องอาหารช่วยชีวิต บางทีมีความเชื่อไม่เหมือนกัน ?
มีคนบอกว่าให้กินไข่แดงวันละสามฟอง ช่วยเรื่องอัลไซเมอร์ได้ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีหลักฐานชัดเจนว่า คนที่อายุ 40 ถ้ากินไข่แดงทุกวัน จะทำให้เส้นเลือดตีบเร็ว หลังจากรายงานนี้ มีข้อมูลอีกว่า พิสูจน์แล้วว่า ในไข่แดงมีสารที่ถูกปรับเปลี่ยนในลำไส้ให้กลายเป็นสารพิษ โดยที่ไขมันไม่เพิ่มขึ้น คนที่อายุ 40 ถ้ากินไข่แดงเยอะ อันตราย โดยเฉพาะคนเป็นเบาหวาน อ้วน มีโรคหัวใจ ถ้าจะกิน ควรกินวันเว้นวัน เพราะไข่แดงมีอยู่ในขนม ข้าวผัด ฯลฯ อีกเรื่องที่เป็นความเชื่อใหม่ คือ การกินเนื้อแดง ทำให้ลำไส้มีสารพิษ ดังนั้นคนโบราณที่บอกว่าให้กินปลา อย่ากินเนื้อ อันนี้ถูกต้อง แม้ข้อพิสูจน์จะมาจากการสังเกต เราควรเลิกกินเนื้อ อย่างผมกำลังจะเลิกกินเนื้อหมู
ถ้าจะกินเนื้อหมู เราต้องปรับเปลี่ยนโรงฆ่าสัตว์ เนื่องจากวิธีการฆ่า ต้องไม่ทำให้มันรู้ว่า มันจะถูกฆ่า แต่หมูบ้านเรารู้ตัวว่ามันกำลังจะตาย ในอเมริกาก็มีโรงฆ่าสัตว์ แต่ไม่ทารุณเหมือนเมืองไทย เพราะมีการออกแบบให้มันไม่รู้ว่า จะถูกฆ่า
เห็นบอกว่า เล่นดนตรีเป็นอาชีพด้วย ?
ผมเคยเล่นดนตรีตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ ไม่ได้เล่นมาสามสิบปี จนปี 2547 ผมอยากเล่นดนตรี ก็ไปซื้อกีตาร์มาตัวหนึ่ง แต่ครูดุมาก ก็เลยเรียนเอง เพราะเพื่อนเป็นนักดนตรีอาชีพเยอะ ก็ไปเล่นตามร้านเล็กๆ เมื่อก่อนเล่นอาทิตย์ละวัน ตอนนี้เล่นอาทิตย์ละสามวัน วันละสามชั่วโมง นี่ถือเป็นอาชีพ ถ้าเล่นผิดก็ตกงาน ไม่มีใครให้เล่น
เอาเวลาช่วงไหนฝึกซ้อม
ไม่ค่อยได้ซ้อม คนเล่นกีตาร์ ก็มีสูตรของตัวเอง อย่างมีสเกลหลายแบบ ผมก็จำเก็บไว้ในมือถือ ว่างๆ ก็ฝึกฝน อาจใช้เวลาสิบห้านาที ผมก็มีแบบสเกลอยู่หนึ่งแบบ ผมก็อยากมีเวลาฝึกซ้อมแบบนักดนตรีอาชีพทั่วไป แต่ไม่มีเวลา ที่ทำได้คือ เวลาผมเดินมาทำงาน ผมก็นึกว่า ถ้าผมเล่นเพลงนี้ แล้วผมจะใช้ทางเดินโซโลยังไง ผมก็โซโลไม่เหมือนชาวบ้าน ผมก็เล่นแบบอิมโพร์ไวท์ ซึ่งในวงที่ผมเล่นดนตรีด้วยค่อนข้างประชาธิปไตย ผมเล่นสไตล์เฮฟวี่ร็อค
เป็นงานอดิเรกที่ผ่อนคลาย ?
ถ้าเราเปลี่ยนโลกไม่ได้ ก็ต้องมีที่ยืน มีความสุขสักสามชั่วโมง เล่นดนตรีผมได้อะไรมากมาย มีเพื่อนเป็นพ่อค้า วิศวะ นักธุรกิจ แรกๆ พวกเขาก็ไม่รู้ว่าผมเป็นหมอ เราก็ได้รู้ว่าเขาคิดยังไง ก็เคยเล่าให้เพื่อนหมอฟังว่า เราคิดว่าเราเป็นพระเจ้าในไอซียู เราสั่งว่า ต้องฉีดยานั่นนี่ เหมือนกำหนดชีวิตได้ เหมือนเราเหนือกว่าคนอื่น แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น ลึกๆ แล้วคนเป็นหมอตัวตนสูง เราต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้เหนือกว่าใคร เพราะผมมีเพื่อนหลายแบบ เป็นเจ้าของบาร์เกย์ก็มี ผมก็เลยเข้าใจ
คุณหมอคิดนอกกรอบตั้งแต่เมื่อไหร่
ตั้งแต่เด็กๆ ตอนอายุ 35 เป็นศาสตราจารย์ วิจารณ์ระบบคณะแพทย์ศาสตร์ในจุลสาร หนังสือก็เลยถูกเผา ผมต้องยอมรับว่า มีความเครียดตลอด เมื่อเห็นความไม่ถูกต้องในระบบ ผมไม่ชอบ อย่างถนนหน้าสวนลุมพินี มีคนมาจอดรถซื้ออาหาร เวลารถคนไข้จะเข้าโรงพยาบาล ก็เข้าไม่ได้ เพราะคนคิดว่า ตัวเองสำคัญที่สุด
มีความเครียด...ก็ไม่มีความสุขสิ ?
ผมพยายามผันความเครียดเป็นการให้ ทั้งๆ ที่รู้ว่า เราไม่สามารถเปลี่ยนระบบทุกอย่างได้ เหมือนเราแบกโลกไว้ในบ่า ในฐานะคนๆ หนึ่งที่จะช่วยสังคมได้ เราก็ทำ ผมเชื่อว่า ถ้าเราเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไม่ได้ หรือเปลี่ยนความคิดในการรักษาไม่ได้ ต่อให้เรารวยแค่ไหน เราก็ใช้เงินทั้งหมดได้แค่พยุงโรคภัยไข้เจ็บ
อยากเปลี่ยนอะไรมากที่สุดในประเทศนี้
ระบบการศึกษา เพราะระบบการศึกษาเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมาล้มเหลว ถ้าถามว่า ทำไมหมอปัจจุบันเป็นแบบนี้ พวกเขาสะสมมาตั้งแต่เรียนอนุบาล จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ เมื่อเราเห็นว่ามันแย่ ทำไมเราไม่ช่วยกัน
อีโบล่าจะมาถึงเมืองไทยไหม
น่าจะเข้ามา ซึ่งเป็นการคาดเดาจากข้อมูลที่เป็นจริง เพื่อนผมที่อยู่ฮาร์เวิร์ดไปที่ไลบีเรีย พบว่า ที่นั่นคุมไม่ได้แล้ว มีคนติดเชื้อพยายามเล็ดลอดออกจากพรมแดนประเทศ แล้วขึ้นรถไปสนามบินประเทศเพื่อนบ้าน บางทีหน่วยตรวจคนเข้าเมืองก็ตรวจไม่เจอ เพราะคนเหล่านั้นไม่มีอาการ หรือมีอาการแล้ว กลั้วปากด้วยน้ำเย็น กินยาแก้ปวด พอใช้ปรอทวัดไข้ ไข้ไม่ขึ้น ก็ผ่านมาได้ คนเหล่านี้แพร่เชื้อได้ เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว มีคนอินเดียสี่คนติดเชื้อในไลบีเรีย พวกเขาคิดว่าอยู่ที่นั่นคงรักษาไม่ได้ ก็ออกจากประเทศนั้น ทางเราก็ประสานกับกระทรวงสาธารณสุข เมื่อมีคนสงสัยว่าจะติดเชื้อ ก็ต้องป้องกัน พยายามวินิจฉัยให้เร็วที่สุด อีกอย่างทางเราก็ช่วยฝึกอบรมเรื่องการใส่เครื่องป้องกัน และฝึกอบรมคนไปตรวจศพ แล้วให้โรงพยาบาลทุกแห่งมีความพร้อม ตอนนี้ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ เอง ยังไม่มีความพร้อมในการรับคนไข้อีโบล่า ยังอยู่ในกระบวนการให้ความรู้ พยาบาลที่นี่ก็รู้สึก มันน่ากลัว
คุณหมอคิดว่า โรคนี้น่ากลัวไหม
น่ากลัวมาก ถ้ามีคนเข้ามาแพร่เชื้อ คงไม่มีใครออกจากบ้าน มาขึ้นรถเมล์ ขึ้นบีทีเอส หรือรถใต้ดิน เพราะเชื้อออกมาทางเหงื่อ น้ำตา น้ำลาย ไอ และที่สำคัญคนไข้พวกนี้จะท้องเสียมหาศาล จะแพร่เชื้อได้เร็ว แค่ไอจาม เชื้อติดเสื้อผ้า แล้วคนๆ นั้นเผลอไปป้ายจมูก ก็ติดเชื้อแล้ว





