อีกเรื่องราวดีๆของคนคิดบวก คุณหมอตัวเล็กๆ ที่พาผู้คนไปเรียนรู้เรื่องดีๆ
เป็นหมออีกคนที่คิดบวก พยายามสื่อสารเรื่องดีๆ ให้คนในสังคมได้รับรู้ผ่านบทความ โดยเล่าถึงผู้คนที่ทำเรื่องดีๆ รวมถึงภาพยนตร์ดีๆ และหนังสือดีๆ นอกจากนี้ยังจัดรายการวิทยุ และพาคนหนุ่มสาวไปเรียนรู้เรื่องดีๆ ในชุมชน โดยปัจจุบันคุณหมอชาตรี เจริญศิริ เป็นผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนและประสานงานเขต สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และที่ปรึกษาวิชาการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาในพื้นที่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน/อำเภอ (Community/District Health System)
ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณหมอเชื่อมั่นในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสังคม จึงชักชวนนักวิชาการ นักวิจัย ที่สนใจประเด็น "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งผลต่อสุขภาพ" มาช่วยกันทำงานเชิงนโยบายและจัดการความรู้ ขณะนี้อยู่ระหว่างตั้งวงหารือกรอบความคิด โดยก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ,เคยทำงานที่โรงพยาบาลเรณูนคร จ.นครพนม และโรงพยาบาลน่าน เคยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารเพื่อชุมชนของ สกว. ฯลฯ
เรื่องดีๆ ที่คุณหมอเคยสื่อสารในกิจกรรม“ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ” คุณหมอคิดเห็นอย่างไร
ผมเคยเขียนในคอลัมน์ เล็กไปใหญ่ หนังสือ สานพลัง ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้บทเรียนแก่คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตติดดิน แต่ต้องมาแก้ปัญหาชีวิตในเมืองหลวงที่ไม่มีปัจจัยอำนวยความสะดวกใดๆ ตอนนั้นเพื่อนที่เป็นพยาบาล ทำงานในเครือข่ายพุทธิกาเล่าให้ฟัง (ปี 2554) รับคนประมาณ 20 คนเข้าร่วม โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นผู้บริหารโครงการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้คนเหล่านั้นสัมผัสความเป็นจริง แต่ละคนไปจุดนัดพบที่ต่างกัน
มีผู้บริหารหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงคนหนึ่ง เมื่อไม่มีเงิน เธอเลือกใช้วิธีเดินเพื่อไปถึงจุดนัดหมาย ทั้งๆ ที่มีรถเมล์ฟรี แต่เธอไม่รู้ เนื่องจากชีวิตประสบความสำเร็จ ก็เลยอายที่จะขออาหารและน้ำคนไม่รู้จัก เพราะไม่เคยทำ และมีคนแซวเธอว่า "พี่ไม่รู้หรือว่ามีรถเมล์ฟรี" ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการมองโลกผ่านสายตาตัวเองต่างกัน เนื่องจากภูมิหลังและความไว้วางใจ เมื่อมีบางอย่างที่ไม่สามารถควบคุมได้ พวกเขาจึงวางตัวไม่ถูก จากโครงการนี้ ผมคิดว่า การขอความช่วยเหลือบางอย่างในเมืองหลวง แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ บางทีคนอาจไม่เห็นความสำคัญ และไม่เชื่อว่า คนเราจะไม่มีมือถือ เพราะไม่ไว้วางใจ ดังนั้นถ้าคนเราขาดอุปกรณ์ หรือ ตัวช่วยที่สำคัญสองอย่างคือ 1. อำนาจ หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน เพื่อให้คนอื่นทำสิ่งต่างๆ ให้ และ2. เงิน คนก็ต้องใช้สิ่งที่ตัวเองมี ต้องพยายามให้คนอื่นเชื่อว่า เราลำบากจริงและต้องการความช่วยเหลือ แต่สังคมปัจจุบัน คนเราอยู่กับตัวเองมากไป จนไม่สนใจคนรอบข้าง จะติดต่อสื่อสารกับใคร ก็ต้องผ่านเทคโนโลยี หรือถ้าอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ ก็ต้องมีเงิน มันผิดเพี๊ยนไปจากสังคมที่มีน้ำใจ คนที่ร่วมกิจกรรมก็ได้เรียนรู้ว่า คนเราต้องมีสติกับการใช้สิ่งของ ให้เงินเป็นแค่ตัวช่วยหรือผุู้รับใช้ แต่ชีวิตคนเราต้องมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นมากขึ้น
เห็นบอกว่า คุณหมอเคยลาออกไปทำสวนอยู่พักหนึ่ง ?
ปี 2553 ผมลาออกไปทำสวนอยู่สองเดือน ปลูกกล้วยสามร้อยกว่ากอ ถ้าเราเป็นชนชั้นกลาง เป็นข้าราชการมีบำนาญเล็กน้อย เราอยู่ได้ แต่ถ้าเป็นเกษตรกรมีหนี้สิน ก็ลำบาก ผมคิดว่า คนกรุงเทพฯที่ใช้ชีวิตแบบนั้นทำได้
แล้วทำไมกลับมาทำงานประจำ
มีคนชวน เพราะเสียดายความรู้ผม และนี่เป็นภาระกิจช่วยชาติ เคยมีเพื่อนคนหนึ่งบอกว่า รู้ไหม สมัยหนึ่งเราอยากทำงานโครงการเพื่อสังคมระดับใหญ่ๆ แต่พอเราเข้าวัยกลางคน เราทำสิ่งที่เราชอบ หน้าที่ผมคือ เชื่อมโยงกับหลายฝ่าย เราเป็นกลไกเล็กๆ ทำบางอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจ บ้านผมที่เมืองน่าน ผมก็เป็นเลขาของคณะกรรมการเมืองเก่า ผมขี่จักรยานไปทั่วเมืองน่าน ผมเชื่อว่า คนเราถ้าทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น แล้วค่อยๆ ทำ มันทำได้ อย่างผมติดตามเศรษฐกิจมหภาคของโลก ผมรู้สึกว่าเรื่องเงินตราเล็กลงเรื่อยๆ อย่างราคาทอง ผมก็ซื้อทองไว้จำนวนหนึ่ง ราคาทองขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่า ถ้าเราซื้อวันนี้ พรุ่งนี้กำไร เหมือนคนซื้อที่ดิน เราก็คิดว่า ราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมมองว่า ราคาเป็นตัวเลขสมมติ อาจผันแปรไปเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันคนที่ดูแลพ่อแม่ของเรา กลายเป็นคนพม่า เพราะเราไม่มีเวลา จึงต้องจ้างคนดูแล
ต่างจากอังกฤษ สมัยมาร์กาเรต แธตเชอร์ ธุรกิจถูกแปรรูปเป็นของเอกชน แต่อนุญาติให้ผู้ชายลามาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก และผู้หญิงสามารถลาเป็นปีเพื่อเลี้ยงลูกโดยเก็บตำแหน่งไว้ แต่สังคมไทยมองเฉพาะแรงงานและผลผลิตอย่างเดียว พระไพศาล บอกว่า เงินสร้างความสุขให้เราได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง เมื่อเรามีเงินเพิ่มขึ้นสองเท่า ความสุขของเราอาจเท่าเดิม หรืออาจลดลงก็ได้ ท่านยกตัวอย่างสังคมอเมริกันร้อยปีที่แล้ว มีเงินสองดอลล่าร์อยู่ได้ทั้งวัน แต่เมื่อมีเทคโนโลยีการผลิตทำงาน 4 ชม.ได้สองดอลล่าร์ แล้วเอาเวลาที่เหลือเข้าโบสถ์ เยี่ยมญาติพี่น้อง แต่เมื่อมีตลาดหุ้นวอลสตีท คนอเมริกันก็คิดว่า ทำไมฉันต้องพอใจแค่สองดอลล่าร์ 4 ชั่วโมงที่เหลือก็น่าจะหาเงินเพิ่มอีก โลกจึงเปลี่ยนเป็นสมการคณิตศาสตร์แบบนี้ไปเรื่อยๆ
ผมคิดว่าคนไทยสมัยนี้ ปริมาณเงินที่หาได้กับความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ไม่ได้ไปด้วยกัน ผมเคยคุยกับแท็กซี่คนหนึ่ง เขาเล่าว่า ชีวิตล้มไปสามครั้ง ครั้งแรก-ภรรยาหนีไปอยู่ชายอื่น ครั้งที่สอง น้องชายขับรถแท็กซี่ชนสิบล้อ ก็เลยต้องขายไปราคาถูกๆ และครั้งที่ 3 เขาเก็บเงินจากการขับแท็กซี่ได้เดือนละสองหมื่นบาท โดยเขามีกติกาว่า ใช้เท่าที่จำเป็น นอนหลับให้เพียงพอ อย่าคาดหวังว่าจะได้หาเงินได้มากหรือน้อย เมื่อเขาตัดสิ่งไม่จำเป็น เขาเหลือเงินสัปดาห์ละห้าพันบาท
เรื่องดีๆ ที่คุณหมอเจอในชุมชน อยากแบ่งปันเล่าสู่กันฟังเรื่องใดบ้าง
ผมมีสองอย่างคือ ผู้บังคับบัญชาผม คือ หมอวีรวัฒน์ พันธุครุฑ รองเลขาธิการ สปสช. คือ พวกเราไปเจอว่า หลายชุมชนอยู่ได้ โดยไม่ซื้อกับข้าว เจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจรักษาพยาบาล แต่เป็นที่ปรึกษาชุมชน เราพบที่ อ.นาบัว จ.พิษณุโลก คุณหมอสุวรรณา เมืองพระฝาง เป็นคนเก่งที่จะเลื่อนตำแหน่งให้ก็ไม่ไป ไม่อวดว่า ดีหรือเด่นกว่าคนอื่น และพบว่าสถานีอนามัยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ทางสปสช.ก็จัดค่ายให้คนหนุ่มสาวๆ ในเมืองไปอยู่กับครอบครัวเหล่านั้น พวกเขากลับมาเปลี่ยนวิธีคิด ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแบบเข้าใจคนอื่นมากขึ้น หรือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราไปพม่า พวกเขาให้ช่วยออกแบบประกันสังคมให้ เพราะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเป็นประธานกองทุนประกันสังคม พวกเขามาเรียนรู้จดโน้ตตลอดสองวัน เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเขามองว่า ทั้งไทย จีน อินเดีย พยายามจะนำเงินมาลงทุนเพื่อให้ประเทศเขาเปลี่ยนแปลง แต่กรณีนี้ เขามองเราเป็นเพื่อน ผมมองว่า มิตรภาพทำอะไรได้หลายอย่าง
พอเพียงแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ?
ผมตกลงกับภรรยาว่า ความพอเพียงของเราไม่ใช่ไม่ซื้ออย่างเดียว แต่เลือกซื้อเฉพาะที่จำเป็น ถ้าการซื้อของเรา ทำให้ธุรกิจบางอย่างอยู่ได้ อย่างธุรกิจจากชุมชน ผมก็พยายามอุดหนุน ถ้าเงินไม่อยู่ในระบบ เศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้ เวลาพวกเขามาขายสินค้าเอง เราก็อุดหนุน ซึ่งต่างจากซื้อในห้างสรรพสินค้า การซื้อตรงก็สำคัญ อย่างรถยนตร์คันแรก เงินไปอยู่ในอุตสาหกรรมรถยนตร์ ผมไม่ได้เอารถมาใช้ในกรุงเทพฯ ปีหนึ่งผมสนับสนุนแท็กซี่ไม่ต่ำกว่าสี่พันคัน แต่ถ้าผมเอารถมาใช้เอง อาจไม่ได้ช่วยใคร นี่เป็นการคิดแบบง่ายๆ เงินที่มีน้อยก็หมุนได้หลายรอบ นี่คือ นิยามพอเพียงของผม ซึ่งเลยกว่าการเก็บออม ผมต้องใช้เงินแบบมีปัญญา
ได้รู้และเห็นเรื่องราวดีๆ ก็พาคนไปเรียนรู้ ?
ผมคิดว่าคนที่ตั้งใจทำดีในสังคมไม่ได้มีน้อยลงผมแค่ทำให้พวกเขามองเห็นตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขา ผมมีหน้าที่เป็นแค่ทางผ่าน ผมไม่ใช่แค่เล่าอย่างเดียว แต่ผมเป็นคนที่เชื่ออย่างนั้นและผมเคยทำอย่างนั้น พอเพียงให้คนอื่นเห็น
ค่ายเรียนรู้กับชุมชน ที่หน่วยงานสนับสนุนเครือข่ายตลาดสีเขียวในพื้นที่ 8 อำเภอ จ.น่าน โดยมีโรงพยาบาลเชียงกลางและเครือข่ายบุคลากรสาธารณสุขเป็นแกนขับเคลื่อน แม้จะไม่ตอบโจทย์หน่วยงานโดยตรง ผมว่านี่เป็นตัวอย่าง ที่สปสช.ทำเรื่องอื่น นอกจากจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลแทนคนไทย 48 ล้านคน แต่ทำหน้าที่หาตัวอย่างดีๆ ในชุมชน ก้าวไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพ ส่วนอีกเรื่องผมไปประชุมมาเลเซียเรื่องประกันสังคม โลกเป็นของเจนวาย มนุษย์มือถือ จะต้องอยู่กับคนที่อายุ 60 ทำไมคนสองกลุ่มไม่คุยกัน จึงมีการหารือกันเพื่อจัดฟอรัม มีอาจารย์หลายคนห่วงว่า เมื่อเกษียณไปแล้ว งานวิจัยเหล่านี้จะไม่มีคนสานต่อ ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราอยากให้คนสื่อสารออกไปหรือนำไปใช้
ในฐานะที่ทำงานประกันสังคม ถ้าไม่ทำงานประจำ คุณมีแนวทางชีวิตอย่างไร
ทุกสัปดาห์ที่ว่าง ผมไปตัดต้นกล้วยในสวนผมที่น่าน ผมมองว่า การทำการเกษตรเป็นอิสรภาพอย่างหนึ่ง ผม่ไม่ได้ปลูกกล้วยเพราะอยากกินกล้วย แต่เอามาคลุมหญ้าคา ทำให้สวนผมไม่ต้องใช้รถตัดหญ้ามา 4-5 ปีแล้ว ถ้าเกษียณแล้ว ผมคงจะมีเวลาเรียนรู้มากขึ้น อย่างผมคิดว่าจะไปช่วยขับเคลื่อนสมิหราน่าอยู่ ชวนคนนั้นคนนี้ และอีกหลายเรื่อง
คนที่เกษียณแล้วคิดว่า ชีวิตการทำงานสิ้นสุดแล้ว คุณหมอคิดอย่างไร
คำว่าเกษียณหมายถึงสิ้นสุด แต่ในโลกสมัยใหม่ ผมเชื่อว่า ความรู้กับประสบการณ์ และปัญญาเหมือนสายน้ำที่ไม่ขาดหาย หลุดจากงานประจำก็ยังมีหน้าที่ประคับประคองสังคม คำว่า คุรุ มีความหมายยิ่งกว่าครู ระบบราชการไทยคับแคบ ลืมไปว่า บางคนที่เกษียณแล้ว ยังเกื้อกูลองค์กรต่อได้ แต่คิดว่า เอาคนนี้ออกไปเพื่อให้คนอื่นมานั่งในตำแหน่งนี้ ก็เลยกลายเป็นความสัมพันธ์แบบแข่งขัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่เดินไปด้วยกัน ในอเมริกา มีกลุ่มอามิชที่อยู่กับธรรมชาติ คนอายุ 70 อยู่กับคนอายุ 7 ปีในทุ่งนา วิถีธรรมชาติไม่มีการเกษียณ ในเนปาล คนเกี่ยวข้าวมีตั้งแต่เด็ก คนสูงวัย ไม่มีคำว่าเกษียณ คำว่า เกษียณเหมือนการอุปโลภ์อย่างหนึ่ง การที่เราให้คนเกษียณที่อายุ 60 เขาเกษียณไปพร้อมความรู้ประสบการณ์จำนวนหนึ่ง พระสงฆ์ไม่มีเกษียณ ทำหน้าที่เกื้อกูลจนทำไม่ไหว เรามองเกษียณเป็นแค่การเปลี่ยนบทบาท แต่ไม่ใช่การสิ้นสุด
อะไรหลอมรวมคุณหมอให้เป็นอย่างนี้
พ่อผมเรียนโรงเรียนนายเรือ แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวสวน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุ 3 ปี พ่อผมชอบทำสวนและทำกับข้าว ท่านนับถือพุทธศาสนาและนำมาใช้กับชีวิต ครั้งแรกที่ผมเป็นหมอในอ.เรณู จ.นครพนม ผมไปด้วยกระเป๋าเล็กๆ ใบเดียว คนที่นั่นคิดว่า ผมเป็นลูกเป็นหลาน ผมอยู่ที่นั่น 16 ปี มีพระวัดป่าอยู่ใกล้โรงพยาบาลที่ผมทำงาน ผมมีศรัทธาในพุทธศาสนา





