วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไม่กล้า คงไม่ก้าว

เรื่องเล่าหลังรอยเท้าของคนอยู่ป่า ที่ไม่ยากเกินความ 'เข้าใจ'

ตึก...ตึก...ตึก เสียงฝีเท้าย่ำเบาๆ บนไม้ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงตะโกนดัง... โม! โม!

เด็กชายตัวเล็กร้องเรียกแม่เป็นภาษาปกาเกอะญอจากเรือนไม้ไผ่บนเนินสูงดังไกลไปยังผืนนาด้านล่าง

เมื่อแม่ขานรับว่า มีอะไร?...

"มีแต่คนเกี่ยวข้าว ไม่มีใครทำกับข้าวเลย" เด็กชายรีบตะโกนบอกทันที เพราะรู้เวลาดีว่า ดวงอาทิตย์ใกล้จะตรงหัวเต็มที แม่ได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มในความใส่ใจของลูกชายไม่ได้ จึงเดินไปเด็ดผักกูดที่อยู่ริมห้วยข้างนาเพื่อเอามาประกอบอาหารมื้อกลางวันสำหรับผู้ขยันที่มาช่วยกันเกี่ยวข้าวในวันนี้

รอยก้าวในราวป่า

หลังจากฝนตกไม่หยุดมาเป็นสัปดาห์ เมื่อแดดออกมากเป็นพิเศษ ชาวบ้านจึงได้วันดีสำหรับการเกี่ยวข้าวในนาหลายแปลงรอบขุนเขาของบ้านห้วยหินลาด หมู่ 7 ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย หมู่บ้านปกาเกอะญอเก่าแก่อายุร่วมร้อยปีบนเขาสูงที่ปราศจากไฟฟ้า และสัญญาณโทรศัพท์

"วันนี้ไปนาไหน" เป็นคำทักทายประจำเมื่อเจอกันระหว่างทาง เพราะถ้าบ้านไหนไม่มีธุระอะไร ก็จะต้องออกไปเกี่ยวข้าว ครึ่งวันบ้าง เต็มวันบ้าง แล้วแต่สภาพอากาศ ภาพคนแก่ คนหนุ่มสาว รวมไปถึงเด็กๆ จากหลายบ้านมาช่วยกันเกี่ยวข้าวจึงเป็นภาพที่คุ้นชินของชุมชนแห่งนี้ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

วิถีชีวิตดั้งเดิมเช่นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางผืนป่ากว่า 10,000 ไร่ นอกจากการทำมาหากิน ทำนา ทำไร่ ทำสวนวนเกษตร ปลูกผัก ตามคำ "ปลูกสิ่งที่กิน กินสิ่งที่ปลูก" แล้ว เมื่ออยู่ใกล้ป่าเช่นนี้ การดูแลป่า คือ ภารกิจที่ชาวบ้านห้วยหินลาดบอกว่า ต้องช่วยกันทำ

"ทำแนวกันไฟทุกปี นี่คือหน้าที่ของเรา" ชัยธวัช จอมติ หรือ ทศ แกนนำชาวบ้านห้วยหินลาด เล่าถึงหน้าที่ต่อป่าที่ไม่ว่าบ้านไหนก็คิดแบบเดียวกัน

นอกจากทำหน้าที่ในการทำแนวกันไฟรอบๆ แนวเขตหมู่บ้าน และที่ทำกินแล้ว ชัยธวัช บอกว่า สำหรับพื้นที่ที่พวกเขามีความ 'จำเป็น' ที่จะต้องเผาก็ต้องทำแนวกันไฟเช่นกัน

"เราจะทำช่วงหน้าร้อน กุมภา มีนา ขึ้นอยู่กับแต่ละปี ความร้อนมาไว ฝนหยุดเร็ว ก็ต้องทำเร็ว” เขาบอก

ทุกหน้าร้อนเมื่อว่างจากการทำไร่ทำนา แต่ละบ้านก็จะชวนกันไปทำแนวกันไฟ โดยนำเชื้อเพลิงที่ติดไฟง่ายออกจากป่า เช่น ใบไม้แห้ง กิ่งไม้แห้ง พืชตระกูลถั่ว หากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดประกายไฟ ชาวบ้านก็จะชิงเผาก่อน

...กิจกรรมประจำปีเช่นนี้ จะมีหมู่บ้านที่มีผืนป่าร่วมกัน คือ ห้วยหินลาดใน ห้วยหินลาดนอก และผาเยือง ร่วมภารกิจ

การใช้ชีวิตที่กลมกลืมไปกับผืนป่า สำหรับคนที่นี่ไม่ได้เป็นไปเพราะกฎหมายบังคับ แต่เป็นจารีตประเพณีที่ไม่ต้องร่างและรอการอนุมัติ ซ้ำยังไม่มีการคัดค้านจากผู้ใช้ป่าด้วย

"ถ้าไปไหน มาไหน ตั้งเซ่นไหว้กล่าวขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าน้ำ เจ้าป่า เจ้าเขา เราเปรียบเทียบเหมือนในครอบครัว เราเคารพพ่อแม่ ถ้าเข้าไปป่า เราเคารพเจ้าป่า เราเคารพเจ้าน้ำ สิ่งเหล่านี้ ถ้าพูดไปก็ไม่เห็นตัว แต่เราทำด้วยจิตสำนึก จิตวิญญาณที่เราเคารพนับถือ” ปรีชา ศิริ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า พะตี(ลุง)ปรีชา เล่าด้วยรอยยิ้ม เขาคือหนึ่งในแกนนำชาวบ้านห้วยหินลาดใน ผู้กล้าลุกขึ้นสู้เพื่อรักษาป่าไว้สมัยที่เคยเกิดสัมปทานป่าไม้ลุกลามไปหลายที่

"เรื่องนี้ ใครมา เขาก็ถาม" พะตีปรีชาบอก หลังจากเล่าถึงการจัดการทรัพยากรและกิจกรรมของชุมชนที่ทำให้ตัวแกได้รางวัล "วีรบุรุษผู้ปกป้องผืนป่า" จากองค์การสหประชาชาติ และยังบอกด้วยว่า ไม่เบื่อที่จะคุยเรื่องนี้ซ้ำๆ เพราะเรื่องแบบนี้ต้องหมั่นคุยเรื่อยๆ ไม่ว่ากับองค์กรไหน เพื่อที่จะอธิบายว่า คนนั้นอยู่กับป่าอย่างไร และที่สำคัญ อยู่ได้โดยไม่บุกรุกป่า

การแบ่งที่ดินของชุมชนทั้งห้วยหินลาดนอก และห้วยหินลาดใน จะแยกชัดเจนว่า ส่วนใดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ป่าใช้สอย หรือที่ทำกิน ซึ่งส่วนที่ทำกินนี้จะไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะเป็นของชุมชนร่วมกันใช้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะทำ "ไร่หมุนเวียน" ซึ่งในปีหนึ่งๆ ถ้าบ้านไหนทำไร่ที่แปลงใด ปีหน้าก็จะย้ายไปทำแปลงอื่นเพื่อทิ้งให้ดินได้พัก แล้วจึงกลับมาทำต่อ โดยจะใช้เวลา 7 ปี ในการหมุนพื้นที่ 1 รอบ เป็นภูมิปัญญาของปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยงที่เคยถูกกล่าวหาว่า เป็นการทำไร่เลื่อนลอย ทั้งๆ ที่เป็นการรักษาและปรับปรุงพื้นที่ส่วนนั้นไว้

ไม่ว่าจะเป็นประเพณีดั้งเดิมอย่างการผูกสะดือของเด็กที่เกิดใหม่ไว้กับต้นไม้ หรือ "เดปอทู่" พิธีการบวชป่า การทำแนวกันไฟ ข้อห้ามตามประเพณีที่ห้ามทำไร่บริเวณป่าต้นน้ำ หรือการกำหนดเขตป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียน แยกออกจากกัน สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า ชาวบ้านสามารถบริหารจัดการทรัพยากรทั้งป่าไม้ ดิน น้ำได้เองผ่านทั้งความเชื่อ และการปฏิบัติจริงสืบต่อกัน

"เมื่อพ่อแม่ทำ ก็จะชวนเด็กไปด้วย คอยบอกเด็ก เซ่นไหว้ยังไง ไปขอน้ำเข้านาต้องเซ่นไหว้ยังไง ขอพรยังไง คือเราต้องฝึก ถ้าอยู่ในจารีตประเพณีดั้งเดิม สิ่งเหล่านี้ก็จะสืบทอดให้ลูกหลานได้ ตอนนี้คนแก่ก็เป็นแค่ที่ปรึกษา ส่วนการไปอยู่เวรยาม ไปเฝ้าดูว่า ไฟเกิดจุดไหน ตอนนี้ก็จะใช้เยาวชนหมด ช่วงหน้าแล้ง เขาจะขึ้นบนที่สูงเพื่อดูในแนวที่เราดูแลรักษา ถ้าเกิดไฟก็จะบอก" พะตีปรีชาเล่า

ก้าวจากคนนอก

ตึก...ตึก...ตึก เสียงฝีเท้าหนักย่ำอยู่ในป่า สาเหตุของเสียงร้องไห้ เสียงแห่งความทุกข์ หรือเสียงบ่นปนน้อยใจตลอดหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน...

เมื่อปี 2525 ทางการได้ประกาศให้ที่ทำกินและที่อยู่ของชาวบ้านห้วยหินลาดซึ่งติดอยู่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ปูนน้อย ป่าแม่ปูนหลวง และป่าห้วยโป่งเหม็น เมื่อไม่ได้ทำการสำรวจก่อนออกประกาศ ทำให้พื้นที่ป่าซ้อนทับกับที่กิน ที่อยู่อาศัย ชาวบ้านห้วยหินลาดจึงอยู่ในสถานะผิดกฎหมายมาตั้งแต่นั้น

"เราไปแบกไม้ หาฟืน ยังระแวง เราก็นึกโกรธ ทุกปี พวกเราทำแนวกันไฟ ดับไฟป่า บางทีก็บวชป่า" ถนัด จะสุ ชาวบ้านห้วยหินลาด ระบาย เพราะทั้งที่บ้านเขา ตลอดจนหลายๆ ที่ที่มีป่า คนอยู่ป่า ดูแลป่า กลับต้องอยู่อย่างหวาดระแวง

นั่นเป็นเพราะ "ข้อกล่าวหา” ที่สอดคล้องกับ "ความเข้าใจ" ของคนนอก ทำให้ต้องถูกเข้าใจผิด แต่กับนายทุนที่บุกรุกป่านั้น กลับถูก(รัฐ)จ้องมองน้อยมาก

"เราถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้บุกรุกป่ามาโดยตลอดอยู่แล้ว" ทศ แกนนำชาวบ้านย้ำ ซึ่งเขาบอกว่า แม้ที่หมู่บ้านจะหมั่นทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ถึงความตั้งใจดีของชาวบ้านต่อป่ามาตลอด ...แค่ถูกมองว่า เป็นผู้บุกรุกป่า และต้องอยู่อย่างหวาดระแวงแล้ว วันนี้ ชาวบ้านในป่ายังต้องเผชิญกับความกังวลว่า จะไม่มีที่อยู่อีกต่อไป!

หลังจากที่ คสช. ประกาศ "แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน" ซึ่งกำหนดเป้าหมายคือ การพิทักษ์ป่าไม้ให้มีสภาพสมบูรณ์อย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ภายในเวลา 10 ปี โดยใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศสี ปี พ.ศ. 2545 ตรวจสอบร่วมกับภาพถ่ายทางอากาศสีของกรมแผนที่ทหาร ปี พ.ศ. 2554 หากพบว่า พื้นที่โล่งเตียนไปจากปี พ.ศ. 2545 ถือเป็นการบุกรุกใหม่ ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งด้วยความใกล้ชิดกับป่า ทำให้ชาวบ้านหลายคนที่มีป่าเป็นทั้งบ้าน เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้กระทั่งโรงเรียน ต้องกังวลว่า จะถูกไล่ออกจาก "ที่ของตัวเอง" เพราะความเข้าใจผิด เช่น พื้นที่ไร่หมุนเวียนหลายที่นั้นติดกับป่า

ซ้ำร้าย ความจริงที่เกิดขึ้น บนภารกิจปราบปราม "ผู้บุกรุกป่า" (ตามนิยามของเจ้าหน้าที่) ก็คือ การดำเนินการโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ทำให้มีชาวบ้านถูกคุกคามและเดือดร้อนมากขึ้น

"พวกที่ทำไร่หมุนเวียน หรือทำไร่ข้าวใกล้ป่า ไม่ค่อยมีคนเข้าใจว่ามันเป็นการรักษาป่า แต่ไหนแต่ไรมา การมองของรัฐ มองเรื่องเอกสารอย่างเดียว มองว่า ชาวบ้านต้องมีโฉนด ถ้าไม่มี ก็ไม่ใช่เจ้าของ" ชาติชาย ธรรมโม เจ้าหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้ สถาบันฝึกอบรมเพื่อจัดการตัวเอง เล่าในฐานะที่คุ้นเคยกับชาวบ้านในภาคเหนือมาหลายที่

อย่างหมู่บ้านห้วยหินลาด ที่แม้จะมีความเข้มแข็งทั้งเรื่องการจัดการในชุมชนจนเป็นที่ยอมรับระดับโลก แต่จากที่เห็น “เจ้าหน้าที่” กระทำต่อชาวบ้านที่อื่นแล้ว ทำให้ชาวบ้านห้วยหินลาดต้องออกมา "ก้าวเดิน" เรียกร้องพร้อมกับชาวบ้านที่เดือดร้อน และกำลังจะเดือดร้อนจากที่อื่นๆ

และเป็นที่มาของการรวมตัวกันระหว่างเครือข่ายภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งประกาศเดินเท้า "ก้าว แลก เพื่อการปฏิรูปที่ดินไทย"

"เราไม่ได้มองแค่ชุมชนเราแล้ว แต่เรากำลังหมายถึงการจัดการเรื่องป่า เรื่องการจัดการที่ดินของทั้งประเทศ” ทศ ย้ำถึงความตั้งใจ โดยสิ่งที่เขาเรียกร้องก็คือ การยุติแผนแม่บทฯ แล้วให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการออกความเห็น เช่นว่า ชุมชนดั้งเดิม ชุมชนใหม่ และนายทุน รัฐจะแยกแยะอย่างไร ควรจัดการแบบไหน

"ตอนนี้เราเห็นการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานรัฐค่อนข้างออกมาชัดว่า เข้าไปปฏิบัติกับผู้อ่อนแอ เรามีความจำเป็นที่จะต้องออกมาบอกเล่ากับสังคมว่า มันยังไม่มีความเป็นธรรม ถ้ายึดพื้นที่ไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงทั้งหมดในแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ป่าในประเทศไทยก็จะเพิ่มขึ้นมา 40 เปอร์เซ็นต์ทันที แล้วพวกที่บุกรุกป่าในบริเวณเขตเมือง หรือใกล้ๆ เมือง พวกนี้ก็จะรอดไปเลย ตรงนี้ต่างหากที่จะทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น” ทศเสนอความเห็น

ก้าวเพื่อ “เกิด”

ตึก...ตึก...ตึก เสียงฝีเท้าออกเดินอย่างพร้อมเพรียงด้วยความหวัง

แม้จะยังไม่ทันคืบไปไหน เพราะถูกเจ้าหน้าที่รัฐมาระงับการเดินเสียก่อน แต่ในความเห็นของพะตีปรีชา ถ้าชุมชนไหนจัดการทรัพยากรดี ก็จะเป็น "ภูมิคุ้มกัน” อย่างดีที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งที่จริงแล้ว แผนแม่บทป่าไม้ฯ นี้ไม่ได้เลวร้ายทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไปก็คือ "การคุยกัน"

"คนอยู่ก่อน กฎหมายออกทีหลัง น่าจะคุยกันได้อยู่ เพราะคนอยู่ก่อนนี่มันพิสูจน์กันได้ ร่องรอยอะไรต่างๆ เอกสารก็มี แม้แต่เสียภาษี การเผาที่ทำกิน เมื่อก่อนก็มี คนเรากินข้าว เจ้าหน้าที่เขาก็กินข้าว เวลาประชุมเสร็จก็หิวข้าว เวลาหิวก็หิวเหมือนๆ กัน นายพล นายพัน นาย ก. นาย ข. หิวเหมือนกัน เราคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ยังไงเราคุยกันได้" พะตีปรีชาบอก

ความต้องการให้ประเทศไทยมีสีเขียว ด้วยการมองว่า พื้นที่ป่าไม้ลดลงเพราะการบุกรุกของชาวบ้าน นั่นคือภาพที่รัฐมองเห็นมาตลอด และทำให้แผนแม่บทฯ นี้ ก็ไม่ต่างกับโครงการของรัฐที่ผ่านๆ มาเท่าใด

"น่าเสียดายที่แผนแม่บทป่าไม้ฯ ไม่สามารถแก้โจทย์ใหญ่ตอนนี้ได้" นิคม พุทธา ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่ปิง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่ทำงานด้านการดูแลทรัพยากรในภาคเหนือ บอก เขาเห็นว่า ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย คือ การใช้พื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศไปผลิตพืชอาหารสัตว์

"รัฐบาลปล่อยปะละเลยให้มีการปลูกข้าวโพด หรือพืชเชิงเดี่ยว แต่เวลาจะอนุรักษ์แบบเข้มงวดกวดขันขึ้นมา รัฐก็ไปไล่บี้กับชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านเป็นเพียงกลไกหนึ่ง ตัวละครหนึ่ง มันมีที่มาที่ไป การที่มองว่า ชาวบ้านไปบุกรุกป่า ที่จริงก็เพราะว่าเจ้าหน้าที่นั้นละเลย” นิคมบอก และเสนอทางแก้ที่ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านต้องการก็คือ การลงความเห็นร่วมกัน เพราะชาวบ้านนั้นมีองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อทรัพยากรทั้งนั้น

"ปัจจุบัน เรามีอุทยานแห่งชาติ ก็กลับเน้นให้เอกชนรายใหญ่เข้าไปพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มันไม่ได้ตอบสนองการใช้ประโยชน์จากชาวบ้าน ทั้งๆ ที่มีงานวิจัยที่ทำการศึกษาแล้วพบว่า บางแห่ง มีการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดและยั่งยืน เช่น ปกาเกอะญอ มีวิธีการตัดต้นไม้ การหาไม้ไผ่ การหาไม้ฟืน ซึ่งองค์ความรู้ท้องถิ่นตรงนี้ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการพิจารณาตัดสินใจที่จะวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ หรือแผนแม่บทฯ นี่เลย” นิคมกล่าว

ปัญหาใหญ่ของป่าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขนี้ได้เชื่อมโยงไปถึงบรรดาเกษตรกรและชาวบ้านอีกหลายแห่ง หลายชนเผ่า ทั้งในป่า และนอกป่า และเกี่ยวเนื่องไปถึงการจัดการที่ดินทั้งประเทศ ซึ่งหนึ่งในการเสนอทางแก้นี้ ก็คือ การให้โฉนดที่ดิน และให้สิทธิในการจัดการทรัพยากรเป็นของ "ชุมชน"

"อย่างโฉนดชุมชนนี่ ชุมชนทั้งหมดจะได้ดูแลร่วมกัน คือไม่ใช่ของปัจเจก ของคนคนเดียว ที่วันไหนคุณอยากจะขายก็ขาย ถ้าเป็นของชุมชนนี่มันทั้งชุมชนเลย สิ่งที่เราทำ คือ ห้ามขายที่ดิน ต้องมีไว้สืบทอดให้รุ่นลูก รุ่นหลานจะดีกว่า เพราะว่าคนเราเพิ่มขึ้นทุกวัน ผืนแผ่นดินมันเท่าเดิม เราก็มีหลากหลายอย่าง ต้องการดูแลรักษาให้พื้นดิน ผืนป่าอยู่กับเรา" นี่คือข้อดีของการจัดการโดยชุมชนที่พะตีปรีชามองเห็น

ด้านคนนอกป่า อย่าง ดิเรก กองเงิน ประธานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่กำลังเกิดปัญหาเรื่องที่ดินกับกลุ่มนายทุน เห็นด้วยกับการให้สิทธิแก่ชุมชนในการจัดการทรัพยากรและที่ดิน และออกมาร่วมเดินในครั้งนี้ด้วย บอกว่า ปัญหานี้ ถือเป็นปัญหาที่... “(รัฐ) แช่อิ่มไว้ เพราะบ่เน่า สามารถจะเอามาหยิบกินเมื่อไรก็ได้”

ยิ่งปัจจุบัน คนรู้จักคุณค่าของที่ดินในแง่ของการทำมาหากินน้อยลง ก็ยิ่งทำให้เกิดช่องทางเอาเปรียบชาวบ้านที่ต้องทำมาหากินมากขึ้น การเห็นปัญหาที่ตรงกันของทั้งคนในป่า และนอกป่าครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนถึงความล้มเหลวในความพยายามจัดการทรัพยากรที่มีมาหลายทศวรรษ

ต่างก้าวต่างฝีเท้า แต่เมื่อร่วมเดินไปบนจุดหมายเดียวกัน ด้วยความเข้มแข็ง และมุ่งมั่น... ปลายทางย่อมปรากฏ