วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แงะให้เท่า เข้าให้ถึง

ลืม "Hackathon" ที่ผ่านมาไปได้เลย เพราะนี่คือการสุมหัว "แงะ" ข้อมูลภาครัฐ เพื่อ"เข้าถึง" อย่างเท่าเทียม

นอกจากรูปร่างหน้าตาแปลกๆ ของโปรแกรมบนหน้าจอแล็บท็อปแต่ละเครื่องที่ "รัน" อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงเพลงทั้งจากเครื่องเล่น และวงดนตรีสดแล้ว ระหว่างที่บรรดานักพัฒนาโปรแกรม (Developer) กำลังง่วนเขียน "โค้ด" อยู่นั้น ก็มีโอกาสถูก "ป่วน" ได้ตลอด

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด...

บ่อยครั้ง หลายคนต้องลุกขึ้นมา "ชนแก้ว" เพิ่มดีกรีความกรึ่ม (แต่สำหรับใครที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เชิญไป "ปั่นจิ้งหรีด" หรืออะไรก็ตามแต่เพื่อให้สมองมึน) แล้วกลับไปนั่งทำงานต่อ

บางจังหวะ ต้องคว้าไมค์ครวญเพลงให้เพื่อนร่วมก๊วนฟัง หรือโชว์ทักษะกดเกมให้ผ่านด่าน (ขึ้นหน้าจอโปรเจ็คเตอร์ให้เห็นกันทั้งชั้น) รวมทั้งกิจกรรมรั่วๆ ที่ "จัด" กันแบบไม่ยั้ง และไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว เหมือนที่เห็นในฉากของภาพยนตร์เรื่อง The Social Network เมื่อ Facebook รับสมัครคนเข้าทำงานด้วยการแข่ง "โค้ด แบตเทิล"

ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของ "ขนบ" ในบรรยากาศ Hackathon (อ่านว่า แฮ็ก-กา-ธอน) ที่มีมาเกิน 10 ปีแล้ว

การรวมตัวของคนไอทีเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี หรือกระทั่งการแก้ปัญหาเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ในแง่มุมต่างๆ ตามแต่ตกลง ค่อนข้างแพร่หลายในวงการไอทีระดับโลก สำหรับประเทศไทยเองศัพท์แสลง (จาก Hack บวกกับคำว่า Marathon) ก็เริ่มรู้จัก และเริ่ม "เล่นสนุก" กับกิจกรรมนี้มาได้ราว 3 ปีแล้ว

เหมือน Open Data Hackathon :>echo "Hello, data.go.th" Hackathon อีกงาน ที่จัดขึ้นมาสำหรับพัฒนา "ต้นแบบ" การใช้ข้อมูลภาครัฐ ภายใน 24 ชั่วโมง!

มิชชั่น อิมพอสซิเบิล

"ถ้าสมมติว่าผมแกล้งแจ้งไปซัก 20 ครั้งให้ลำดับมันเพิ่มความสำคัญขึ้นมาเพื่อที่เขาจะได้มาแก้ปัญหาถนนในชุมชนผมก่อนล่ะ" บางข้อสังเกตถูกตั้งขึ้นถึงสถานการณ์จำลองการใช้งาน ร้องเรียน.com เว็บไซต์สำหรับแจ้งปัญหาเกี่ยวกับความไม่สะดวกในการใช้ถนนหนทาง ท่ามกลางบรรดาเพื่อนร่วมภารกิจที่กำลังนั่งฟังข้อมูลการนำเสนออย่างตั้งใจ

"ไม่ได้บอกสโคปของโปรเจคเราให้ชัดเจน ก็เลยถูกถามโน่นถามนี่มา แต่ก็ดีครับได้ฟีดแบ็กไปก็เอามาพัฒนางานกันต่อ" รัฐศาสตร์ รัตนเหม หรือ โด้ นิสิตวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ชั้นปีที่ 4 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เล่าความรู้สึกหลังนำเสนอโครงสร้างเว็บไซต์ของพวกเขา

เหมือนกับทุกกลุ่มที่มีข้อสังเกตหลังการนำเสนอ เพราะทุกคนล้วนเป็น "ผู้นำเสนอ" และ "คนวิพากษ์งาน" ด้วยกันทั้งนั้น

เป้าหมายหลัก Hackathon ของครั้งนี้คือ เค้นไอเดีย จึงทำให้รูปแบบการ "ดวลโปรแกรม" อาจจะดูต่างออกไป (และไม่ป่วนเหมือนหลายๆ งานที่เคยจัดมา) แต่จุดหมายปลายทางก็ท้าทายไม่แพ้กัน

"ครั้งนี้เป็นการสร้างความรับรู้ให้กับคนว่ามันมีข้อมูลสาธารณะตรงนี้อยู่นะ" นั่นคือเป้าแรกที่ พฤศ - ชุติกา อุดมสิน จาก GoodFactory หนึ่งในแม่งานต้องการ อีกทางหนึ่งยังเป็นการสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ศักยภาพของข้อมูลภาครัฐที่เป็นสาธารณะ หากถูก "พัฒนา" ให้เข้าถึงได้ง่ายแล้วจะมีประโยชน์กับสังคมขนาดไหน

"เพราะมันมีข้อมูลเยอะแยะมากในทุกหน่วยงาน เขาก็จะได้รู้ว่าควรจะทำอะไรก่อนดี"

ปฏิบัติการ "แงะข้ามคืน" ครั้งนี้ เริ่มมาตั้งแต่ช่วงครึ่งวันบ่ายของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 เมื่อลงทะเบียน ฟังทีมงานอธิบายทำความเข้าใจภารกิจเรียบร้อยแล้ว สมาชิกกว่า 20 ชีวิตก็ทำการคัดเลือกหัวข้อสำหรับทำ "ต้นแบบ" ก่อนจะเปิดโหวตเพื่อหาแนวคิดที่ดีที่สุด โดยหัวข้อการพัฒนาครั้งนี้สามารถคัดออกมา 4 กลุ่ม คือ ด้านคมนาคม ด้านเกษตรกรรม ด้านการศึกษา และด้านอาชญากรรม

หลังจากนั้น จึงเข้าสู่กระบวนการฟอร์มทีมเพื่อทำงาน โดยเริ่มจากแบบร่างการนำเสนอบนกระดาษ ไปสู่แบบร่างการนำเสนอบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ และวิดีโอพรีเซนเทชั่นเป็นภารกิจปิดท้าย ก่อนจะถึงครึ่งวันบ่ายของวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557

ภารกิจ "ข้ามคืน" อย่างนี้ ก็ต้องมีทำงาน "โต้รุ่ง" กันเป็นธรรมดา

"มีน้องกลุ่มนึงยังไม่ได้นอนเลยค่ะ" พฤศเล่าด้วยรอยยิ้ม

ข้อมูลสาธารณะ สังคมสาธารณะ

ถึงจะโดนความเห็นจากบรรดาเพื่อนร่วมงานโถมเข้าใส่ชนิดบางจังหวะพวกเขาทำได้แค่ยืนหัวเราะ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เสียกำลังใจแม้แต่น้อย เพราะเขาคิดว่า นี่คือปัญหาที่ควรต้องแก้จริงๆ

สาเหตุที่ หนุ่มโด้ เลือกประเด็นคมนาคมก็เพราะการแจ้งปัญหาเกี่ยวกับถนนหนทางที่ อ.ดอนตูม จ.นครปฐม บ้านของเขานั้น มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมายที่มีขอบข่ายการทำงาน "คร่อม" ความรับผิดชอบกันอยู่ รวมทั้งการกรอกรายละเอียดที่ค่อนข้างยุ่งยาก และไม่สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ แนวคิดหลักของเว็บไซต์ร้องเรียนจึงออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ คนร้องสามารถถ่ายภาพอัพโหลดคำร้องผ่านเว็บไซต์ และตรวจสอบการดำเนินการได้เพียงแค่คลิกเดียว

ขณะที่ เสิร์ชเอ็นจิ้น หาโจร หรือ Ijone ถูกคิดออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาครัฐ และเอกชนในการตรวจสอบประวัติเบื้องต้นของบุคคลต้องสงสัยผ่านฐานข้อมูลอาชญากรรมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วยรหัสบัตรประชาชน รวมทั้งสามารถตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงอาชญากรรมผ่านกล้องวงจรปิดทำให้ผู้ใช้เส้นทางสามารถประเมินความเสี่ยงในการเดินทางเบื้องต้นได้อีกด้วย

ส่วนเว็บไซต์ Veggie Hommy ทำขึ้นมาก็เพื่อตอบโจทย์การเป็นสื่อกลางระหว่างชาวนา (ผู้ผลิต) และผู้ซื้อ โดยที่โครงสร้างภายในเว็บไซต์นั้น จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในช่วงนั้นๆ ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูก อาทิ ตารางวันเวลาคำนวณการใส่ปุ๋ย หรือเก็บเกี่ยว ราคาตลาด เป็นต้น ขณะที่ผู้ซื้อก็สามารถดูรายละเอียดของสินค้าได้มากขึ้น รวมทั้งสามารถถาม-ตอบระหว่างกันได้โดยตรง

สำหรับด้านการศึกษา ก็มีการออกแบบเว็บแนะแนวการศึกษา SamongToe ที่มีเนื้อหาครอบคลุมทั้งเรื่องเรียน และกิจกรรม อีกทั้งยังมีพื้นที่ในการสร้างคอมมูนิตี้เพื่อให้ผู้ใช้งานได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการศึกษา หรือกิจกรรมระหว่างกัน ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาตัวเองได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ถึงมหาวิทยาลัยก็สายเสียแล้ว

ตรงนี้เป็นรูปแบบตัวอย่างของการเข้าถึง "ข้อมูลภาครัฐแบบเปิด" ที่ถูก "เค้น" ออกมาให้เป็นรูปธรรมนั่นเอง

ความเห็นของคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นอย่าง ไกลก้อง ไวทยการ ผู้จัดการทั่วไป สถาบัน ChangeFusion แม่งานอีกคนมองว่า เรื่องนี้สำหรับสังคมไทยยังเพิ่งเริ่มก้าวแรก โดยมีสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สรอ. (EGA) ที่เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แต่อีกด้านก็เริ่มมีการดำเนินงานขยายความร่วมมือกันไปแล้ว ซึ่งน่าจะเริ่มเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสาธารณะได้มากขึ้น รวมทั้งการใช้อย่างเสรีก็ยังมีรายละเอียดที่สำคัญต้องทำเพิ่มเติมด้วย

เกียรติศักดิ์ วงศ์ประเสริฐ นักวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศอาวุโส ตัวแทนจากสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า ปัญหาหลักสำหรับวันนี้ อยู่ที่เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลของแต่ละหน่วยงาน และข้อกฎหมายที่ยังไม่ได้อำนวยความสะดวกในการใช้ข้อมูลมากนัก บางครั้งการนำข้อมูลออกมาใช้ต้องทำเรื่องขออนุญาเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งตอนนี้ทาง สรอ.เองก็ได้เริ่มดำเนินการประสานความร่วมมือข้อมูลไปกับหน่วยงานราชการบ้างแล้ว

แน่นอนว่า ตัวโครงร่าง "ต้นแบบ" ข้อมูลที่บรรดาสมาชิก Open Data Hackathon ร่วมกันทำขึ้นมานั้นจะช่วยสร้างความเข้าใจ และมองเห็นความจำเป็นให้กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อความสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งประสิทธิภาพในการทำงานอันถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างในการนำสังคมไปสู่ความเท่าเทียมอีกด้วย

แลกเปลี่ยน และเรียนรู้

"อย่างที่เห็นน่ะ" เธอชี้ให้เห็นบรรยากาศการรวมตัวของเหล่าคนแปลกหน้าที่เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อถูกถามว่า ...ได้อะไร

แม้ช่วงวัยที่ห่างกันแต่ ป้ามาดี (ขอสงวนชื่อจริง) ยืนยันสิ่งที่ได้เรียนรู้ในการร่วมโครงการนี้ก็คือ ได้รู้ความคิด และได้เห็นวิธีการทำงานของคนอีกรุ่นหนึ่ง ถือว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างหนึ่ง

"เราก็ช่วยเสริม เติมให้เต็มในมุมมองบางอย่าง"

ไม่ต่างจากเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ลุงเอก (ขอสงวนชื่อจริง) เขาก็ได้มาร่วมรับรู้ข้อมูล ทำความเข้าใจเรื่องราวใหม่ๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองต่อไป

ถ้าถามคำถามเดียวกัน สำหรับ พลอย - ณิชา ขวดแก้ว นักการตลาดใหม่ถอดด้ามจากรั้วท่าพระจันทร์ เธอบอกว่า เป็นเวทีที่ตัวเองเลือกเข้ามาเพื่อ "จูน" ให้เข้าใจกับคนไอทีมากขึ้น

"ปัญหาของเราอยู่ตรงที่ว่า ฝ่ายพัฒนากับฝ่ายการตลาดมักคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยอยากมาหาจุดร่วมเพื่อทำให้เราเข้าใจนักพัฒนาเหล่านั้นมากขึ้น"

พลอยใช้มุมมองด้านการตลาดเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแรงให้ทีมที่เธอทำ มีบางจังหวะเหมือนกัน ที่เธอต้องรื้อหลักสูตรทำความเข้าใจตัวโปรเจคใหม่ เพื่อจะได้คุยภาษาเดียวกันในที่สุด ซึ่งตรงนี้ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการที่จะช่วยให้เธอสามารถต่อยอดในสายงานตัวเองได้

ในทางกลับกัน "ต้นแบบ" เหล่านี้ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นประสิทธิภาพของผู้คนในโลกออนไลน์ที่นับวันจะยิ่งมีบทบาทในสังคมมากขึ้น

"จริงๆ แล้วการขับเคลื่อนแบบนี้มันก็เกิดขึ้นทั่วโลก" พฤศตั้งข้อสังเกต เพราะในวันนี้ ตัวผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมต่างๆ มีแล็บท็อปเป็นกลไกสำคัญอย่างแท้จริง รวมทั้งการมีพื้นที่สื่อกลางที่สามารถหยิบจับคนในความเชี่ยวชาญต่างกันมาร่วมความสนใจเดียวกันได้ก็จะสามารถนำไปสู่อะไรใหม่ๆ ได้ในที่สุด

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ ดอง - ชลณัฏฐ์ พูนชัฏกาญจน์ กับ เรย์ - วัฒนชัย วงศ์ประเสริฐ แสดงความกังวลออกมาร่วมกันก็คือ ความต่อเนื่องของการสนับสนุน เพราะที่สุดแล้ว หากไม่มีการขับเคลื่อนอยู่ตลอดสิ่งที่เกิดขึ้นก็คงไม่ต่างจากแอพลิเคชั่นหลายๆ แอพ หรือโซเชียลมีเดียหลายๆ แขนงที่จะค่อยๆ หมดแรง และล้มหายตายจากไปในที่สุด

การพัฒนาข้อมูลต้นแบบเพื่อสาธารณะวันนี้ น่าจะถือเป็น "จุดร่วม" ที่เป็นไปได้ของโลกออนไลน์กับออฟไลน์อีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมที่แท้จริง

น่าสนใจกว่านั้นก็คือ การปรับตัวของภาครัฐว่าจะ "ตกขบวน" ตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวหรือเปล่า