ฝันว่าจะมี ที่หอสมุด 'แห่งชาติ'

เชื่อไหมว่า 'อสรพิษ' หนังสือซีไรท์เล่มล่าสุดไม่มีให้อ่านที่หอสมุดแห่งชาติ!! เกินกว่าข้อสงสัยถึงสถานที่ที่ควรจะมีหนังสือทุกเล่มที่ตีพิมพ์ในประเทศไทย ลองตั้งคำถามใหม่ อยากให้มีอะไรในหอสมุดแห่งชาติบ้าง?
สัปดาห์ก่อน มีการยกทัพไปยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมศิลปากรโดยคนกลุ่มเล็กๆ ที่ห่วงใยในสวัสดิภาพของเอกสารโบราณแสนล้ำค่า ซึ่งหอสมุดแห่งชาติเปิดให้คนทั่วไปเบิกออกมาหยิบจับได้ชนิดไม่กลัวพัง จนกลายเป็นที่มาของการเรียกร้องให้หอสมุดแห่งชาติเปิดให้บริการเอกสารโบราณในรูปแบบดิจิทัล เพื่อลดปัญหาการเสื่อมสภาพของเอกสารต้นฉบับ และให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนผ่านช่องทางออนไลน์
แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ประเด็นดัง หรือส่งผลกระทบในวงกว้าง แต่หากคิดในมุมกลับ ถ้า "ความรู้" คือเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่กับสถานที่ซึ่งควรจะเป็น "คลังความรู้ของชาติ" กลับมีอาการลักลั่น ทำหลายๆ เรื่องง่ายให้กลายเป็นยาก ขณะเดียวกันในเรื่องที่ควรจะยากก็กลับอนุญาตกันง่ายๆ จนประภัสสร โพธิ์ศรีทองนักวิชาการอิสระศึกษาวิจัยด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมไทย ตัดสินใจริเริ่มโครงการรณรงค์ดังกล่าว กระทั่งรวบรวมรายชื่อได้กว่า 10,000 รายชื่อผ่านเว็บไซต์change.orgและนำไปยื่นให้กับ บวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร
เรียกว่า ไม่ได้เกินความคาดหมาย สำหรับคำตอบที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นงบไม่มี.. คนไม่พอ.. ฯลฯ โดยที่ผ่านมา โครงการแปลงเอกสารสู่รูปแบบดิจิทัลก็มีอยู่ เพียงแต่เป็นการทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งในมุมของนักวิชาการอย่าง ประภัสสร เห็นว่า นี่คือเรื่องเร่งด่วน สุดท้ายจึงลงตัวกันแบบหลวมๆ ขอให้เร่งจัดการเฉพาะเอกสารโบราณเสียก่อน ขณะเดียวกันก็จะทำเรื่องใหม่ ร้องใหญ่ให้ดังกว่าเดิม โดยมีต้นสังกัดของกรมศิลป์อย่างกระทรวงวัฒนธรรมเป้าหมายรายต่อไป!แต่ไหนๆ ก็มีโอกาสได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทั้งที จะให้หยุดแค่นี้คงน้อยไป โดยเฉพาะปีหน้าหอสมุดแห่งชาติก็จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาบรรณารักษ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 16 :The16th Congress of Southeast Asian Librarians (CONSAL XVI2015)ระหว่าง 10 - 13 มิถุนายน 2558'จุดประกาย'จึงถือโอกาสนี้ ถามไถ่ไปยังแฟนๆ หอสมุดแห่งชาติ ตลอดจนคนในวงการหนังสือว่า อยากให้ "หอสมุดแห่งชาติ" เป็นอย่างไร?
- เท่าทัน
หลายคนอาจไม่ทราบ ว่าที่หอสมุดแห่งชาติมีมุมให้บริการโน้ตบุ๊คกับเขาด้วย...
มุมนี้มีไว้สำหรับคนใช้โน้ตบุ๊คโดยเฉพาะ หรือถ้าจะพูดอีกทางหนึ่ง ก็คือ คนใช้โน้ตบุ๊คไม่สามารถไปนั่งที่ไหนตามใจชอบได้ ไม่ว่าจะจำเป็นต้องใช้หนังสือในห้องใดก็ต้องทำเรื่องขอนำหนังสือที่ต้องการออกมา โดยกฎมีอยู่ว่า จะต้องกรอกข้อมูลและทิ้งบัตรประชาชนไว้ที่ห้องนั้นๆ (นำออกได้ไม่เกิน 5 เล่มต่อ 1 ครั้ง)
แต่การจะใช้มุมโน้ตบุ๊ค ก็ต้องแลกบัตรเพื่อเข้าไปใช้บริการเช่นกัน และถ้าต้องใช้หนังสือจากหลายห้องพร้อมกัน คำถามคือ จะต้องใช้บัตรประจำตัวที่ออกให้โดยราชการและมีรูปติดบัตรกี่ใบเพื่อการนี้?
คำถามขำไม่ออก ที่การหาคำตอบอาจจะง่ายกว่าการพยายามเข้าใจ...
หรืออย่างกรณีของ'วี'อีกหนึ่งผู้ใช้บริการขาประจำของหอสมุดแห่งชาติ ที่แม้จะเชี่ยวขนาดไหน ก็มักเจอเรื่องไม่คาดฝันจากที่นี่ได้เสมอ
"ผมเคยจะเข้าไปทำงาน แล้วก็ไม่แน่ใจว่า แทบเล็ต นี่คือ... เอาเข้าไปได้เลยไหม?ต้องกรอกแบบฟอร์มเหมือนโน้ตบุ๊คหรือเปล่า ก็เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ เขาถามว่า แทบเล็ต คืออะไร"
หลังจากสตั๊นไปหนึ่งวิ เขาอธิบายพร้อมโชว์แทบเล็ตในมือให้ดู ทั้งคู่ (วีและเจ้าหน้าที่) ก็ช่วยกันวิเคราะห์ว่า จะจัดเป็นหมวดไหนดี... โทรศัพท์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์?ก่อนจะลงความเห็นว่า น่าจะเอาเข้าไปได้เลย(มั้ง)
"จริงๆ หอสมุดแห่งชาติของบ้านเราถือว่าใหญ่มาก มีหนังสือเยอะมาก กว่า 6 แสนรายการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวน คือ ความเข้าใจว่า โลกไปถึงไหนแล้ว และต้องรู้ว่า คนต้องการอะไร เขาเสพหนังสือ ข้อมูล ข่าวสารกันด้วยวิธีไหนกันบ้าง... แต่บ้านเรา พออะไรที่ลงท้ายด้วยคำว่า'แห่งชาติ'หน่อย ก็จะกลายเป็นความคร่ำครึ ไม่ทันโลก ก็เลยอยากจะให้ปรับตัวให้เท่าทันความต้องการของสังคมให้มากขึ้น"ประภัสสร โพธิ์ศรีทองแม่งานในการรณรงค์ แสดงความเห็น กรณีที่นอกเหนือไปจากเรื่องที่เธอขอไปตามจดหมายที่ยื่นแล้ว สิ่งที่ต้องการก็คือ "ความเท่าทัน" นี่แหละ..
ความไม่ทันโลกของเจ้าหน้าที่ยังพอเข้าใจได้ แต่การล้าหลังระดับ'นโยบาย'สำหรับทั้งคู่มองว่า เป็นเรื่องที่เกินจะทำใจ
"หนังสือโบราณที่หมดอายุลิขสิทธิ์แล้วมีอยู่ที่หอฯชาติเยอะมาก ก็อยากจะให้เขาทำฉบับดิจิทัลเพื่อให้อ่านทางออนไลน์ได้ด้วย เพราะจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน" ประภัสสรเอ่ย และบอกว่า ส่วนตัวเจอปัญหากับเรื่องการเข้าถึงเอกสารโบราณค่อนข้างมาก ยังไม่ต้องถึงกับหวังจะได้อ่านในเวอร์ชั่นดิจิทัล เอาเพียงแค่การทำระบบการสืบค้นที่สามารถค้นจากคีย์เวิร์ดผ่านคอมพิวเตอร์ได้เหมือนหนังสือทั่วไปนั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่มี
เช่น กรณีเอกสารสมัยรัชกาลที่ 4 ผู้รับบริการจะต้องมานั่งเปิดบัญชีเอกสารจำนวน 18 เล่มๆ ละไม่ต่ำกว่า 50 หน้า ใช้เวลาอย่างเร็วไม่ต่ำกว่า 5 วัน จึงจะทราบว่ามีเอกสารที่ต้องการใช้อยู่กี่รายการ เรียกว่า เสียทั้งเงินและเวลา โดยเฉพาะคนที่ต้องมาใช้บริการจากต่างจังหวัด
"อย่างตอนนี้ต้องศึกษาหนังสือสมัยรัชกาลที่ 5 ก็อาศัยดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ต่างประเทศเอา" ประภัสสรบอก พร้อมตบท้ายว่า แม้จะเป็นหน่วยงานของกรมศิลป์ แต่หอสมุดแห่งชาติก็ไม่ควรปฏิบัติต่อ'หนังสือ'ประหนึ่งวัตถุโบราณ เพราะ "หนังสือมีไว้เพื่อให้อ่าน" จึงควรเปิดกว้างให้สาธารณชนเข้าถึงให้ได้มากที่สุด
- เท่าเทียม
เกี่ยวกับการรณรงค์ที่เกิดขึ้น หากมองผ่านแว่นบรรณาธิการของมกุฏ อรฤดีบรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ผู้ใช้เวลากว่า 1 ทศวรรษในการผลักดันให้เกิดสถาบันอิสระขับเคลื่อนเรื่องการเข้าถึงหนังสืออย่างเท่าเทียม เขาเปรียบว่าไม่ต่างอะไรกับ "นิ้ว" หนึ่งนิ้วที่กำลังเจ็บป่วย ทว่า "คน" ซึ่งเป็นเจ้าของนิ้วนั้นกำลังร่อแร่ การจะมาพูดเรื่องรักษานิ้วนั้น ส่วนตัวเขาคิดว่า ยากที่จะหาย ถ้าคนทั้งคนกำลังจะตาย
"รัฐบาลนี่แหละที่ต้องเข้ามาจัดการ" มกุฏ เอ่ย
เพราะรู้กันดีอยู่ว่า ลำพังหอสมุดแห่งชาติไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จหาก "ระบบ" ยังคงเป็นแบบเดิมๆ และถ้าย้อนกลับไป ตัวเขาเองก็เคยพยายามผลักดันให้หอสมุดแห่งชาติแยกตัวออกมาเป็นหน่วยงานอิสระ โดยอาจจะชื่อ "สถาบันหนังสือแห่งชาติ" หรืออะไรก็ว่ากันไปเพื่อพัฒนาการอ่าน การเขียน การผลิต และการกระจายหนังสือให้ครบวงจร ซึ่งในฐานะที่หอสมุดแห่งชาติรู้ทุกอย่าง มีข้อมูลทุกเรื่องเกี่ยวกับหนังสือที่พิมพ์ในประเทศไทย หากสามารถแยกตัวออกมาเป็นอิสระได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก
"เมื่อหอสมุดแห่งชาติรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังสือที่มีอยู่ในประเทศนี้ หากสามารถแยกตัวออกมาดำเนินการอย่างอิสระโดยทำงานอย่างเป็นเรื่องเป็นราวได้ น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่น่าเสียดายความพยายามมาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา อย่างดีที่สุดคือ สามารถบรรจุวาระที่ควรจะเป็น "แห่งชาติ" นี้ได้แค่ขั้นตอนการร่างกฤษฎีกา เพื่อจะหายเงียบไปในภายหลัง"
แม้จะไม่ได้เงียบอย่างสิ้นเชิง แต่แนวคิดเรื่องสถาบันแห่งชาติของมกุฏได้ถูกทอนจนเหลือเป็น "สำนักงานอุทยานการเรียนรู้" หรือTK PARKภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน) หรือOKMDซึ่งในมุมมองของเขา เห็นว่า ยังไม่สามารถตอบสนองเรื่องการเข้าถึงหนังสืออย่างเท่าเทียมได้จริง
"ระบบการอ่านหนังสือของชาติไทยมันยังไม่มี หอสมุดแห่งชาติตั้งมาเป็นร้อยปี แต่ก็แค่สถานที่เอาไว้เก็บหนังสือแค่นั้น ไม่ใช่สถานที่ให้บริการหนังสือ ยืมกลับบ้านก็ไม่ได้ แทนที่จะแยกออกจากกัน ระหว่างหนังสือหายาก หนังสือโบราณที่มีคุณค่า และมีประโยชน์เพื่อการอ้างอิงต่างๆ ก็ให้เก็บเป็นระบบออนไลน์ ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ส่วนหนังสือทั่วไปก็ควรจะเปิดให้ยืมกลับไปอ่านที่บ้านได้ นี่คือพื้นฐานเหมือนกับหอสมุดแห่งชาติของประเทศอื่นๆ เขาทำกัน ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะให้โทษ ก็โทษรัฐบาลไปเต็มๆ เลย เพราะรัฐบาลนี่แหละ ที่จะต้องทำความเข้าใจว่า ที่จริงแล้ว หอสมุดแห่งชาติควรจะมีไว้เพื่ออะไร ควรมีหน้าที่อะไรบ้าง"
เพราะจะคิดใหญ่ ต้องไปไกลเกินกว่านั้น การจะไปไล่บี้กับกรมศิลป์จึงไม่ตรงจุดเท่าไรนักในมุมมองของมกุฏ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในหลายๆ เรื่องก็สามารถปรับปรุงได้โดยไม่ต้องรอหนังสือคำสั่งจากเบื้องบน...
โดยเฉพาะจาก พรบ.จดแจ้งการพิมพ์ ก็บอกไว้ชัดเจนว่า สำนักพิมพ์ต้องส่งหนังสือ หรือสื่อสิ่งพิมพ์มาให้ทางหอสมุดฯ เป็นจำนวน 2 ฉบับ แต่ในความจริงกลับกลายเป็นว่า ยังมีนิตยสารหัวใหญ่ และหนังสือพอคเก็ตบุ๊คอีกมากที่ไม่สามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติ
อย่างที่บอกไว้ข้างต้น... เราไม่สามารถหางานซีไรท์หลายๆ เล่มอ่านได้จากที่นี่!







