วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องสู้...แบบปล่อยวาง

เป็นนักต่อสู้เพื่อสังคม เรียนรู้ที่จะเข้าใจชีวิตต้วเองและผู้อื่น ณ วันนี้จึงมีจุดยืนที่มัี่นคง

แม้เรื่องราวการต่อสู้ของ ปรียานันท์ ล้อเสริมวัฒนา เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในฐานะผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขจะเป็นเรื่องที่ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เนื่องจากการรักษาลูกของเธอเกิดความผิดพลาด ต้องกลายเป็นคนพิการ ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน ทำให้เธอต้องยื่นฟ้องโรงพยาบาลที่รักษาผิดพลาดหลายครั้ง เมื่อคดีความหมดอายุ ก็ฟ้องใหม่ ณ วันนี้ผ่านมา 23 ปี เธอยังสู้ต่อ ปัจจุบันคดีความยังอยู่ในศาล

ช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่เธอทำอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก็คือ ช่วยผู้ที่เสียหายทางการแพทย์ เนื่องจากการรักษาผิดพลาด เธอช่วยแนะนำกระบวนการยื่นฟ้องต่อศาลให้ถูกต้อง และผลักดัน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยเธอเป็นประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และมีหลายคดีเธอช่วยต่อสู้ จนได้ชัยชนะ และหลายคดีก็พ่ายแพ้ แต่เธอไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ และปัจจุบันเธอยังเป็นวิทยากรบรรยายให้นักศึกษาแพทย์เข้าใจเรื่องความเสียหายที่เกิดจากการรักษาผิดพลาด เพื่อสร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาผู้ป่วย

ณ วันนี้ ชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดู เธอยังสู้ต่อไป เธอบอกว่า ต้องสู้ด้วยสติ และใจที่ปล่อยวาง

ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดว่าจะเป็นนักต่อสู้ แต่กลายเป็นตำนานในการเรียกร้องความเป็นธรรม อะไรเป็นแรงบันดาลใจ

เมื่อก่อนเรื่องกฏหมายหรือการแพทย์ก็ไม่รู้เรื่อง เราเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนอกเกิดที่เชียงราย ปกติคนต่างจังหวัดจะเคารพหมอมาก หมอว่ายังไงก็ว่าตามนั้น เมื่อเกิดความเสียหาย ก็ไม่ได้คิดว่าจะไปแจ้งความ เพราะเราก็เป็นนักกีฬา ก็คิดว่า คนเราพลาดได้ แต่โรงพยาบาลเอกชนชั้นหนึ่งน่าจะรับผิดชอบ เมื่อคลอดลูกแล้วเกิดความเสียหายกับลูกเรา เราก็รับไม่ได้ เนื่องจากผู้บริหารโรงพยาบาลไม่รับผิดชอบ การต่อสู้ผ่านมา 23 ปีแล้ว ยังไม่ถึงกระบวนการพิสูจน์ถูกผิด กลายเป็นว่า เรื่องถูกผิด เรื่องเหล่านี้ไปอยู่ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตอนนี้เอาผิดกับใครไม่ได้

ทำไมฮึดสู้

คนเราเมื่อผิดพลาด ก็ขอโทษ แล้วรับผิดชอบ เราเป็นคนบ้านนอกก็ชอบแบบนี้ ไม่ได้คิดจะฟ้อง แต่เราต้องการความรับผิดชอบที่มีต่อลูกของเรา เพราะลูกก็พิการแล้ว เรารับได้ ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่ได้เรียกร้องเงินใดๆ แต่เราพบการปฏิเสธไม่รับผิดชอบ และทางผู้บริหารโรงพยาบาลบอกว่า จะลดค่าใช้จ่ายให้ เพื่อเห็นมนุษยธรรม แต่บอกว่าไม่ได้ผิดพลาดใดๆ ตอนนั้นความรู้ทางการแพทย์ และกฏหมาย ก็ไม่รู้เรื่อง

จนสามีหาทางเอาลูกไปรักษาที่เยอรมัน ตอนไปขอเวชทะเบียน เพื่อจะนำลูกไปรักษาที่นั่น ปรากฏว่า ทางโรงพยาบาลท้าให้ฟ้อง

ต่อสู้มานานกว่า 23 ปี ทำไมยังสู้ต่อ...

ตอนแรกสู้เพื่อลูก ผ่านมา 11 ปี เราพบว่า พึ่งกลไกแบบไหนไม่ได้เลย สังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ และพบว่า ไม่มีความรู้ สู้เขาไม่ได้เลย เวลาคนเขาช่วยกัน เขาไม่คำนึงว่า เราเป็นผู้ได้รับผลกระทบแค่ไหน เราสู้จนสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกเราไม่ได้รับการแก้ไข เป็นความเสียหายตลอดชีวิต เขาต้องเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทุกสิบปี ปัจจุบันยังไม่ได้เปลี่ยนเลย แค่ผ่าออกมาเกยกัน เขาต้องเปลี่ยนข้อสะโพนหลังอายุยี่สิบปี เพื่อให้ข้อโตเต็มที่ ซึ่งกรณีนี้บัตรทองไม่ครอบคลุม ต้องใช้เงินหลายแสนบาท ตอนนี้เขาก็อายุ 23 ปี แต่เราไม่มีเงินเปลี่ยนให้เขาหรอก

ตอนนั้นสู้จนสิ้นเนื้อประดาตัว ?

เมื่อคดีเข้าสู่ศาล สมัยก่อนไม่มีวิธีพิจารณคดีผู้บริโภคที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ต้องจ่ายค่าทนาย ค่าเดินทาง ค่ารักษาโรค ตอนนั้นต้องหยุดงานมาดูแลลูก เมื่อสู้มาครบ 11 ปี บ้านโดนยึด โดนขายทอดตลาด สามีไปอเมริกาเพื่อหาเงิน แต่ช่วงหนึ่งเขาตกหลังคา หลังหัก ไม่มีเงินส่งกลับบ้าน ตอนนั้นเราคิดหันหลังให้สังคม เงินห้าสิบบาทต้องอยู่ให้ได้หนึ่งอาทิตย์ ต้องเก็บผักบุ้งมาผัดกิน ญาติพี่น้องไม่สนใจ เพราะสมัยก่อนใครฟ้องร้องหมอ จะถูกรังเกียจ จนกระทั่งศาลพิพากษาให้แพ้คดี เพราะหมดอายุความ เราก็เป็นลมล้มหน้าศาล สื่อนำเสนอเรื่องที่เกิดขึ้น จึงมีคนมาช่วยไถ่บ้าน และให้งานสามีเราทำ

เคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วย?

บ้านโดนยึด เงินทองไม่เหลือ มีหนี้สิน ญาติพี่น้องก็ไม่เหลี่ยวแล มีปัญหาทุกอย่าง ตอนแพ้คดีก็คิดจะฆ่าตัวตาย ไปยืนอยู่บนสะพานพระปิ่นเกล้า คิดจะกระโดดลงน้ำ แต่ตอนนั้นคิดถึงลูก เพราะต้องทุบขาให้ลูกก่อนนอน ตอนนั้นลมฝนพัดมา เราจึงได้สติ

เริ่มทำงานเพื่อผู้อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่

จากการต่อสู้คดีส่วนตัว เคยคับแค้นใจมาก ไปถือป้ายประท้วงหน้าโรงพยาบาล เวลาโรงพยาบาลมีงานประชุมที่ไหน ก็ไปร้องไห้ พูดก็ไม่รู้เรื่อง จะพูดแต่ความทุกข์ของตัวเอง คนก็ว่า แปลก บ้า เล่นไม่เลิกจนมีโอกาสเจอนักกฎหมายและหมอดีๆ ให้กำลังใจและความรู้ และมีคนมาปรึกษา เพราะพวกเขาได้รับความเสียหายเหมือนเรา จึงตั้งเครือข่าย แต่ไม่รับเงินใดๆ ตั้งแต่นั้นมาก็ช่วยเหลือคนที่ได้รับความเสียหายทางการแพทย์

เมื่อคิดจะสู้ไม่ถอย ตั้งสติอย่างไร

เราเป็นคนที่สู้แล้วสู้ไม่ถอย ตอนนั้นเราถามสามีว่า จะเซ็นต์ใบหย่า หรือเซ็นต์ฟ้องด้วยกัน เขาก็เซ็นต์ใบฟ้อง เริ่มมีคนให้กำลังใจ มีคนเชิญไปบรรยายในโรงเรียนแพทย์ เพื่อให้หมอทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น จนมีสัญญาณให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำถูกต้อง อย่างองค์กรอนามัยโลก ก็มีโครงการที่ว่า ความผิดพลาดต้องนำมาเปิดเผย เพื่อเป็นบทเรียนสอนหมอ ให้ความรู้กับคนไข้ แต่บ้านเราซุกไว้ใต้พรม เมื่อเราเริ่มสู้ ก็มีคดีเพื่อนๆ ที่เสียหายจากการบริการสาธารณสุข ที่เราช่วย แม้บางกรณีแพทย์สภาชี้ว่าไม่มีมูล แต่ศาลตัดสินให้ชนะ

แรกๆ เราสู้แบบมวยวัด ไม่รู้วิธีเรียบเรียงกระบวนการคิด จนเริ่มคิดได้ ถ้าพูดแบบนี้ คงไม่มีใครช่วย เราต้องตัดอารมณ์ความรู้สึก ชี้่ประเด็นให้ชัด เริ่มรุู้เรื่องกฎหมาย มีคนช่วยเรามากขึ้น เราก็เลยขอสามีว่า หลังจากนี้ขอทุ่มให้กับสังคม อยากให้พรบ.คุ้มครองคนไข้ เกิดขึ้นสักฉบับ

ตอนทุกข์สุดๆ ทำอย่างไร

พึ่งทั้งธรรมะ เจ้าเข้าทรง เสียเงินไปมากมาย แต่ในที่สุดค้นพบว่า อยู่ที่ใจของเรา ได้เห็นคนที่ทุกข์กว่าเรา จึงเป็นแกนนำช่วยคน ไปงานประชุมสัมมนาเรื่อยๆ เริ่มรูู้ว่า ต้องพูดให้เข้าประเด็น ซึ่งเมื่อก่อนเราพูดแบบวงแตก เราก็ปรับตัว เมื่อเรามีบทบาท มีคนมาฝากความหวัง ก็คิดได้ว่า เราจะฟูมฟายต่อไปไม่ได้แล้ว สังคมก็ช่วยเหลือครอบครัวเรา เราต้องตอบแทนสังคม

คดีแรกที่ช่วยเหลือจากความผิดพลาดทางการแพทย์เรื่องอะไร

ความผิดพลาดจากการแพ้ยา เราเอาคดีเข้าสู่ศาล เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขหันมามอง เพราะกลไกปกติพึ่งพิงไม่ได้ การต่อสู้ของเรามีหลายช่วง แรกๆ ก็ชนะ จนกระทั่งทางนั้นมีทีมหมอที่จบด้านกฏหมายมาสู้กับเรา ตอนหลังก็แพ้ตลอด จึงสื่อสารเรื่องราวผ่านเฟสบุ๊ค

จะเรียกว่า ยิ่งสู้ ยิ่งต้องหาความรู้มากขึ้น ?

พวกหมอก็ให้ความรู้ อย่างเช่น สถิติของคนไข้ที่ตายหรือพิการจากความผิดพลาดของการรักษา ซึ่งมีข้อมูลในองค์การอนามัย จนปี 2550 ได้รับเชิญไปงานองค์กรอนามัยโลกไปพูดที่อินโดนีเซีย แต่บางช่วงท้อเหมือนกัน เวลาป่วยไม่มีใครอยากรักษา เพราะช่วงนั้นหมอไม่เข้าใจในเรื่องการต่อสู้ ตอนปี 2554 เราก็คิดว่าจะหันหลังให้สังคม เพราะการผลักพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางสาธารณสุข กระทบเรื่องผลประโยชน์ของคนอื่น โดนขู่ฆ่า ตอนนั้นจึงไปอยูู่เชียงราย กระทั่งได้รางวัลจากหน่วยงานเพื่อสังคม ตอนที่เราตกต่ำ ก็มีคนโอบอุ้ม จึงสู้ต่อ

ตอนนี้ชีวิตเป็นอย่างไร

เมื่อก่อนจะทำงานด้วยความเครียด เพราะเราคิดว่า ถ้าปกปิดความจริงไว้ ปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะการทำงานของเราเกี่ยวข้องกับชีวิตคน ส่วนคดีความของเรา รอฟังจากศาลฏีกาจะรับฟ้องคดีลูกของเราหรือไม่ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ตัดสิน ปัจจุบันเราไม่มีหนี้สิน ลูกชายคนโตก็เรียนจบปริญญาตรี ลูกชายอีกคนก็เรียนมหาวิทยาลัย พวกเขาก็ได้ดีเพราะตัวเขาเอง ส่วนตัวเราก็ทำงานเพื่อสังคม มีคนเชิญไปบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟังอยู่เรื่อยๆ และการช่วยเหลือคนที่ได้รับความเสียหาย เราติดต่อผ่านเฟสบุ๊ค จึงทำงานได้ง่ายขึ้น เราจะไปศาลก็ตอนส่งพวกเขาฟ้อง และวันฟังคำพิพากษา ที่ เราช่วยเหลือด้วยใจ ไม่เอาค่าตอบแทนใดๆ อย่างคดีล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 คนไข้ชนะคดี ฝ่ายที่ทำให้เสียหายต้องจ่ายหนึ่งล้านหกแสนบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ รวมๆ แล้ว 3 ล้านบาท แต่ใช้เวลา 12 ปี พวกเขาก็มีหนี้สินต้องจ่ายเยอะ

เห็นบอกว่า การต่อสู้ช่วงหลังปล่อยวางได้เร็วกว่าเมื่อก่อน

การต่อสู้เหมือนการปฏิบัติธรรม ตอนนี้คดีลูกชาย เราสู้ด้วยใจที่ว่างเปล่า อยากให้จบ เราปล่อยวางได้เร็ว เราถือหลักพรหมวิหาร 4 เราใช้วิธีพิจารณาใจตัวเองตลอดเวลา เวลาเจอคนที่เสียหายเนื่องจากบริการสาธารณสุข เราแนะนำให้คนได้รับความเสียหายลำดับเหตุการณ์ให้ถูกต้อง เราจะซักข้อมูลละเอียด แต่ไม่ใช่ว่า คนได้รับความเสียหายจะน่ารักทุกคน ถ้าคนไหนพูดโกหกก็ไม่ช่วย

มีความสุ่มเสี่ยงตลอดเวลาในการช่วยเหลือเพื่อต่อสู้คดีในศาล ทำไมคุณยังเลือกที่จะช่วย

ชีวิตคงถูกกำหนดมาแล้ว ตอนกลับไปอยูู่เชียงราย มีเหตุให้ทำธุรกิจไม่สำเร็จ ต้องปิดร้านขายของ แต่เวลาเราแย่ๆ ก็เหมือนมีอะไรมาช่วย เราเชื่อเรื่องการทำความดี กตัญญูต่อสังคมและครอบครัว

มีความกลัวในการต่อสู้อีกไหม

ไม่กลัว ถ้าเราตายวันนี้ พรุ่งนี้พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขเกิดเลย เราเชื่อว่า พรบ.นี้ต้องเกิด เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม หมอก็หนุนเยอะในการลงชื่อเพื่อสนับสนุนพรบ.นี้ แรกๆ หมออาจต่อต้าน เพราะเราเป็นแกนนำฟ้องหมอ เมื่อหมอเห็นว่า คนไข้ทุกข์ก็ช่วยกัน ถ้ามีพรบ.ฉบับนี้ คนไข้ที่ได้รับความเสียหายจะได้การชดเชยภายใน 1 ปี ไม่ยาวนานเป็นสิบๆ ปี คนไข้ไม่ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ถ้าพรบ.ไม่เกิด เหมือนภาระกิจยังไม่เสร็จ เพราะเราไม่ได้ตั้งเครือข่ายมาเพื่อฟ้องร้อง แล้วแบ่งเงินกับผู้เสียหาย เราไม่เคยเอาเงินใคร อีกอย่างถ้าพรบ.ฉบับนี้เกิด มันก็ไม่มีผลต่อคดีลูกชายเรา เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน