วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กว่าจะถึงจุด...กำไร(ชีวิต) ธนวรรธน์ พลวิชัย

เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ถูกใช้บริการในสังคมบ่อยมากไม่ใช่เพราะพยากรณ์แม่นยำถูกต้องทุกครั้ง แต่เพราะมีข้อมูลรอบด้าน

"ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่เวลาคนเห็นผมออกทีวี ก็จะคิดลบทันทีว่า สงสัยเศรษฐกิจตกต่ำ..."

นักเศรษฐศาสตร์ที่ฮิตฮอต และคนได้เห็นตามรายการวิเคราะห์เศรษฐกิจอยู่เรื่อยๆ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือ เจ้าของประโยคนี้

ใช่เลย...บทสนทนาครั้งนี้เป็นการพูดคุยเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นการเชื่อมโยงกับทุกเรื่อง บริบทที่พูดคุยมีทั้งเรื่องชีวิต ความเป็นอยู่และสังคม รวมถึงเรื่องราวในอนาคต ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์

ว่ากันว่าเป็นหน้าที่ของนักเศรษฐศาสตร์ต้องคอยบอกว่า เศรษฐกิจตอนนี้เป็นอย่างไร แต่คนที่อยู่ในวิชาชีพนี้ก็มีวิธีการบอกไม่เหมือนกัน บางคนเปิดตำราเศรษฐศาสตร์ร่ายยาว ก็มีทั้งคนเข้าใจและไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คนนี้ทำมากที่สุด คือ พยายามสื่อสารให้คนเข้าใจมากที่สุด

ก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานทั้งธนาคาร การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ รวมถึงเป็นอาจารย์ทำวิจัยหลากหลายเวอร์ชั่น ตั้งแต่เรื่องชาวนา วัฒนธรรม ธุรกิจ วิทยาศาสตร์ เขาบอกว่า ทำวิจัยกันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แต่กลับเป็นผลดีที่ได้เรียนรู้ เพราะนี่คือ กำไรชีวิตและความคิด

เลือกที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แล้วอาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ประเภทไหน

คือ ตอนแรกเป็นความบังเอิญที่ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่ตอนหลังเป็นเรื่องจริง ตอนผมสอบเทียบได้ไปเรียนที่รามคำแหง เรียนฟิสิกส์เพื่อจะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อสอบวิศวะไม่ได้ก็โอนหน่วยกิตไปเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์ เป็นความบังเอิญที่เรียนด้านนี้ และเรียนจนจบปริญญาเอกด้านสถิติที่เมืองนอก ถ้าถามว่าทำไมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แล้วชอบ เพราะวิชาการนี้มองเป็นระบบ เกี่ยวกับการเงินและพัฒนาแนวคิดของธุรกิจ พัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ เพราะก่อนผมจะเรียนปริญญาเอก ผมเคยทำงานธนาคาร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผมได้ใช้เศรษฐศาสตร์ในการประยุกต์กับพลังงาน

เมื่อผมจบปริญญาเอกก็เป็นความบังเอิญที่มาสอนด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และบังเอิญอีกอาจารย์ดึงไปทำงานบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ บริษัทล้ม ผมก็เข้าใจเรื่องการวิเคราะห์หุ้น และเข้าใจสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้รู้ว่า ภาคเอกชนมองและคิดยังไง จนได้มาจัดตั้งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากประสบการณ์เรารู้เลยว่า ถ้าคุยกับนักธุรกิจ มีเวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง นักธุรกิจจะเอาประเด็นอะไร ต้องพูดให้ตรงประเด็น ไม่อ้อมค้อม และให้เขารู้ว่า เขาจะได้คำตอบที่กำลังมองหา มันฝึกให้เราทำงานรวดเร็วใช้คำพูดสั้นๆ มุ่งตอบคำถาม ทำให้สไตล์ของเราหลุดจากโลกวิชาการ

ไม่ว่าเรื่องใดที่เกิดขึ้นในสังคม ก็โยงกับเศรษฐศาสตร์ได้หมด ?

สาเหตุที่ทำให้ผมมีมุมมองหลากหลาย จุดแรกมาจากการเป็นนักกิจกรรมในโรงเรียน ตอนผมเรียนราม ต้องวางแผนในการลงทะเบียน ผมวางแผนล่วงหน้าเป็นปี จนผมทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ฝ่ายวิจัย ตอนนั้นดร.โอฬาร ไชยประวัติ เป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่นั่น ทำให้ผมรู้ระบบการคาดการณ์พยากรณ์ การวางแบบจำลองวิเคราะห์ของธนาคาร พอมาอยู่การไฟฟ้าผมก็ได้เรียนรู้วิธีคิดของวิศวกร ผมเอาวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าไปช่วยในเรื่องการคำนวณราคาค่าไฟฟ้า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการทำงานที่นั่น ทำให้ผมฝึกการทำงานกับสาขาอื่นๆ ประกอบกับการเรียนปริญญาเอก ด้านสถิติ ทำให้เราเป็นนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น รู้ข้อเท็จจริงในการใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ ช่วงเรียนปริญญาเอก ทำให้ผมผสมผสานความเป็นนักวิทยาศาสตร์กับนักสังคมศาสตร์เข้าไว้ด้วยกัน

การพยากรณ์ทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ เคยพลาดบ้างไหม

ต้องมีพลาดบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่ากรณีวิเคราะห์พยากรณ์ผิด หรือคนเอาข้อมูลที่วิจัย แล้วไปเปลี่ยนตัวเลขใหม่ให้ดูดี ผมเคยประเมินงานให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ทั้ง 14 หน่วยงาน ทำให้รู้เรื่องวิทยาศาสตร์ว่าสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างไร หรือประเมินงานเรื่องดาวเทียมให้สวทช. ทำแผนยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรม ทำให้เราเปิดโลกสู่สังคมศาสตร์ แม้กระทั่งการทำงานกับชาวนา เพื่อรองรับการเปิดเออีซี ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้

ใช่ว่า...ภาษาเศรษฐศาสตร์จะทำให้คนทั้งประเทศเข้าใจสารที่ต้องการสื่อเหมือนกัน แล้วอาจารย์มีวิธีการสื่อสารอย่างไร เพื่อให้คนเข้าใจมากที่สุด

อาจารย์ผมเคยบอกว่า เราต้องพูดภาษาที่วินมอเตอร์ไซค์ คนขับแท็กซี่หรือมนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้าเข้าใจ ผมถูกหล่อหลอมแบบนี้ เวลาคุยกับชาวนา ชาวบ้านนั่งเด็ดผัก เราก็ช่วยเขาเด็ดไป คุยไป เราต้องเข้าใจวิถีบ้านๆ ใช้ภาษาบ้านๆ ตอนทำงานวิจัยประเมิน เรื่องทำนาหนึ่งไร่ได้เงินหนึ่งแสน ทำให้เราใกล้ชิดกับเกษตรกร หรือทำงานกับนักธุรกิจห้องแถว นักธุรกิจแสนล้าน เราทำงานหลากหลาย ตั้งแต่สากกะเบือยังเรือรบ ถือว่าเรากำไร

ถ้าจะให้เชื่อมโยงเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าจนถึงระดับประเทศ อาจารย์จะสื่อสารเรื่องนี้อย่างไร

เราได้ข้อมูลหลายด้าน ทั้งนักธุรกิจระดับต้นๆ ของโลก นักธุรกิจไทยระดับแถวหน้า นักธุรกิจห้องแถว ทำให้มีข้อมูลที่หลากหลาย ศูนย์พยากรณ์ของเราจึงพยายามมองเศรษฐกิจให้ทะลุ แต่การมองเศรษฐกิจระดับมหภาคไม่ง่าย เพราะเรามีข้อมูลภาครัฐเฉพาะระดับเชิงรุกที่เปิดเผยต่อสาธารณชน อีกอย่างเวลาสื่อสารออกไป คนเข้าใจไม่เหมือนกัน บางทีข้อมูลเดียวกัน แต่เวลาต่างกัน การอธิบายก็ไม่เหมือนกัน อย่างผมพูดว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะเติบโต 2 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีคนไทยประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์เข้าใจแล้ว จินตนาการได้ว่าจะอยู่ในแวดวงธุรกิจอย่างไร แม้ผมจะส่งสารได้ครบ แต่นักข่าวก็จะนำเสนอเฉพาะประเด็นหลักๆ เราก็เลยนำข้อมูลลงเวปไซต์ให้อ่านกัน

ถ้าถามว่า ชาวบ้านจะเข้าใจไหม เศรษฐกิจประเทศเติบโตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างไร จากที่เคยได้ยิน 5 เปอร์เซ็นต์บ่อยๆ พวกเขาก็รู้แล้วล่ะ เศรษฐกิจเติบโตไม่ดี เงินทองหายาก ต้องระมัดระวังการใช้เงิน ถ้าเรามีโอกาสเราก็สื่อสารแปรความหมายในสื่อต่างๆ แต่การสื่อสารก็อยู่ที่ว่า ผมมีโอกาสพูดได้แค่ไหน การเติบโตทางเศรษฐกิจ 2 เปอร์เซ็นต์ หากถามว่า ประชาชนจะปรับตัวอย่างไร ผมคงพูดแบบเดิม เงินในกระเป๋าเหลือไหม ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน เศรษฐกิจเติบโตแค่นี้ ก็ไม่ได้รับผลกระทบ แต่ถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้า เศรษฐกิจเติบโตน้อย คนไม่ซื้อของ ก็ต้องระมัดระวังสภาพคล่อง ส่วนคนที่ค้าขายกับต่างชาติ มีรายได้มากมาย การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นเรื่องปกติสำหรับเขา ส่วนธุรกิจท่องเที่ยวหรือส่งออก ถ้าเศรษฐกิจเติบโตแบบนี้ พวกเขาไม่กระทบ

ในอนาคต...ธุรกิจที่จะพัฒนาประเทศเป็นเรื่องใด

มีสองอย่าง คงดูตามกระแสโลก รัฐบาลชุดนี้คงจะพัฒนาเศรษฐกิจ ด้านดิจิตอลและเทคโนโลยี การสื่อสาร ประเทศเราต้องการเติมเขี้ยวเล็บ ด้านโลจิสติกส์ การคมนาคมขนส่ง ทำให้เราแข่งขันต่างชาติได้หรือแม้กระทั่งศูนย์กระจายสินค้า อีกส่วนหนึ่งคือ พลังงานทดแทน คนที่ทำธุรกิจพลังงาน ถ้าสามารถทำโซล่าฟาร์ม ไบโอก๊าซ ชีวมวลหรือชีวภาพ ตลอดจนพลังงานจากขยะกำไรทุกวัน อีกเรื่องคือ การศึกษาสำคัญมาก ทำไมโรงเรียนกวดวิชา สถาบันการศึกษา สถานศึกษาในระดับต่างๆ มีรายได้เยอะ อีกธุรกิจที่ไทยโดดเด่น หารายได้เข้าประเทศได้ แต่ไม่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็คือ 1 อุตสาหกรรมอาหาร 2 ท่องเที่ยว เราติดอันดับโลก 3 ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย ทั้งการรักษา ป้องกัน สปา อาหารต่างๆ จะเติบโตด้วยศักยภาพของประเทศ หรือธุรกิจบริการพวกโรงแรมที่พัก อสังหาริมทรัพย์ เมื่อเปิดเออีซีในอนาคต ถ้าเลือกดีๆ คนไทยจะมีรายได้เยอะ

ถ้าเปิดเออีซี อาจารย์มองข้อดีข้อเสียอย่างไร

เหรียญมีสองด้านเสมอ หลักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการเลือก จึงอยู่ที่การเลือก ผมถามว่าบัตรเครดิตดีไหม อยู่ที่คนใช้ แต่คนมากมายล้มละลายเพราะบัตรเครดิต นั่นคือมุมของคนจำนวนหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มบอกว่า ดีไม่ต้องจ่ายเงิน มีคนทำบัญชีให้ด้วย เอาเงินไปหมุนได้ นั่นอยู่ที่วิธีการใช้บัตรเครดิต เหมือนการใช้อินเตอร์เน็ต บางคนก็บอกว่า ทำให้เด็กติดเกม ดูสื่อยั่วยุ เสียการเรียน อีกมุมหนึ่งก็บอกว่า ทำให้เด็กฉลาดมีจินตนาการ

ถ้าถามว่า เปิดเออีซี ดีไหม เมื่อห้าปีที่แล้ว เราปล่อยภาษี 0 เปอร์เซ็นต์กับอาเซียนสิบประเทศ ไม่เห็นบริษัทหลายแห่งล้มละลาย ตอนนี้ผมเห็นอสังหาริมทรัพย์ขึ้นมากมายที่แม่สอด จ.ตาก มุกดาหารเปลี่ยนเป็นเมืองที่เจริญ หาดใหญ่มีแต่คนมาเลเซีย ทำไมคึกคัก อยู่ที่ว่าเรามองเหรียญด้านไหน ดังนั้นถ้าเปิดเออีซี บางคนไม่พร้อมต้องปรับตัว แต่ถามว่า เปิดเออีซีจะฆ่าธุรกิจไทยไหม ผมว่า ฆ่าสำหรับคนไม่พร้อมและไม่ปรับตัว ณ วันนี้ไม่เปิดเออีซี เราเห็นนักธุรกิจจีนและชาติอื่นเข้ามาทำธุรกิจ ดังนั้นเอสเอ็มอียังไม่ล้มหายตายจาก เออีซีทำให้เศรษฐกิจของไทยและประเทศอื่นๆ ดีขึ้น ผมอยากให้ดูจากจังหวัดชายแดน ในอนาคตผมอาจเจอคอนโดที่อุดรธานี ตารางเมตรละแปดหมื่น นั่นแสดงว่าคนมีกำลังซื้อ

ในอนาคตคนไทยต้องตั้งรับและปรับตัวอย่างไร

ผมถามก่อนว่า คนไทยกลัวไม่รวยระยะสั้นหรือระยะยาว ลองตอบ 3 คำถามนี้ คือ ไทยเปิดประตูสู่อาเซียนได้ไหม,ไทยคือ หน้าต่างบานไหนสู่อินโดจีน(พม่า ลาว เขมร ฯลฯ)ใช่ไหม และมีประเทศไหนในโลกที่เชื่อมอินเดียกับจีนได้อย่างใกล้ชิด..ด้วยศักยภาพของไทย มีแหล่งภูมิศาสตร์ดีมาก เป็นประตูสู่อาเซียน ประตูเชื่อมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก นักลงทุนต่างชาติจึงเดินมาไทยเยอะ ระยะยาวไม่น่ากลัวว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ เพราะโลกต้องการอาหาร พลังงาน (เรามีพืชเพื่อผลิตพลังงาน) และการรักษาพยาบาลและท่องเที่ยว ทั้งหมดไทยมีหมด ระยะยาวรัฐบาลต้องทำเศรษฐกิจไทยให้เติบโต เพราะตอนนี้นานาประเทศมองว่าห้าปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตแค่ 4 เปอร์เซ็นต์ ธนาคารโลกมองอย่างนั้น เศรษฐกิจมาเลเซียจะเติบโต 5 เปอร์เซ็นต์ ประเทศเพื่อนบ้านเติบโต 7 เปอร์เซ็นต์ ไทยต้องทำให้นานาชาติเห็นว่า เรามีศักยภาพในการเติบโต

ระยะสั้นเศรษฐกิจประเทศจะมีแนวโน้มอย่างไร

ก่อนอื่นถามก่อนว่า เชื่อไหมว่ารัฐบาลจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ สร้างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ถ้าเชื่ออย่างนั้น ลงทุนปีละแสน สองแสนล้านบาท เม็ดเงินจะกระจายไปทั่วประเทศ ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ควรย่ำแย่ แต่ที่แย่ตอนนี้เพราะข้าวและยางราคาถูก แก้ปัญหาได้ยาก แม้ปีหน้าจะราคาดีขึ้น แต่ไม่คึกคัก รัฐบาลก็พยายามตรึงราคาข้าวและยางไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่านั้น ถ้าเศรษฐกิจโลกฟื้นราคาก็คงจะฉุดขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ผมเห็นว่า การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาแล้ว การส่งออกอาจฟื้นกลับมาบ้าง ท้ายสุดเปิดเออีซี ต่างชาติและเอกชนจะเข้ามาลงทุน เมื่อมีเงินหมุนเวียน ประชาชนก็จะจับจ่ายใช้สอย นักเศรษฐศาสตร์มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 4 เปอร์เซ็นต์ จะเติบโตกว่าปีนี้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์พลิกผัน

คนระดับรากหญ้าต้องปรับตัวอย่างไร

เราเคยเจอเกษตรกรที่รวยไหม ก็มีบ้าง แล้วทำไมคนเหล่านั้นทำได้ อย่างงานวิจัยคนทำเกษตรจริงจัง มีรายได้แสนถึงสองแสนต่อห้าเดือน บางคนใช้แนวทางพระราชดำริปลดหนี้ได้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเยอะ ไม่ว่ายากดีมีจน ถ้ามุ่งมั่นปรับวิธีการเกษตรก็ทำได้ แต่ต้องดูด้วยว่า ถ้าพื้นที่แห้งแล้งปลูกข้าวไม่ขึ้น ก็คงต้องเปลี่ยนอาชีพ ถ้านั่งวิเคราะห์แบบซุนวู รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง คนต้องวิเคราะห์ตัวเอง วิเคราะห์สภาพทุกอย่างว่า เราอยู่ในอาชีพนี้ดีขึ้นไหม

เมื่อไม่มีเงินออม คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไหม ถ้าไม่ฟุ่มเฟือย แสดงว่าปัญหาอยู่ที่รายได้ จุดแรกที่ต้องทำคือ หาทางประนอมหนี้ ถ้าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็ตัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ส่วนวิธีการปรับของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเราต้องตั้งเป้าออมให้ได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แล้วเอาเงินเหล่านั้นไปลงทุนซื้อกองทุน หรือทรัพย์สิน ผมเชื่อในวิธีแรกคือ เงินต่อเงิน ส่วนวิธีสองคือ หาอาชีพเสริมสร้างรายได้ ถ้ามีฝีมือตรงไหนก็ไปฝึกฝนเรียนรู้ ถ้าอาชีพเสริมดีกว่าอาชีพหลักก็เปลี่ยนงานซะ

เกษตรกรเหมือนกัน รัฐบาลพยายามจะบอกว่า คุณปลูกข้าว ปลูกยาง รายได้จะไม่เยอะ ปลูกยางราคาต่ำ ก็หันมาปลูกปาล์มน้ำมันดีไหม ศึกษาหาข้อมูลจากหน่วยงานด้านการเกษตร แล้วดูว่า รัฐบาลจะช่วยเหลือชดเชยอย่างไร ปลูกข้าวไม่ดี ปลูกอ้อยดีไหม จากสถิติกระทรวงฯ ข้าวกำไร 300 บาทต่อไร่ อ้อยกำไร 6,000 บาทต่อไร่ ผมมองว่า ต้องวิ่งหาข้อมูลและปรับตัว การปรับเปลี่ยนอาชีพหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ถ้า 20 ปีที่แล้ว เกษตรกรยังเป็นหนี้ธกส.และยังกู้เงินไปเรื่อยๆ ก็ควรเปลี่ยนวิธี เปลี่ยนมุมมอง เกษตรกรต้องปรับตัว ยกตัวอย่าง ถ้าเราเห็นเด็กคนหนึ่งเรียนไม่เก่ง เราควรทำยังไง จุดแรกเด็กต้องขยันเรียนก่อน ไม่ว่าจะให้เรียนพิเศษ ก็ต้องเริ่มที่ตัวเอง

เคยมีงานวิจัยที่ศูนย์ฯทำเรื่อง ธุรกิจดาวร่วงปี 2557 อยากให้อาจารย์อธิบายเพิ่มเติม ?

ลองถามตัวเองว่า ตอนนี้คุณเขียนจดหมายถึงใครบ้าง...ไม่มีแล้ว โลกเปลี่ยน ถ้าวันไหนเราไม่ได้จับคอมพิวเตอร์ ไม่ได้ดูทีวี เราคิดว่า เราผิดปกติในการดำเนินชีวิต เพราะชีวิตเราอยู่กับคำว่าดิจิตอล คนในเมืองปัจจุบัน พวกเขาไม่เข้าร้านโชห่วย เพราะไม่มีที่จอดรถ และคนรู้สึกว่าไม่ทันสมัย ด้วยพื้นฐานคนไทยชอบความทันสมัย ความเท่ สะดวก เพราะฉะนั้นร้านโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้าไปถึงทุกที่แล้ว ธุรกิจร้านโชห่วยก็ไม่มีอะไรโดดเด่น ถ้าไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีบริการลูกค้าแบบถึงใจ โชห่วยก็ร่วง

ส่วนเสื้อผ้าเครื่องประดับ ของเล่นเด็กพลาสติก ไม่มีสไตล์ ไม่มีดีไซน์ เป็นแฟชั่นเก่าๆ เหมือนยี่สิบปีที่แล้ว จะขายสินค้าได้น้อยลงและอาจตายไป เพราะถูกตีตลาดโดยจีน คนกลุ่มที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ ก็จะหาสินค้าที่คุณภาพปานกลาง สินค้ากลุ่มเหล่านี้เป็นดาวร่วง แต่ถ้าตั้งคำถามว่า ผมทำกาแฟโบราณ รีโทรมาร์เก็ตติ้ง ก็ได้อยู่ ต้องดูพฤติกรรมคนด้วย

เทคโนโลยีทางการแพทย์จะทำให้คนอายุยืนยาวขึ้น ในอนาคตคนไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร

ใช่ คนจะอายุยืนยาวขึ้น รัฐสวัสดิการต้องดีขึ้น ในอนาคตรัฐต้องดูแลคนสูงอายุ เรามีประชากรอายุเกิน 60 ปีจำนวนกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาปี สองปี ตอนนี้โครงสร้างสังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์ ลูกหลานยังดูแลปู่ย่าตายาย พ่อแม่ แต่บริบทสังคมไทยจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นตะวันตกมากขึ้น เราเริ่มมีญาติน้อยลง ลูกเริ่มแยกบ้าน พ่อแม่ก็อยู่กันสองคน อีกหน่อยเราจะเห็นบ้านพักคนชราที่เต็มไปด้วยคนสูงอายุ ขณะที่ลูกๆ ก็แค่ไปเยี่ยม รัฐต้องเตรียมเรื่องนี้

คนสูงอายุต้องเตรียมง่ายๆ คือ ออมเงิน เพื่อใช้ตั้งแต่อายุ 60-80 ปี ต้องคำนวณว่าจะใช้จ่ายเท่าไหร่ เด็กรุ่นใหม่ก็ควรเริ่มออมเงิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ คนสูงอายุต้องลดการก่อหนี้ ขณะที่รัฐยังให้สวัสดิการไม่เต็มที่ เราควรเตรียมเงินไว้ ส่วนอีกเรื่องคือ ทำใจ ระบบสังคมและเศรษฐกิจจะเปลี่ยน ลูกหลานจะไม่ได้อยู่ด้วย ถ้าถามผม...ผมมองว่า การเข้าหาธรรมะจะทำให้ไม่ทุกข์ แต่เรื่องนี้อยู่ที่สไตล์แต่ละคน สิ่งสำคัญคือ ต้องมีเงินออม และรัฐต้องเตรียมเรื่องสวัสดิการ

ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์จัดสรรเงินอย่างไร

ผมมีลูกสามคน ก็ต้องเก็บเงินบางส่วนให้ลูกเรียนหนังสือ อีกส่วนผมปล่อยให้เงินทำงาน อย่างน้อยต้องกันไว้ออม 20 เปอร์เซ็นต์ ผมควบคุมการใช้จ่าย ใช้เพื่อความสุขตัวเองบ้าง ใช้เพื่อความสุขคนอื่นบ้าง เมื่อผมมีเงินออม ผมก็เลือกลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง ถ้ามีเวลาผมก็ซื้อหุ้นเอง เน้นหุ้นไม่ขายบ่อย อีกส่วนผมก็เอาไปลงทุนในกองทุนไทยและเทศ และซื้อประกันเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว ซื้อทรัพย์สินบ้าง

อาจารย์เองก็สนใจเรื่องพุทธศาสนา ?

ทุกคนก็คิดว่าเหมือนกันว่า เกิดมาทำไม บางคนวิ่งหาเงินทอง บางคนสะสมสิ่งของ บางคนสนใจลาภยศ คนเราวิ่งหาความสุข แต่พอมาถึงจุดหนึ่งคนจะรู้ว่า ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ผมไม่เคยสนใจวิ่งไปปฏิบัติธรรม ตอนนั้นผมเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมคือนั่งสมาธิ ซึ่งทำแบบนั้นไม่ใช่ตัวเรา ผมต้องขอบคุณรองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีหอการค้าไทย พยายามให้ผมไปปฏิบัติธรรม แต่ผมไปไม่ได้อยู่เรื่อยๆ จนมีหลักสูตรพระอาจารย์นวลจันทร์ หลักสูตรเพียงแค่รู้ และอาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม ทั้งสองสอนแล้วผมรู้สึกใช่ ถ้าถามว่า มนุษย์หาอะไร หาชื่อเสียงเราก็เข้าใจแล้ว ตำแหน่งหน้าที่การงาน ผมก็เจอแล้ว ส่วนความร่ำรวย อาชีพอาจารย์ไม่ได้สร้างรายได้มาก แต่ผมไม่เดือดร้อน ทุกสิ่งที่ผมได้มา มันเรียกว่า ความสุขหรือเปล่า ด้วยหลักคำสอนพระพุทธเจ้า ของเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับเราถาวร ข้อสำคัญคือ ศาสนาพุทธว่าด้วยการพิสูจน์ให้เห็นจริง

เรื่องใดที่ได้พิสูจน์กับตัวเอง

ปกติผมเป็นคนใจร้อน เวลาขับรถ ถ้ามีขับรถปาดหน้า ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็ตะโกนว่า แต่พอเราได้ปฏิบัติตามแนวทางคือ ตามรู้ลม รู้จิต รู้ใจ สิ่งที่ผมเรียนรู้คือ การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่การนั่งสมาธิ ซึ่งมีหลายแนวคิด อย่างมีคนขับรถปาดหน้า ผมรู้สึกโกรธไหม...โกรธ แต่ผมรู้ตัวเองว่าโกรธ ไม่ตะโกนด่า ไม่บีบแตร เราเริ่มมองรอบคอบมากขึ้น นี่คือ สิ่งที่ใช้ในชีวิต ส่วนที่ฝึกจิตฝึกใจ เราเข้าใจคำสอนว่า แม้เราจะมีความยินดีกับสิ่งที่เราเพิ่งได้มา แต่มันก็อยู่กับเราแป๊บเดียว

งานวิจัยเป็นประตูในการเรียนรู้ เพิ่มกำไรในชีวิตอาจารย์อย่างไร

ส่วนใหญ่งานวิจัยที่ทำ มักมีคนขอให้ช่วย อย่างสภากาชาดไทย จะสร้างโรงงานเพื่อผลิตพลาสม่า ให้ทำวิจัยให้ เรารู้เลยว่า ทำแล้วขาดทุน แต่เป็นงานบริการสังคม ทำแล้วทำให้เราฉลาดขึ้น มีความรู้ด้านการแพทย์มากขึ้น เวลาคนบริจาคโลหิต น้ำเหลืองจะถูกทิ้งไป ซึ่งสามารถนำมาทำสารตั้งต้นในการผลิตยารักษาโรคได้ ถ้าประเทศเราไม่ผลิตเอง ก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างผมรู้จักแสงซินโครตรอน เรามีศูนย์ซินโครตรอนแห่งชาติ มีน้อยคนจะรู้เรื่องนี้ หรือแท่งปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เราก็ไปดูว่ามันเป็นยังไง แต่สิ่งที่ผมอยากทำต่อเนื่องในงานวิจัยคือ การขจัดการคอร์รัปชัน เราทำงานวิจัยร่วมกับปปช. เราใช้ดัชนีชี้วัดความโปร่งใส รากฐานจากเกาหลี การแก้ปัญหาประเทศ คอร์รัปชั่นเป็นปัญหาหนึ่ง

เมื่อเร็วๆ นี้มีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจุดไฟเผาตัวเอง เพราะปัญหาหนี้นอกระบบ อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

เรื่องนี้แล้วแต่มุมมอง ถ้ามองจุดแรกคือ ปัญหาหนี้นอกระบบ ค่อนข้างรุนแรง ก่อนอื่นเราต้องรณรงค์ให้คน อย่าแก้ปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย ผมคิดว่าหลักทางธรรมนำมาใช้ได้ ไม่ใช่หมดทุกข์ด้วยการตายแล้วทำให้เรามีความสุข อาจเจอทุกข์ซ้ำ เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้เจ้าหน้าที่รู้ว่า อย่างน้อยๆ ต้องเปิดช่องให้เขาได้ระบายความทุกข์ เพราะเป็นการตัดสินใจชั่ววูบ เนื่องจากเครียด อีกอย่างเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ เจ้าหน้าที่รัฐต้องระมัดระวัง สอดส่องกีดกั้นการเคลื่อนตัวของเขา ถ้าเห็นเขากำลังจะทำอะไร มันสามารถป้องกันได้ ผมมองว่า ในอนาคตภาครัฐน่าจะมีหน่วยรักษาความปลอดภัยหรือเฝ้าระวังเรื่องคนทำร้ายตัวเอง

ที่ผ่านมา สังคมไทยแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ?

ผมเคยคุยกับชาวนา เราเป็นประเทศส่งออกตั้งแต่อดีต เราขายข้าวจนรวย แต่มันเป็นไปได้อย่างไร ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาปลูกข้าวแล้วเป็นหนี้ ขายที่นา ไม่มีที่ดินของตัวเอง แต่คนขายข้าวรวย

ภาพที่เกิดขึ้นในสังคม มีหลายเรื่องที่เป็นปัญหา แต่เราไม่แก้ไข และใช้วิธีเดิมๆในการแก้ ถึงเวลาที่คนไทยจะหันมาคิดใหม่ ถ้าเราจะแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ มันไม่ใช่แล้ว ต้องแก้ไขปัญหาเป็นระบบ ด้วยวิธีใหม่ อย่างในหลวง พระองค์ท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า เศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ใช้ได้จริง คนเป็นหนี้บางส่วนใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วปลดหนี้ได้ ตอนผมทำวิจัยโครงการทำนาหนึ่งไร่ได้เงินหนึ่งแสน ผมได้เห็นว่า ชีวิตพวกเขาเปลี่ยน คำตอบสุดท้ายที่เราได้จากการทำวิจัย ไม่ใช่ว่าเขามีเงินมากขึ้น แต่พ่อแม่บอกว่า ดีใจที่ลูกกลับบ้านมาช่วยทำนา เพราะชีวิตดีขึ้น ไม่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด

คนบางคนเปลี่ยนแนวคิด อย่างเถ้าแก่น้อย เปลี่ยนจากขายเกาลัดมาขายสาหร่าย เปลี่ยนวิธีมอง เขาบอกว่าต้องขายในเซเว่น อีเลฟเว่น หรือเกษตรกรรวมกลุ่มกันใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก้ปัญหา ผมมองว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีเรียน ทำไมต้องสอนเด็กท่องจำ ทำไมเราไม่ใช้หลักจินตภาษา จินตคณิต วิถีของมนุษย์ด้วยหลักของธรรมชาติ คนเราต้องเริ่มด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน แต่คนไทยเรียนภาษาอังกฤษแบบผิดๆ ทำไมเราไม่ให้เด็กอ่านและฟังเยอะๆ