วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ซาปา หลังรอยเกี่ยว

ไม่รู้ใครคิดอย่างไรเกี่ยวกับการเดินทาง... แต่เชื่อว่า เสน่ห์อย่างหนึ่งของมัน ก็คือ...

ไม่ว่าเราจะเตรียมตัวไปดีแค่ไหน ก็หนีไม่พ้นเรื่อง 'นอกบท' ตั้งแต่ผิดคาดที่อาจลามไปถึง 'ผิดหวัง' ได้เสมอ

.....................

ภาพ 'ซาปา' ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เมืองทั้งเมืองถูกเงาหมอกปกคลุมไปทั่ว ยากแม้กระทั่งจะส่องเห็นยอดเขาฟานซีปันอันเลื่องชื่อ แน่ละ..ว่าความรู้สึกเสียดายลอยลิ่วมาแต่ไกล แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลของการแอบเซ็งเล็กน้อยเท่ากับการได้รู้ว่า เราจะไม่มีโอกาสได้เห็นภาพนาขั้นบันไดสีทองอร่ามอย่างที่วาดไว้ เพราะความที่หมอกลงจัดต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ๆ ก่อนหน้านี้ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องรีบเกี่ยวข้าวก่อนจะเสียหาย!

ตามล่า นาขั้นบันได

ความรู้สึกโลกโคลงเคลงเพราะอยู่บนรถไฟมาทั้งคืนยังคงอยู่ไม่ไปไหน อาจเป็นเพราะโปรโมชั่นเสริมที่การรถไฟเวียดนามมีให้ จากที่น่าจะถึงเลาไกตอนตีห้า พวกเราได้แถมเวลามาอีก 2 ชั่วโมงด้วยความใจดีของรถไฟเวียดนามที่กลัวจะไม่คุ้ม จะว่าไปแล้ว.. รถไฟที่นี่ใจดีไม่แพ้รถไฟไทยเลย

แม้จะถึงช้ากว่าเวลาที่กำหนด แต่ก็กลับเป็นเรื่องดี เพราะพวกเราถึงเมืองเลาไก ตอนฟ้าแจ้ง ยามนั่งรถต่อเพื่อเข้าไปยังตัวเมืองซาปา ทั้งคณะที่หลับๆ ตื่นๆ กันมาตลอดทั้งคืน ก็ได้ตื่นตากับทิวทัศน์แปลกตา โดยเฉพาะนาขั้นบันไดที่แม้บ้านเราก็มี แต่ต้องยอมรับว่า บนเส้นทางสายเลาไก - ซาปา ความอลังการกินขาด

ซาปา ในปลายเดือนกันยายนอากาศกำลังเย็นสบาย ไม่หนาวจนทรมาน และไม่ร้อนแม้จะมีกิจกรรมเดินข้ามเขาที่ควรให้เหงื่อตก.. แต่ที่น่าเสียดาย คือ ปื้นหมอกที่ธรรมชาติส่งมาให้พร้อมๆ กับความเย็นนั้นก็ทำให้ภาพฟ้าใสๆ เคลียร์ๆ ในจินตนาการหายวับไป

"เมื่อหน้าหนาวปีที่แล้ว หิมะตกหนักมากเลยค่ะ.. นักท่องเที่ยวแห่มากันเยอะมาก คนเวียดนามเองก็เห่อมาก มาเที่ยวกันเต็มเลย" ไกด์สาว 'พริม' หรือชื่อเวียดนามของเธอคือ เล แทง งา เล่าให้ฟัง และบอกว่า กระทั่งตัวเธอเองยังอดรนทนไม่ไหว แพ็คกระเป๋ากระโดดขึ้นรถไฟมาท่องหิมะกับเขาเหมือนกัน

อันที่จริง ตอนนี้ ซาปา ไม่ใช่แค่โด่งดังในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น เพราะที่นี่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิปที่วัยรุ่นเวียดนามนิยมมาเช่นเดียวกัน ยิ่งถ้าเข้าฤดูหนาวเต็มที่ พริม บอกว่า ที่นี่จะคึกคักมาก และจะพีคอย่างสุดๆ ก็ตั้งแต่ช่วงก่อนคริสต์มาสไล่ไปจนถึงปีใหม่ซึ่งที่พักดีๆ จะถูกจองเต็มจนหมด ส่วนรถไฟก็ต้องมีการเพิ่มจำนวนเที่ยวเพื่อรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น

ขนาดเจ้าถิ่นยังตื่นเต้น นับประสาอะไรกับคนแปลกหน้าที่จะได้ตื่นตากับทุ่งนาขั้นบันไดสองข้างทางที่ทำให้ทั้งคันรถแย่งกันจับจองหน้าต่างเป็นของตัวเอง เพื่อเก็บภาพกันเป็นการใหญ่ จนมีเสียงเตือนว่า.. ใจเย็นๆ เข้าไปที่ซาปาก็มีอีกเยอะ! บวกกับเส้นทางที่ค่อนข้างคดเคี้ยว เลยทำให้บางคนลดกล้องลงทันใด ไม่ใช่เพราะถอดใจ แต่ขอนอนเอาแรงไว้เที่ยวต่อจะดีกว่า

หลับตาไม่ทันไร เสียงฮือฮาก็แว่วมาอีกครั้ง เพราะแค่ชั่วโมงเศษๆ รถก็เริ่มเข้าสู่ตัวเมือง พร้อมๆ กับชีวิตผู้คนชาวดอยที่เริ่มมีให้เห็นเป็นระยะๆ เราก็ได้เห็นการก่อสร้างตึกราม อาคารรุ่นใหม่ระหว่างทางมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ ณ จุดสูงสุดของนาขั้นบันไดที่เป็นวิวที่สวยที่สุดหากมองจากในตัวเมืองซาปานั้น ตอนนี้กลายเป็นโครงการก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่สุดหรู ดีไซน์ทรงอาคารคล้ายนาขั้นบันไดอันเลื่องชื่อ และถือเป็นภาพสะท้อนใจไม่น้อย เมื่อนึกย้อนไปถึงหลายๆ สถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราที่ต้านกระแสทุนไม่อยู่ จนขาดเสน่ห์ความเป็นตัวเองไปอย่างน่าเสียดาย

ซาปาในวันนี้ก็แทบไม่ต่างกัน เพราะการเดินเที่ยวในเมือง หากไม่มีชาวเขาเดินตามนั้น ต้องถือว่าผิดปกติ!

...แม้กระทั่งการไปชม หมู่บ้านก๊าต ก๊าต (Cat Cat Village คนไทยมักรู้จักในชื่อ แคท แคท ) ซึ่งถูกบรรจุไว้ในลิสต์ที่ต้องทำในทุกๆ โปรแกรมท่องเที่ยวที่นี่นั้น ต้องยอมรับว่า หากไม่ใช้สายตาซอกแซกค้นหา คุณอาจได้แค่การเดินผ่านหน้าร้าน มองเห็นสินค้าวางขายตลอดแนว ทว่าไร้ชีวิตที่แท้ของผู้คนอย่างที่เราควรได้พบเห็น

ต้องยอมรับว่า ความตื่นเต้นเมื่อได้เห็นซาปาในแว่บแรกเริ่มลดน้อยลง และแทนที่ด้วยความกังวลถึงปลายทางอันไม่น่าพิสมัย แม้ป้ายประกาศขนาดใหญ่จะถูกติดไว้ตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน เพื่ออธิบายกฎกติกาที่นักท่องเที่ยวควรจะปฏิบัติตาม ตั้งแต่การรักษาความสะอาด, ให้ความเคารพสถานที่และเคารพความเป็นส่วนตัวของชาวบ้าน ทั้งยังกำชับหนักแน่นว่า หากจะถ่ายรูปต้องขออนุญาตเจ้าตัวก่อนนั้น ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่อยู่ในสายตาของนักท่องเที่ยวผู้กระหายการเก็บภาพเลย

ยิ่งถ้าตั้งใจอ่านป้ายดีๆ สองบรรทัดแรกที่บอกว่า ห้ามซื้อสินค้าจากคนที่มาเดินขายตามทางเดิน และ อย่าให้เงินหรือขนมแก่เด็กๆ แต่เดาว่า ป้ายดังกล่าวคงไม่มีความหมายเท่าไรนัก เพราะระหว่างทาง เราได้เห็นเด็กๆ วิ่งตามขอขนมจากนักท่องเที่ยว ได้เห็นชาวบ้านที่เดินตามพร้อมของที่ระลึกในมือและสายตาที่มองมาอย่างบีบหัวใจ

แน่นอนว่า สายตาคนนอกอย่างเรา อาจไม่สามารถเข้าใจสภาวะที่เกิดขึ้นได้อย่างถ่องแท้ แถมดีไม่ดียังอาจถูกมองว่า โลกสวย เพราะเอาเข้าจริง การมาซาปาครั้งนี้ เราเองก็มีภาพ 'ซาปาในฝัน' ของตัวเองเหมือนกัน

... ทุ่งนาขั้นบันไดสีทองอร่าม ลดหลั่นเป็นชั้นๆ สะท้อนแสงแดดระยับ ภายใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินจัด ขณะที่มีทิวเขาสูงสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง คือภาพที่หอบมาในความคิดก่อนจะได้มาเจอของจริง เพื่อจะมาพบว่า นาส่วนใหญ่ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้ว โดยเฉพาะในจุดชมวิวยอดนิยม

ภารกิจตามล่าหานาขั้นบันได(ที่ยังไม่เกี่ยว) จึงเริ่มต้นขึ้น...

"ที่หมู่บ้าน ต่า วาน น่าจะยังมีค่ะ" ไกด์คนสวยบอก พร้อมต้อนชาวคณะขึ้นรถบัส เพื่อตามล่าเก็บภาพนาขั้นบันไดในฝันให้ได้ แล้วก็สมใจชาวคณะ เพราะจากภาพมุมสูงที่เก็บมาได้นั้น นาข้าวยังไม่ถูกเกี่ยวจริงๆ ส่วนสาเหตุที่ยังไม่เกี่ยวนั้น ก็เพราะข้าวรุ่นนั้นยังเขียวขจีอยู่น่ะสิ!

จากภาพทุ่งนาสีทอง เราจึงได้ขั้นบันไดสีเขียวขจีกลับมาแทนด้วยเหตุนี้...

ถ้าจะให้บอกเป็นข้อมูล สำหรับใครที่อยากจะได้มาเห็นแปลงนาขั้นบันไดสีทองอร่ามนั้น คงให้ข้อมูลได้แค่คร่าวๆ ว่าช่วงปลายสิงหาคมจนถึงต้นกันยายนอยู่ในขั้น มีลุ้น แต่ต่อให้ตั้งใจกะเกณฑ์วันมาแค่ไหน ก็ขอให้ทำใจยอมรับว่า โอกาสจะวืดก็มีเหมือนกัน

งานนี้ไม่ยอมรับคงไม่ได้ ว่าความรู้สึก 'ผิดคาด' พร้อมจะมาทักทายเราได้เสมอ แต่ก็เพราะมันคาดไม่ถึงนี่ไง.. ที่ทำให้เรายังคงต้องเดินทาง ไม่ใช่เพื่อการไล่ล่าหาภาพสวยๆ แต่เพื่อการพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ นั่นต่างหาก

...หลังอกหักจากนาขั้นบันไดสีทอง พริม ปลอบใจด้วยการพาไปขึ้น 'เขาหามรอง' (Ham Rong) ภูเขาลูกย่อมๆ ในตัวเมืองซาปา ที่ถึงจะบอกว่าลูกย่อมๆ แต่กว่าจะขึ้นไปได้ ก็เรียกลมหายใจไปเสียหลายหอบ

"ปากมังกร" คือ จุดหมายของเราในการไต่ระดับต้านทานแรงโน้มถ่วงกันตั้งแต่เช้าของวัน... ป้ายลูกศรชี้ขึ้นพร้อมอักษรเวียดนามว่า Loi Len ปรากฏเป็นระยะๆ จากที่ไม่รู้คำแปล เราเริ่มเดาได้ไม่ยากว่า ความหมายมันคือให้ไปต่อ!

ระหว่างทางขึ้นเขา มีจุดแวะพักเป็นระยะๆ ที่นอกจากจะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ ดอกไม้สวยๆ แล้ว ยังมีทุ่งบ๊วยพร้อมจุดนั่งแวะดื่มชาซึ่งน่าเสียดายเพราะยังไม่ใช่ฤดูชมดอกท้อ...

นอกจากนี้ก็ยังมีการแสดงพื้นบ้านของหลายๆ ชนเผ่า (แต่นักแสดงคนเดิม.. ฮา) โดยมีแสดงเป็นรอบๆ ซึ่งระบุไว้ในโบรชัวร์ที่ได้รับแจกตอนซื้อตั๋วขึ้นเขา ซึ่งจริงๆ คิดว่า น่าจะทำมาเพื่อให้เป็นจุดพักเหนื่อยมากกว่า เพราะการแสดงดูไม่ค่อยจริงจังเท่าไรนัก บ้างก็คล้ายๆ จะฟิวชั่นจนแทบจะกลายเป็นจินตลีลาไปแล้ว

หลังชมการแสดงซึ่งน่าจะเป็นจุดแวะพักสุดท้ายของเส้นทางขึ้นเขาสู่ปากมังกรนั้น... หนทางแทบจะมีแต่ขึ้น และขึ้น.. มากบ้าง น้อยบ้าง แถมรายทางยังไม่เห็นผู้คน จนบางครั้งแอบนอยด์ไม่ได้ว่า หรือจะมาทางผิด

แต่หลังจากกัดฟันป่ายปีนกันขึ้นมาเรื่อยๆ เสียงฮือฮาเริ่มแว่วเข้ามาให้ได้ยิน ทางเดินเริ่มแคบลง บางครั้งต้องลอดช่องเขาแคบๆ กระทั่งเสียงจอกแจกดังขึ้นเรื่อยๆ และเราก็ได้พบกับถ้ำเล็กๆ ที่พอให้ลอดเข้าไปได้ทีละคน ใครบางคนในทริปร้องลั่นว่า ถึงแล้วแน่ๆ เพราะนี่มันเหมือนคอหอยมังกรเลย!

แม้ไม่รู้ว่า ถ้ำที่ลอดกันมาใช่คอหอยมังกรอย่างที่ว่าหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ ในที่สุดชาวเราก็ได้โผล่หน้าออกจากปากมังกรเพื่อมาพบกับจุดชมวิวที่มองไปได้ทั่วทั้งตัวเมือง ซึ่งทำเอาหายเหนื่อยได้จริงๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจเริ่มงงๆ และเกาหัวแกรก เพราะสงสัยว่า ตกลงซาปานี่... มันน่าไปไหม ?

ถ้าถามว่า ประทับใจเมืองในม่านหมอกแห่งนี้หรือเปล่า... คำตอบที่ผุดขึ้นมาทันใด คือ "แน่นอน!" เพราะการเดินทางทุกครั้งต่างคือประสบการณ์แปลกใหม่ อย่ามัวแต่ฟังเรื่องเที่ยวจากปากใครต่อใคร ถ้าอยากรู้ต้องไปเอง

อย่างที่พูดกันจนเกร่อ ไม่ลองไม่รู้... ไม่ไปดู ก็ไม่เห็น... จริงไหม ^_^

การเดินทาง

เมืองซาปา อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1500 เมตร ตั้งอยู่บนไหล่เขา เป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ทางตอนเหนือเกือบสุดของเวียดนาม

การจะเดินทางมาซาปา ที่นิยมส่วนมาก คือ นั่งเครื่องบินมาลงฮานอย และต่อรถไฟตู้นอนจากสถานีฮานอย ปลายทางที่เมือง เลาไกตอนเช้า จากนั้นต่อรถบัสเล็กอีกราว 1 ชั่วโมงเศษ

สำหรับเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ - ฮานอย สายการบินไทยแอร์เอเชีย มีให้บริการจาก "กรุงเทพฯ(ดอนเมือง)-ฮานอย" ที่มีบริการทุกวัน (ในช่วงเช้า) ตรวจสอบราคา และสำรองที่นั่งได้ที่ www.airasia.com

ส่วนรถไฟตู้นอนไปซาปา มีให้บริการ 3 เที่ยวต่อวัน ออกจากฮานอยเที่ยวแรก 20.30 , 21.10 และ 21.50 แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาว หรือฤดูกาลท่องเที่ยว ก็จะมีเที่ยวรถเสริมมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวต้องจองผ่านเอเยนต์ได้ทั้งที่บริษัททัวร์ในฮานอย และจองผ่านเว็บไซต์ หากเป็นกรุ๊ปเล็กจองล่วงหน้า 1 วัน แต่หากเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่อาจต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน

ขบวนรถไฟ จะประกอบด้วย 13 โบกี้ซึ่งบริหารโดยหลายบริษัทเอกชน มีหลายระดับราคา ตั้งแต่เที่ยวละ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงกว่า 200 ดอลลาร์ต่อเที่ยว มีทั้งห้องละ 4 เตียง, 6 เตียง และที่เป็นเก้าอี้นั่งก็มี

นอกจากนี้ ก็ยังมีรถบัสให้บริการ ลักษณะเป็นรถบัสเตียงนอน เดิมใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมงไม่ต่างจากรถไฟ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ เวียดนามเพิ่งจะเปิดใช้ถนนเส้นใหม่เป็นไฮเวย์ วิ่งตัดตรงระหว่าง ฮานอย-เลาไก ย่นระยะเวลาการเดินทางลงครึ่งหนึ่ง เหลือราวๆ 3-4 ชั่วโมง จากนั้นก็ต่อรถบัสขนาดเล็กเข้าตัวเมืองซาปาได้ที่ท่ารถ ในราคามาตรฐาน 50,000 ด่องต่อคน หรือหากต้องการเหมาก็สามารถต่อรองกับคนขับได้เลย