ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูเข้มแข็ง ดุดัน เป็นที่พึ่งของประชาชนในยามยาก
แต่เมื่อมองไม่เห็นโอกาส "พวกเขา" ก็พร้อมที่จะตัดขาดจากโลกใบนี้ได้เหมือนกัน
................
เป็นข่าวสะเทือนใจอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์มาเป็นระยะ สำหรับการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ โดยเฉพาะในระยะหลังที่มีข่าวออกมาบ่อยครั้งจนสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องทำการศึกษาวิจัย และพบว่าตำรวจเป็นอาชีพที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าคนทั่วไป 2-3 เท่า
น่าแปลกใจที่ "ตำรวจ" เป็นอาชีพที่อยู่ในความใฝ่ฝันของเด็กไทย และได้รับการยกย่องในฐานะ "ฮีโร่" มาโดยตลอด แต่เพราะอะไรทำให้บุคลากรในสายอาชีพนี้ เลือกที่จะปลิดชีพตัวเองราวกับไม่มีความภาคภูมิใจอะไรเหลืออยู่เลย
งานหนัก งานเบา เราต้องสู้
"ขอให้ประชาชนเห็นใจตำรวจบ้าง ตำรวจก็คน มีอะไรก็นึกถึงตำรวจ มีโจรผู้ร้ายกระทั่งงูเข้าบ้านก็เรียกหา แต่หายากมากที่ตำรวจจะได้รับคำชม มีแต่คำด่าทอ ถ้าได้กำลังใจบ้างก็จะมีกำลังใจในการทำงาน ช่วยต่อลมหายใจให้ตำรวจต่อไป" คำตัดพ้อจาก หมอแอร์- พ.ต.ท.พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล จิตแพทย์และโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้ผู้ฟังอึ้งไปได้เหมือนกัน และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตำรวจ เป็นอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ท่ามกลางความกดดันสูง งานหนัก พักผ่อนน้อย แถมยังมีรายรับที่สวนทางกับรายจ่าย ทำให้บุคลากรที่ประกอบอาชีพนี้มีความเครียดสะสมขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับข้อมูลจากเว็บไซต์ท็อปเท็นไทยแลนด์ ที่มีการสำรวจอาชีพที่เครียดมากที่สุด พบว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่มีระดับความเครียด 46.66 เปอร์เซ็นต์ จัดเป็นอาชีพที่มีความเครียดติด 1 ใน 10 อาชีพของคนไทยเลยทีเดียว
เมื่อภาวะความเครียดไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี การฆ่าตัวตายก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่พวกเขายอมรับ ซึ่งจากสถิติการฆ่าตัวตายของตำรวจ โดยการศึกษาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างปี 2551-2556 พบว่า มีข้าราชการตำรวจฆ่าตัวตายทั้งหมด 172 นาย หรือเฉลี่ย 29.17 นายต่อปี แต่เฉพาะปี 2556 ปีเดียวก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าตัวตายไปแล้ว 31 นาย
"สาเหตุที่ตำรวจฆ่าตัวตายสำเร็จสูงกว่าประชาชนทั่วไปก็เพราะตำรวจมีพื้นฐานและมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธปืน ส่วนประชาชนทั่วไปก็จะใช้วิธีอื่น เช่น กินยาพาราเป็นกำๆ กินน้ำยาล้างห้องน้ำ คือพวกนี้มันไม่ตายทันที ล้างท้องได้ แต่ตำรวจใช้ปืนเลย อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จก็จะสูงกว่า แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นผู้ชายด้วย เพราะผู้ชายจะอารมณ์รุนแรงกว่า กล้ากว่า ผู้หญิงจะมีความลังเลสูง และเท่าที่มีการศึกษามาก็ยังไม่มีตำรวจหญิงที่ฆ่าตัวตาย"
ไม่แปลกที่ตำรวจจะเครียด เพราะขนาดประชาชนทั่วไปที่ไม่ต้องรับภาระดูแลใคร หรืออย่างมากก็พี่น้องในครอบครัวไม่กี่คน แต่ตำรวจไทยที่มีค่าเฉลี่ยดูแลประชาชน 300 คน ต่อตำรวจ 1 นายนั้น ถือเป็นงานที่หนักหนาเอาการอยู่พอสมควร แน่นอนว่า ในความเป็นจริง ตำรวจไม่ได้ดูแลแค่คน 300 คนอย่างที่มีการคาดคะเน
พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ พนักงานสอบสวน ผู้ชำนาญการ สถานีตำรวจพญาไท สะท้อนว่า ตำรวจเป็นอาชีพที่ไม่เคยมีวันหยุดที่แท้จริง
"การทำงานของตำรวจจะต่างจากคนอื่นๆ คือตำรวจจะต้องเป็นตำรวจ 24 ชั่วโมง ถึงเราไม่ได้แต่งเครื่องแบบ แต่เมื่อเราไปพบไปเจออะไรที่ไม่ถูกต้อง วูบหนึ่งของความเป็นตำรวจมันก็จะเข้ามา เราจะต้องไปแสดงบทบาทความเป็นตำรวจ ต้องไปช่วย หรือบางทีขับรถไป มีรถชนกัน เราก็ต้องลงไปแล้ว ยิ่งถ้าเขารู้ว่าเราเป็นตำรวจ แล้วเราเฉยๆ อ้าวๆ เป็นตำรวจทำไมไม่ช่วยเหลืออะไรเลย บางทีเราไม่ได้เข้าเวร เราพัก เราจะไม่สนใจมันก็กระไรอยู่ เราก็ต้องช่วยตลอด"
สารวัตรธรรมรักษ์ เล่าถึงตารางการทำงานของพนักงานสอบสวนว่าจะมีการเข้าเวร 6 ชั่วโมง พัก 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามีพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอก็อาจจะเลื่อนตารางเวรขึ้นเป็น 8 ชั่วโมง 12 ชั่วโมง หรือ 24 ชั่วโมงไปเลย แล้วแต่การวางตารางของแต่ละสถานี
"บางทีมีพนักงานสอบสวน 3 คน จะไปหมุน 6 ชั่วโมง มันก็...ไปบ้านยังไม่ทันนอนหลับต้องมาอีกแล้ว เราก็จัดใหม่เป็นคนละ 12 ชั่วโมง หรือคนละวันไปเลย ผมเคยอยู่ สภ.พิจิตร มีพนักงานสอบสวน 4 คน มีพี่ไปอบรม 1 คน เหลืออีก 3 คน เราจะมาเข้า 6 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง มันหมุนเร็วเกิน ไม่มีเวลาไปทำอะไร ก็เอาคนละวันเลย 24 ชั่วโมง แล้วพัก 2 วัน ระหว่างที่เข้าเวรมันก็จะมีงานเข้ามา มีการบ้านต้องทำ และมันก็อาจจะมีช่วงเบลอบ้าง บางทีจอดรถตรงไหนจำไม่ได้นะ มันขนาดนั้นเลย เอ๊ะวันนี้จอดหน้าหรือหลังโรงพักนะ มันเบลอ เพราะเราไม่ได้พักผ่อนด้วย"
ความเครียดจากการทำงานของตำรวจแต่ละสายจะแตกต่างกันไป อย่างสายสอบสวนเองก็ถือว่าหนัก สารวัตรธรรมรักษ์ บอก บางครั้งก็มีนายตำรวจสายสอบสวนบางรายขอโยกย้ายไปอยู่สายงานอื่น เพราะมองว่างานเบากว่า แถมได้ค่าตัวเท่ากัน นั่นจึงยิ่งทำให้สายงานสอบสวนขาดเจ้าพนักงานที่ทำงานอย่างเต็มที่
"งานสอบสวนเป็นงานที่ต้องตัดสินใจเฉพาะหน้า อย่างศาล อัยการ ยังมีนิติกร มีกองงาน แล้วก็มีแยกไปอีก อัยการเด็ก อัยการผู้ใหญ่ อัยการทหาร ศาลก็เช่นเดียวกัน หมอก็เช่นเดียวกัน หมอมีแผนกหู คอ จมูก ปาก ผิวหนัง สูติอะไรก็ว่าไป แต่ตำรวจมันรวมอยู่ในคนคนเดียว พูดถึงมันก็รับภาระหนัก คุณเดินไปโรงพักคุณแจ้งได้หมด เขาต้องทำให้คุณ แต่คุณไปโรงพยาบาลเลือกได้โรงพยาบาลเด็ก ผู้ใหญ่ ผิวหนัง อัยการก็เหมือนกัน อัยการมีนิติกรคอยช่วยกันปรึกษา แต่พนักงานสอบสวนนี่คนเดียวเลย"
แบบนี้แล้ว สำนวนที่ว่า "งานหนักไม่เคยฆ่าใคร" เห็นจะไม่ใช่เรื่องจริง เพราะความกดดันจากการทำงาน ทำให้พนักงานสอบสวนเลือกการฆ่าตัวตายเป็นทางออกสุดท้ายมากถึง 9 นายในตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ไม่เท่าตำรวจสายป้องกันปราบปราม ที่มีตัวเลขสูงสุด คือ 128 นาย คิดเป็น 74.42 เปอร์เซ็นต์ของตำรวจทั้งหมด
"ปราบปรามก็หนัก อาจจะเพราะคนเยอะ ค่าเฉลี่ยก็เลยจะสูงกว่า เท่าที่ผมสัมผัส ผมคิดว่าความเครียดขึ้นอยู่กับคนคนนั้น ถ้ามีเพื่อนฝูงได้ระบายความทุกข์ก็จะไม่เกิดการฆ่าตัวตาย คือการฆ่าตัวตายมันเกิดจากมีปัญหาแล้วไม่เล่า ไม่พูดให้ใครฟัง ส่วนหนึ่งผมมองว่าเป็นแบบนั้น แล้วบางคนฆ่าตัวตายไม่พอ ยังฆ่าลูก ฆ่าเมีย มันก็เป็นเรื่องเศร้า แต่ทางตำรวจเราก็มีการช่วยเหลืออยู่ อย่างผมอยู่ในสมาคมพนักงานสอบสวน เราก็จะมีเรื่องการช่วยเหลือตรงนี้อยู่พอสมควร" สารวัตรธรรมรักษ์ สะท้อน
รู้เขา รู้เรา แบ่งเบาคิดสั้น
แน่นอนว่า ตำรวจคือผู้เสียสละทั้งชีวิตและร่างกายเพื่อพิทักษ์รับใช้ประชาชน พวกเขาทำงานแบบไม่มีวันหยุด ภาพของ "ฮีโร่" จึงเป็นเพียงหน้าฉากที่ทุกคนนิยามให้กับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เท่านั้น
"สาเหตุของการฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะเป็นโรคซึมเศร้าด้วย ตอนนี้เราก็เก็บข้อมูลย้อนหลังก่อนผู้ตายจะฆ่าตัวตาย โดยใช้วิธี biological autopsy สอบถามประวัติก่อนตายจากญาติว่าเขามีอาการอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบมีภาวะซึมเศร้า และนั่นก็นำไปสู่การฆ่าตัวตาย" พ.ต.ท.พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล กล่าว และเสริมว่า
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีโครงการให้ความรู้เรื่องการป้องกันการฆ่าตัวตายแก่เจ้าพนักงานอยู่ตลอด นอกจากนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังมีนโยบายดูแลทุกข์สุขของเจ้าพนักงาน คือหลังพบว่ามีตำรวจฆ่าตัวตายจากภาวะความเครียดเพิ่มขึ้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจึงสั่งให้มีการจัดทีมจิตแพทย์ และนักจิตวิทยา คอยให้คำปรึกษาผ่านสายด่วน 1599
"เพิ่งเริ่มเปิดฮอตไลน์สายด่วน 1599 โดยจัดทีมแพทย์ไปดูแล ซึ่งจริงๆ 1599 เป็นเบอร์แจ้งเบาะแส แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็เปิดให้คำปรึกษากับตำรวจด้วย แม้จะเพิ่งเปิดได้ไม่กี่วันแต่ก็มีตำรวจโทรเข้ามาทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงาน โทรมาปรึกษา ล่าสุดเป็นหนี้ อยากให้ช่วยเรื่องสวัสดิการ อยากให้ผู้บังคับบัญชาช่วยเหลือ เราจะมีทีมนักจิตวิทยาช่วยกันรับสาย"
ไม่เพียงแค่การพูดคุยผ่านโทรศัพท์เท่านั้น แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังสั่งการกรณีที่พบว่ามีตำรวจอยู่ในข่ายซึมเศร้าหนัก หรือเกิดภาวะความเครียดสูง ทีมจิตแพทย์สามารถเดินทางไปพูดคุย หรือรับตัวนายตำรวจคนนั้นๆ มารักษาแบบเร่งด่วนได้เลย
"หมอว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ใหญ่มองเห็นความสำคัญเรื่องของจิตใจของลูกน้อง ซึ่งจริงๆ แล้วโครงการสายด่วนเป็นแค่การบรรเทา ถ้าจะจัดการต้องจัดการระบบการทำงานของตำรวจให้เป็นการทำงานที่มีความสุข ดูแลสวัสดิการ คือมันต้องปรับปรุงหลายอย่าง ตอนนี้ตำรวจคนน้อย ดูแลงานเยอะ บางพื้นที่กำลังน้อยก็ต้องส่งกำลังลงไป"
จิตแพทย์และโฆษกโรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า การช่วยกันสอดส่องดูแลความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน ถือเป็นการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตายได้ เพราะจริงๆ แล้ว ก่อนก่อเหตุแบบนี้มักจะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น ไม่พูดคุยกับใคร เก็บตัว หรือมีการเขียนพินัยกรรม จดหมายลา มีการเตรียมอุปกรณ์ ถ้าเพื่อนร่วมงานช่วยกันสังเกต และช่วยกันคิดหาทางออก ปัญหาการฆ่าตัวตายจะลดน้อยลง
สำหรับเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพจิตใจ ที่ไม่ใช่แค่ตำรวจเท่านั้นที่ทำได้ พ.ต.ท.พญ.หญิง อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล บอกว่า ต้องใช้ S.E.X. เพราะ S.E.X.เป็นวิธีการดูแลสุขภาพร่างกายจิตใจ และกระตุ้นให้สมองผ่อนคลาย ส่วนที่มาก็คือ S=Sleep นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ E=Eat รับประทานอาหารที่เหมาะสม และ X=Exercise ให้เวลากับการออกกำลังกายบ้าง เมื่อทำทุกอย่างแล้วสมองจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมาและเกิดเป็นความสุข สมองจะดีขึ้น โรคซึมเศร้าก็จะบรรเทาเบาบางลงไปนั่นเอง
"สังคมไทยมีวิธีคลายเครียดหลายวิธี บางคนเข้าวัด หาหมอดู หรือใช้ไสยศาสตร์ เราต้องมาฝึกเรื่องของความแข็งแกร่งทางจิตใจ คนที่ใจแกร่งจะยืนหยัดได้ จะช่วยบรรเทาปัญหาได้โดยไม่ต้องฆ่าตัวตาย แล้วคนที่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าจะไม่ค่อยฆ่าตัวตาย คนที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะคิดว่าตัวเองไม่มีใคร" หมอแอร์ สรุป
ถ้าภาพ "ฮีโร่" ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยังคงติดตรึงอยู่ในความคิดของเด็กไทย จนทำให้พวกเขาเลือกยกมือให้ "ตำรวจ" เป็นอาชีพในฝัน เราจะปล่อยให้การฆ่าตัวตายมาบั่นทอนความมั่นใจของเด็กๆ เหล่านั้นได้อย่างไร





