วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรียนเปลี่ยนชีวิต

หากห้องเรียนไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและสังคม ทุกวันนี้เราเรียนตามหลักสูตรไปเพื่ออะไร

ระบบการศึกษาไทยถูกตั้งคำถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่า มีคุณภาพเพียงพอที่จะ “สร้าง” คนให้มีประสิทธิภาพได้หรือไม่ การที่นักเรียนถูกถีบให้มีตารางเรียนแน่นไม่เว้นแต่วันเสาร์อาทิตย์เพื่อช่วงชิงอันดับในระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย จะทำให้พวกเขาเติบโตและเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่

เมื่อคำตอบถูกทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ ความไม่มั่นใจในระบบการศึกษาก็ทำให้เกิดวิธีการแลกเปลี่ยนความรู้รูปแบบใหม่ๆ เพื่อเติมหลายส่วนที่ไม่เคยมีอยู่เลย

เรียนรู้ไม่รู้จบ

วิชาการทำสบู่ การทำเซรามิค การปักผ้า การวาดรูปสีน้ำ เป็นวิชาที่อยู่ในห้องเรียนปกติน้อยมาก แต่กลับเป็นวิชาที่ นริศรา ตันติกำเนิดกุล ผู้ก่อตั้ง 'จอยรักคลับ' มองว่า วิชาเหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้ชีวิตหลายคน “สมดุล” ขึ้น

..ที่จอยรักคลับจึงมีคอร์สเรียนที่ตอบโจทย์ "สิ่งที่อยากรู้แต่ยังไม่รู้" เพราะถูกระบบการศึกษากลืนกินไป

บรรยากาศในการเรียนของจอยรักคลับ มีทั้งเด็ก วัยรุ่น แล้วก็ผู้สูงวัย ที่ไม่จำกัดว่า จะต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมตลอดเวลา การสอนเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติ และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอน

"จะมีทฤษฎีหรือไม่ มันแล้วแต่ อย่างการทำสบู่ มัน learning by doing คือทำไปเรียนรู้ไป ถ้าปักผ้า เราจะบอกทฤษฎีไปจะไม่เข้าใจ ต้องลงมือปฏิบัติ แต่สบู่เราจะทำเลยไม่ได้ คล้ายๆ กับห้องแล็บวิทยาศาสตร์ ช่วงแรก เราก็ต้องมีทฤษฎีก่อน สบู่ทำจากอะไร มันมีข้ออันตรายอะไรที่เราต้องรู้ เราก็ต้องบอกกันก่อนที่จะปฏิบัติ คือมันไม่มีข้อจำกัด แต่ละคอร์สมันมีลักษณะเฉพาะตัว" นริศราเล่าถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี โดยกลุ่มเป้าหมายของคลับนี้ คือ “คนที่อยากรู้” เพราะเขามองว่า การเรียนรู้ยังมีได้ไม่รู้จบ สิ่งที่เขาเลือกมาสอนจึงต้องมีประโยชน์ หรือสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้เรียนเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ผู้เรียนเคยขาดไปได้

สโรช กาญจนะวณิชย์ หนึ่งในนักเรียนที่ลงคอร์สปักผ้าของจอยรักคลับในวัย 50 ต้นๆ เล่าว่า ตัวเองเคยมีอาชีพเป็นแอร์โฮสเตส แต่เพราะเป็นคนชอบเพิ่มทักษะให้ตัวเองบวกความชอบส่วนตัว ทำให้มาลงเรียนปักผ้า

หลังจากที่เรียน เขาก็พบความถนัดของตัวเองมากขึ้นและกลายเป็นครูประจำคลับที่ถ่ายทอดวิชาให้กับคนที่สนใจสิ่งเดียวกัน

"เราเคยเรียนในระบบโบราณ เรียนอยู่ในกรอบ มันไม่มีอะไรที่นอกกรอบได้ สมัยนี้มีสิทธิเลือกเรียนที่ชอบได้มากขึ้น ตอนเราเรียนมันต้องต่อสู้เพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย ต้องเลือกเพื่อที่จะต้องสอบติด คุณก็ไม่ได้เรียนในสิ่งที่คุณชอบ ต้องเรียนในสิ่งที่สอบติด" สโรชเล่า

บางครั้งการเรียนในระบบปกติดูเหมือนจะพูดถึงแต่ทฤษฎีอันซับซ้อน ทำให้ผู้เรียนบางคนไม่เคยเกิดความเข้าใจที่จับต้องได้ หรือการสอนที่มุ่งแต่จะให้ความรู้ทางวิชาการแบบเน้นๆ ให้ผู้เรียน ทำให้บางคนไม่เคยรู้ว่า ตัวเองมีศักยภาพในด้านอื่นที่ผู้สอนไม่เคยป้อนให้ ที่เรียนแห่งนี้จึงช่วยดึงความสามารถนั้นออกมาได้จากการทดลองทำด้วยตัวเอง

"เราตอบสนองความต้องการของนักเรียน สมมติว่า เราเรียนปักผ้าในช่วงประถม เราก็ลืมไปเลย แต่ลึกๆ แล้ว คนก็ยังโหยหาอดีต อยากกลับมาปักผ้าอีก บางทีความสนใจของคนที่ไม่ได้ต้องการรู้ลึก แต่ต้องการรู้ ต้องการปฏิบัติ เรียนสั้นๆ ได้ผลจริง ในรูปแบบการทำงานแบบนี้ คือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นได้ ฉลาดในการคิด แล้วก็พาผู้เรียนไปถึงความต้องการได้” ผู้ก่อตั้งจอยรักคลับเล่า

เสียงจากนักเรียนที่ผันตัวเองมาเป็นครูอย่างสโรชก็เห็นเช่นกันว่า ถ้าไม่ได้ลองทำ ก็จะไม่รู้ว่าเราทำได้จริงๆ (หรือทำไม่ได้จริงๆ) การได้ลองไปพร้อมกับครูจึงเหมือนมีคนเปิดประตูแล้วทำให้เห็นทางเดิน หน้าที่ของคนเรียนก็คือ การเดินต่อไป

“เราเรียนวาดรูปจากที่จอยรักคลับด้วย ทำให้เราวาดไดอะแกรมสอนปักผ้าออกมาได้เอง ไม่ต้องไปก็อปปี้ใคร คือ จริงๆ เราวาดได้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีใครดึงศักยภาพออกมา ครูจึงเป็นคนที่ดึงศักยภาพเราออกมาจากตัวเราเอง นี่คือสิ่งเราชอบ พอทำได้ มันก็จะเกิดทักษะขึ้นมาเอง ดึงศักยภาพออกมาเองโดยบางทีไม่รู้ตัวว่าเคยมี บางคนที่ทำไม่ได้ บางคนเขาก็ถอดใจ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้หมด แต่เราก็พยายามให้เขาได้เจอตัวเอง”

'คิด-ค้น' หาตัวเอง

เคยคิดไหมว่า ในรั้วโรงเรียนมัธยม วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งสังคมศึกษาเองที่อยู่ในรูปทฤษฎี ไม่เคยบอกได้เลยว่า จะเอาไปใช้ในชีวิตได้อย่างไร และเกี่ยวพันกับอาชีพที่อยากทำอย่างไร

เพราะความไม่เชื่อว่า การศึกษาสิ่งเหล่านี้ในช่วงมัธยมจะช่วยให้นักเรียนรู้ตัวว่า อยากจะทำอะไรในอนาคตได้จริงๆ การเรียนรู้รูปแบบใหม่ของหลักสูตรโลกคดีศึกษาและการประกอบการสังคม (Global Studies and Social Entrepreneurship) ของ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงเกิดขึ้นเพื่อช่วยค้นหาตัวตนที่แท้จริงไปพร้อมๆ กับแนวคิดที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีมุมมองทางด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

"หลักสูตรนี้จะเป็นพื้นที่ที่จะช่วยเขาหา หรือตอบโจทย์ว่าเขาอยากจะเป็นอะไรในอนาคต เราไม่ได้จำกัดอาชีพ ในการเรียนเราก็จะช่วยคิดว่าอยากเป็นอะไร สนใจอะไร สุดท้ายเราก็มาช่วยหา passion ให้ทักษะการทำงาน ให้รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรในเรื่องการทำงาน เรากำลังจะสร้างผู้นำ มีวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนแปลง" วิริยา วิจิตรวาทการ ผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตรกล่าว

วิชาจำพวกการคิดวิเคราะห์ การออกแบบความคิด การสร้างนวัตกรรมทางสังคม การแก้ปัญหา ได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรระดับปริญญาตรี เพื่อการเน้นให้ผู้เรียนมีทักษะการทำงาน การสื่อสาร การเป็นผู้นำ ในแบบที่ได้ลองทำจริงๆ เพราะเห็นว่า “สุดท้ายในชีวิตการทำงาน ถ้ามีทักษะแล้ว เนื้อหาไม่ใช่เรื่องยาก และยังเรียนรู้ได้เร็วกว่าทักษะมาก”

นักศึกษาจะได้เก็บประสบการณ์จากการฝึกงานในทุกเทอม และมีมุมมองในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร โดยวิริยาได้มองไปถึงการทำงานที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ด้วย “ที่ประเทศเราเป็นอย่างนี้ หลายๆ อย่าง มันไม่ได้เชื่อมกัน บางทีคิดแต่เอาเงิน แต่ไม่ได้คิดถึงสิ่งแวดล้อมหรือว่าสังคมเลย เราเปิดโอกาสให้เขาเรียนรู้ผ่านบริบท เช่น Case Study ให้เรียน Social Innovation Project ทุกปี ก็จะได้เห็นองค์กรรูปแบบต่างๆ แล้วก็ดูว่า อะไรที่ทำให้ประสบความสำเร็จ หรือว่าอะไรที่ทำให้ล้มเหลว มันเป็นการเรียนรู้ผ่านบริบทจริงค่อนข้างเยอะ”

กรอบความคิดหลักของหลักสูตรนี้เชื่อว่า จะสร้างคนที่ทำงานเป็น และเพิ่มพูนสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้ในหลากหลายอาชีพ โดยที่ไม่ต้องผ่านการเรียนกระบวนวิชาเฉพาะจากวิชาพื้นฐานไปจนถึงวิชาระดับสูงก็ได้

"ต้องมองว่า นิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ให้อะไร อย่างแนวคิดของรัฐศาสตร์ เราก็จะมีสอนในเรื่องสังคมอาเซียน หรือว่าวิชา Global Studies มันก็เกี่ยวกับรัฐศาสตร์ ในเรื่องกฎหมาย ไม่ได้กฎหมายเป็นแบบ Civil Law แต่ว่าเป็นแนวคิด เช่น เรียนเรื่อง Critical Thinking เรียนเรื่อง Logics ก็สำคัญในกฎหมาย ในการนำเสนอข้อมูลว่า อะไรถูกผิด มันเป็นสหศาสตร์ ถ้าจบมาแล้ว มันได้ทักษะในการทำงานจริงๆ เพราะการทำงานมีหลายที่ที่มองว่า เด็กคนนั้นทำงานเก่งหรือเปล่า ภาษาดีหรือเปล่า มันเป็นบริบทที่จะสามารถตอบโจทย์ได้กับหลายองค์กร” วิริยาอธิบายถึงหลักสูตรที่อาจมีไว้สำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการเรียนวิชาชีพเฉพาะทางอย่างแพทย์ วิศวกร สถาปนิก

และเสริมอีกด้วยว่า บางครั้งผู้ที่จบวิชาเฉพาะเหล่านั้นมาอาจจะค้นพบทีหลังก็ได้ว่า เขาไม่ได้ต้องการที่จะมีอาชีพนั้นเลย

“อาจมีคนที่ชัดเจนแล้วว่า อยากจะทำอะไร จริงๆ ไม่จำเป็นต้องยึดติดขนาดนั้น เพราะว่ามันยังมีมุมที่ยิ่งโต ยิ่งรู้จักตัวเอง แล้วการที่เรารู้ชัดมากเป็นอะไรที่อาจจะเป็นการปิดตัวเองด้วย มีหลายคนที่เรียนหมอแล้วก็ย้ายไปย้ายมา เป็นวิศวะก็ไม่ได้มีความสุข ก็กลับไปสู่คำถามว่า ทำไมถึงเลือกเรียน ก็เพราะช่วงนั้นเราอาจจะเด็กไปที่จะรู้จริงๆ ว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร การศึกษาปัจจุบันยังไม่ได้ให้โอกาสที่จะรู้ได้จริงๆ ว่าเราอยากทำอะไร”

เราเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน

ยุคที่มิติของการเรียนรู้ออกจากห้องเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปอยู่ที่คนรุ่นใหม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ยังรอเวลาดึงศักยภาพตัวเองออกมาใช้เพราะ "ระบบ" ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการได้เต็มที่ หนังสือประเภท ทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ หรือ ทำไมไม่รู้แบบนี้ตั้งนานแล้วยังติดอันดับหนังสือขายดีอยู่เรื่อยๆ

ขณะที่ครูหลายคนไม่เคยบอก “วิธีการ” (หรืออาจจะไม่รู้ถึงวิธีการ) จึงถึงคราวที่คนรุ่นใหม่เองได้ตั้งคำถามถึงบทบาทของตัวเองมากขึ้น โครงการพัฒนาคนหนุ่มสาวอย่าง "School of Change Makers" ของมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย ก็ได้ตั้งโจทย์เพื่อตอบสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

"สิ่งที่สำคัญ คือเราจะเรียนรู้อย่างไร ถ้าเราทุกคนมีคำตอบ ประเทศนี้มันดีไปแล้ว” พรจรรย์ ไกรวัตนุสสรณ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิอโชก้า ประเทศไทย ได้ตั้งประเด็นไว้ในวงเสวนา "มหา’ลัย เถื่อน การเรียนรู้บนทางแห่งความหลากหลายของคนหนุ่มสาว" ในงาน 25 ปี เด็กรักป่า และอธิบายว่า โครงการของมูลนิธิอโชก้าจะสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ทำโปรเจคเพื่อสังคมที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น นักศึกษา เด็กที่มีฐานะ เด็กในชุมชนที่เคยติดยาเสพติด

"ถ้าน้องๆ อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคม โครงการนี้จะโฟกัสอยู่ที่ว่า ทำอะไรแล้วชีวิตจะเปลี่ยน ทำอะไรแล้วจะเจอทางของตัวเอง เข้าใจตัวเอง หาจุดที่ตัวเองจะยืนในสังคม แล้วก็ให้คนอื่นได้ด้วย เช่น ค้นหาว่า ความชอบแฟชั่นของเราไปไหนได้บ้าง”

โครงการจะให้เวลาคนรุ่นใหม่คิดไอเดีย 3 เดือน และทำโปรเจค 6 เดือน - 1 ปี โดยมีทุนสนับสนุนให้และมีเครือข่ายผู้ประกอบการสังคมให้ไปเรียนรู้ การทำโปรเจคเพื่อสังคมจะเป็นไปในรูปแบบการตั้งคำถามพร้อมกับเรียนรู้ไปว่า แก้ปัญหาอย่างถึงจะดี และหากไม่มีกระบวนการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้นก็ต้องหยุดทำ...

"ถ้าน้องชอบเลี้ยงปลากัด ก็มาหาว่า เลี้ยงปลากัดแล้วได้อะไร เจอ 2 ข้อ ข้อแรกคือเลี้ยงขาย ตัวละ 10 บาท 20 บาท ก็ขายไป อันที่สองก็คือความสนุกสนานกับการที่ต้องลุ้น เพราะเสน่ห์ของการเลี้ยงปลากัดก็คือไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นสีอะไร เขาก็เอาตรงนี้ไปต่อยอด เช่น เอาไปขายจะพอไหมที่จะมาทำเป็นอาชีพ หรือคนพิการที่อยู่บ้านจะทำอาชีพนี้ได้ไหม” พรจรรย์ยกตัวอย่าง

ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ที่ตั้งกลุ่มตามแนวทางของตัวเองที่เกิดความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริงทางสังคมที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกคนต่างกัน ฉะนั้นการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมจึงสำคัญมากที่จะผสานรอยนี้ร่วมกัน

ภายใต้บริบทของความแตกต่างทางความคิด การเปิดโอกาสให้คนหลายกลุ่มมาเรียนรู้กันจึงเป็นวิธีหนึ่งที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) เลือก ศิริพร ฉายเพ็ชร เจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรมโครงการคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม เล่าถึงวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโครงการว่า จะต้องทำให้เยาวชนรู้จักตัวเองและเพื่อนผ่านประสบการณ์ ได้รู้จักสังคมผ่านการลงศึกษาชุมชน โดยทางโครงการจะให้ “คู่มือ” ในการแก้ปัญหา การรู้จักสื่อสาร และการรู้จักถอดบทเรียนของตัวเอง ภายในช่วงเวลา 1 ปีที่เยาวชนได้แลกเปลี่ยนและเห็นมุมมองของคนที่แตกต่าง

"เรามีการปะทะเยอะมากกับคนรุ่นใหม่ที่เราไม่เคยเจอ ความแตกต่างพวกนี้เราจะเอาอยู่ไหม หลายๆ คนที่มามีติดคดีแบบแรงๆ ก็มี สายยุวชนก็กลัวกัน เริ่มทดลองทำจากปีแรก เราก็ได้ข้อคิดว่า เวลาตัดสินคนอื่นตัดสินด้วยอะไร หรือข้อคิดว่า การพูดจะเข้าใจตนเอง การฟังจะเข้าใจผู้อื่น มันก็มีจุดเปลี่ยนของเด็กเยอะ มีการตีกันทางความคิดสูง จนเกิดขณะว่าจะออกจากโครงการทั้งหมด คนที่มาใสๆ เราก็จะยุบยกเลิกโครงการเนื่องจากว่าเอาไม่อยู่แน่ๆ คือน้องเขาคิดว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเขา พวกเข้มๆ เขาคิดว่าที่นี่ไม่ใช่ จะไปเปลี่ยนแปลงอะไร พวกอ่อนมากก็บอกที่นี่ทำไมฮาร์ดคอร์อย่างนี้ จะพาเราไปที่ไหน มอส. จะเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างไร คือเขาเป็นน้องๆ ที่หลากหลายขนาดที่ว่าจบ ม.3 หรือ ป.6 ก็มี ป.โทก็มี”

"สิ่งสำคัญก็คือว่า มันได้เรียนรู้เป็นกระบวนการ แล้วก็มีความหลากหลาย คิดดูว่า ถ้าโลกมันไม่ใช่ที่ที่เด็กเก่งต้องมาอยู่รวมกัน เด็กเรียนอ่อนต้องมาอยู่รวมกันอย่างนี้ ถ้าเจอทุกๆ แบบไป มันก็เป็นกระบวนการขัดเกลา แล้วก็สร้างการเรียนรู้ได้ดีมาก อาจจะเป็นทักษะรุ่นใหม่ที่ต้องฝึกกันมากๆ ทักษะเรื่องทนกันให้ได้ เรื่องความคิด วิธี พฤติกรรมต่างๆ อันนี้ก็น่าสนใจ” พฤหัส พหลกุลบุตร มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (มะขามป้อม) เสริม และเล่าถึงการตั้งกลุ่ม “มหา’ลัยเถื่อน หลักสูตรที่กระทรวงศึกษาไม่รับรอง” ว่า ถ้าเราเกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจได้

หลายกลุ่มที่มีแนวทางการเรียนรู้ในรูปแบบของตัวเอง ได้รวมตัวกันสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนแบบผลัดกันเรียน ผลัดกันสอนในวิชาที่ตัวเองมี สลับกันเป็นทั้งครูและนักเรียน ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะดึงศักยภาพของทุกคนออกมาและสร้างคนที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้

"วิธีการเรียนรู้ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในเฉพาะสถาบันการเรียนรู้กระแสหลักอาจจะทำให้เกิดการกระเพื่อม เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ ลองคิดว่า กระทรวงการศึกษามีงบประมาณห้าแสนสองหมื่นล้านต่อปี แล้วกระบวนการทำงานและผลผลิตที่เราได้มาในสังคมของกระทรวงนี้เป็นอย่างไร” พฤหัส กล่าวย้ำ

ไม่ว่าจะเรียนเพื่อตัวเอง หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม จากที่ใด มีใบรับรองหรือไม่ ที่สำคัญก็คือ “ครู” แบบไหนที่จะให้วิชาเราได้จริงๆ