วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สจ๊วต วาร์ด เสียงร้องของสันติ

เรื่องราวปาเลสไตน์ของ "คนนอก" ที่ไม่ได้เรียกร้องอะไรเกินกว่าการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเป็นธรรม

สจ๊วต วาร์ด (Stuart Ward) นักธุรกิจลูกครึ่ง บริติช-สวีดิช ก่อตั้ง Palestine Solidarity Campaign (PSC) Thailand ขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิอันพึงมีของชาวปาเลสไตน์ และส่งเสริมการรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาในสังคมโลก ในอีกทางหนึ่ง ยังหมายถึงการปฏิบัติอย่าง "เป็นธรรม" จากอิสราเอล

"พวกเขา (ปาเลสติเนียน) กำลังถูกพรากไปจากมาตุภูมิ" เขาเล่าถึงสาเหตุของการลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้

PSC ประเทศไทยเป็นองค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศที่ร่วมกันทำงานเพื่อสันติภาพสำหรับชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นจากอคติ

"ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเริ่มมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับคนปาเลสไตน์ทั้งๆ ที่พวกเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่แรก พวกเขาอดทน และเรียกร้องในสิทธิที่เจ้าของบ้านควรจะได้ และคนปาเลสไตน์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการอยู่ร่วมกับคนยิว นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมว่าผมรู้สึกนับถือคนปาเลสไตน์มาก"

วันนี้ เสียงปืน ควันระเบิด ความรุนแรง และความสูญเสียยังคงเกิดอย่างต่อเนื่องในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่า การเรียกร้องสันติภาพให้เกิดขึ้นบนดินแดนที่มีตำนานความขัดแย้งมาร่วมพันปีคงไม่สามารถทำให้จบภายใน 3 วัน 7 วัน หากแต่สิ่งที่คนอย่างเขาหวังคงไม่มีอะไรมากกว่า ให้เราได้ยินเสียงร้องเหล่านั้นบ้าง

ต่อไปนี้คือ การเสียงร้องเรียกถึงสันติภาพอีกด้านจากสายตาคนนอกอย่างเขา

ถ้าถามว่า วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่นั่น คุณจะตอบว่าอย่างไร

มีผู้คนราว 1.8 ล้านคนอาศัยอยู่ในฉนวนกาซา และ1.2 ล้านคน ไร้ที่อยู่ พวกเขากำลังหลบหนีภัยจากการโจมตี ทำให้ต้องจากบ้าน จริงๆ ไม่เฉพาะบ้านที่ถูกทำลายไป สิ่งที่เคยมีภายในบ้าน รูปถ่าย สิ่งของที่เป็นความทรงจำต่างๆ เหล่านั้นก็หายไปด้วย แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับชีวิตของผู้คนหลายร้อยชีวิตที่ตายไป มากกว่า 200 คนเป็นเด็ก

คุณลองคิดถึงสถานการณ์ดู คนปาเลสไตน์ที่อยู่ท่ามกลางการโจมตี ทิ้งระเบิด มองไปรอบๆ มีชิ้นส่วน หัว แขน ขาหรือเป็นเศษชิ้นส่วนของร่างกาย ต้องพบกับสิ่งนี้ ต้องขุดหลุมฝังศพลูกหลาน มีพลแม่นปืน (สไนเปอร์) บนตึกคอยลอบยิง แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกเปิดเผยให้โลกรับรู้ เพราะสื่อส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของคนที่สนับสนุนความรุนแรง และโชคร้ายที่พวกเขามีอิทธิพลในการสร้างเรื่องที่จะบอกคนทั่วโลกในแบบที่พวกเขาต้องการ

ถึงแม้จะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อยู่ด้วย ทั้งในอิสราเอลเอง หรือพื้นที่อื่นๆ ที่ต่อสู้เพื่อปาเลสไตน์ และคนปาเลสไตน์มาก แต่เมื่อเรื่องอย่างนี้ไม่ได้เป็นวาระสำคัญของโลกใบนี้ ซึ่งผมมองว่า น่าจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ต้องแก้ไข แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่สำคัญมันยังซับซ้อนมากๆ อีกด้วย

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้เราจึงต้องเข้าใจอดีตที่เกิดขึ้น เมื่อปีค.ศ. 1947 หลังจากหลายปีที่ชาวปาเลสไตน์ต้องเผชิญกับการรุกรานจากกลุ่มล่าอาณานิคม และกลุ่มไซออนิสต์ (Zionism : เป็นชื่อเรียกขบวนการคืนสู่มาตุภูมิประวัติศาสตร์ในดินแดนปาเลสไตน์ดั้งเดิม (The Eretz Israel) ของชนชาติยิว หลังจากการถูกชาวอียิปต์ขับกระจัดกระจายออกไปอยู่ที่อื่นนานนับศตวรรษ ชาวยิวมีความเชื่อว่า เมื่อใดที่ชาวยิวย้ายกลับมาครอบครองถิ่นเดิม ความเจริญรุ่งเรืองจะเกิดขึ้นดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในสมัยกษัตริย์เดวิด ความเชื่อนี้ทำให้เกิดการรณรงค์เผยแพร่ความคิดที่เรียกกันว่า "ไซออนิสต์" ขบวนการไซออนิสต์ยุคใหม่นี้เริ่มต้นเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19) บวกกับอิทธิพลของยุโรป และอเมริกาที่รวมกันเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของสมัชชาสหประชาชาติซึ่งมีมติให้แบ่งแยกดินแดนปาเลสไตน์ ผลก็คือเกิดเป็นการก่อตั้งรัฐยิวขึ้นบนพื้นที่ร้อยละ 56 ของพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของปาเลสไตน์

ในขณะนั้น จำนวนชาวยิวเป็นเพียงหนึ่งในสามของประชากร และเป็นเจ้าของที่ดินเพียงร้อยละ 6 ของที่ดินทั้งหมด กรุงเยรูซาเลมที่ได้รับการคาดหมายจะเป็นพื้นที่ของประชาคมโลก ถูกเปลี่ยนเป็นการสังหารหมู่ การขับไล่ และการทำลายชุมชนชาวปาเลสไตน์ เหตุการณ์นี้ทั้งหมดเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อเรียกว่า Nakba (ภัยพิบัติแห่งหายนะ)

กลุ่ม PSC Thailand ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับสังคมไทยถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นต่อชาวปาเลสไตน์นับตั้งแต่เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว ตลอดจนมีเป้าหมายในการแสวงหาการสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ให้ได้รับสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนการมีรัฐปาเลสไตน์ของตัวเองอันพึงได้รับ

ทำไมคุณถึงให้ความสนใจมาขับเคลื่อนเรื่องนี้

ผมไม่ใช่ปาเลสติเนียน (ยิ้ม) ไม่ใช่ยิว ไม่ใช่อาหรับ หรือมุสลิม ผมเป็นคริสเตียน นิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Church of England) แต่ผมไม่ได้เชื่อหรือสนใจในศาสนา (ยิ้ม) ผมเติบโตทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ มาจากชนชั้นแรงงานที่ยากจน ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีความสนใจเรื่องของการเมืองและเรื่องความยุติธรรมเพื่อคนยากจน คนที่ไม่มีสิทธิพิเศษ (Under Privilege) และความสนใจสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็มาจากเรื่องเกลียดการเหยียดผิว หรือเชื้อชาติ ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ผมสอนเสมอว่า มันไม่สำคัญว่าคุณจะมาจากไหน ผิวสีอะไร ขาวหรือดำ ไม่ว่าผิวสีอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะเราล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน

เรื่องที่เกิดขึ้นกับปาเลสไตน์นั้น ผมคิดว่ามีคนยุโรปจำนวนมากที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกา ทำให้ไม่มีความคิดเห็นอย่างอื่นนอกจากสนับสนุนอิสราเอล หรือคนอเมริกันเองไม่ได้รับข่าวสารข้อมูลเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์ยกเว้นจากพวกสนับสนุนอิสราเอล เจ้าของสื่อก็เป็นคนอเมริกัน-ยิว ที่ทำให้สื่อให้ข้อมูลไม่รอบด้าน

จริงๆ ผมก็เป็นคนที่เชื่อในข่าวสารที่สื่อนำเสนอมาโดยตลอด แต่เมื่อผมได้เติบโตขึ้น และมองในแง่มุมของการเมืองเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องนี้ มันก็ทำให้ตัวผมเริ่มตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย ทำไมถึงมีการอนุญาตให้คนยิวไปอยู่ที่นั่นแทนที่คนปาเลสติเนียน ประเทศปาเลสไตน์ถูกเอาไปโดยประเทศของผมเอง (อังกฤษ)

ดังนั้น ความน่ากลัวที่เกิดขึ้นกับคนปาเลสติเนียนนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมกับพวกเขา สำหรับผม นี่คือเรื่องความอยุติธรรมเรื่องใหญ่ของโลกนี้เลยนะ โดยเฉพาะความรุนแรงที่เกิดขึ้นตอนนี้ ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นมานานแล้ว และทั้งโลกก็เพิกเฉยกับความรุนแรงนั้น หรือแม้ว่าจะมีความตระหนักถึงสถานการณ์เลวร้ายนี้อยู่บ้าง แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะมีชาติตะวันตกหลายชาติเข้ามาอยู่เบื้องหลังความรุนแรงเหล่านี้ แน่นอน มันไม่ดีแน่ๆ หากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปอย่างนี้

สำหรับผมเองก็เป็นแค่คนๆ หนึ่งที่พยายามจะทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวปาเลสไตน์ ซึ่งผมถือเป็นหน้าที่ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่จะพึงกระทำให้แก่กัน ที่สำคัญมันก็สอดคล้องกับแนวคิดความต้องการหยุดความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในโลกของผม สำหรับคนที่ยากจน หรือคนที่ถูกเอาประเทศไปโดยที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย (เน้นเสียง) พวกเขาแค่อยู่อาศัย ใช้ชีวิต ทำมาหากิน อยู่ร่วมกับคนยิวท้องถิ่นที่นั่น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งอังกฤษได้ตัดสินใจว่าจะส่งคนยิวเข้าไปอยู่ที่นั่น นั่นแหละคือปัญหา อังกฤษปกครองดินแดนนั้น และก่อปัญหาที่เรามีในวันนี้

แต่ละคำพูดของคุณแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนมากนะ

ใช่ (ตอบทันที) ผมโมโหเวลาที่คุยเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะผมรู้ว่าเกิดความรุนแรง และความสูญเสียขึ้นอยู่ตลอดที่นั่น ตอนนี้ที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ และทุกๆ วันเราได้เห็นเรื่องของกาซา ใช่ มันมีเรื่องมีในระดับใหญ่ๆ ที่คุณก็รู้ว่า คนปาเลสไตน์นั้นเป็นประเด็นของเรื่อง พวกเขาถูกข่มเหง และถูกกระทำทั้งทางกาย และจิตใจ ไม่ว่าจะทางตรง หรือทางอ้อม

จนถึงตอนนี้ คนทั้งโลกต่างก็รู้ว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น มันจะไม่นำไปสู่การแก้ปัญหา ?

ก็จะไม่เกิดอะไรขึ้น อย่างในเมืองไทยเพราะคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่ไม่อ่านหนังสือ ไม่ดูโทรทัศน์ เมื่อคนไม่รู้ พวกเขาก็จะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งนะ ในส่วนของคนที่รู้ก็ได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง สื่อส่วนใหญ่ในโลกเล่นข่าวไปในทิศทางเดียวกัน ครั้งหนึ่ง สำนักข่าวใหญ่ของโลกตะวันตกเคยใช้ข่าวของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH17 ซึ่งถูกยิงตกที่ยูเครนมาเป็นข่าวหลัก และมีการเล่นข่าวนี้เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 20 นาที หลายวันติดต่อกัน ขณะที่สถานการณ์ของฉนวนกาซานั้นได้เวลาออกอากาศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับผมนั่นคือ อคติ ใช้ข่าวการถูกยิงของสายการบินมาเลย์เซีย อย่าพูดเรื่องกาซามาก อย่าออกข่าวกาซามาก แน่นอน เรื่องของสายการบินก็เป็นเรื่องเศร้าที่ชีวิตของคนบริสุทธิ์ถูกฆ่า แต่ขณะเดียวกัน เรื่องของกาซากลับไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นสงครามหรือความขัดแย้งใช่ไหม เพราะว่ามันหมายถึงการมีสองฝ่าย และมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีโอกาสที่จะชนะ แน่นอน ปาเลสไตน์ไม่มีโอกาสที่จะชนะ พวกเขาไม่มีกองกำลังทางอากาศ ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีกองทัพ กองทัพเรือ ไม่มีเรือ หรือรถถัง พวกเขามีแต่ข้าวของ และก้อนหิน ซึ่งไม่มีความหมายอะไร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ปรากฏออกมามันก็มีการสู้รบกันอยู่ มันหมายถึงอะไร

ปาเลสไตน์มีปัญหาเพราะมี 2 กลุ่ม คือ ฮามาส ดูแลครอบครองฉนวนกาซา และอีกกลุ่มคือ กลุ่มฟะตะฮฺ ครอบครอง เขตเวสต์แบงก์ และเยรูซาเล็มตะวันออก สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ อิสราเอลมีกองทัพที่มีศักยภาพเป็นอันดับ 4 ของโลก รวมทั้งการผลิตอาวุธ และขายไปทั่วโลก พวกเขามีเทคโนโลยีการใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับติดระเบิดไปถล่มฝ่ายตรงข้าม (เป็นโดรนชนิดเดียวกันกับที่อเมริกาใช้ในปฏิบัติการณ์ที่อัฟกานิสถาน)

นี่ก็เป็นเรื่องน่ากลัว และเศร้ามากนะ เมื่อเขาไปงานแสดงสินค้าด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อขายอาวุธให้ประเทศอื่นๆ ซึ่งเขาก็บอกลูกค้าว่า คุณรู้ไหม

สิ่งที่พวกเราผลิตมานั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง หรืออย่างคำพูดทำนองว่า อาวุธพวกนี้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง เหมือนอย่างที่กาซาตอนนี้ไง

ในทางกลับกัน ถ้าเราดูข่าวเราก็จะเห็นความแตกต่างของการต่อสู้ คนปาเลสไตน์ใช้ก้อนหิน เพราะไม่มีอาวุธจะสู้ ถึงตอนนี้ มีคนหลายร้อยคนที่ตาย รวมถึงมากกว่า 200 คนที่ถูกฆ่าเป็นเด็ก มากกว่า 4,000 บาดเจ็บ หรือพิการ ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อเดือนมกราคม ถึงมิถุนายน หลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวอันถือเป็นจุดเริ่มต้น ทุกๆ วันที่เกิดเรื่องที่ปาเลสไตน์ แต่ไม่มีเด็กๆ อิสราเอลถูกฆ่าโดยปาเลสติเนียนเลย ตลอดระยะเวลาครึ่งปีนี้

ผมก็ไม่ได้อยากให้ใครถูกฆ่านะ ผมเพียงอยากจะอธิบายถึงความแตกต่างนี้ ที่อิสราเอลพูดว่าไม่ใช่สงคราม ไม่ใช่ความขัดแย้ง ที่ทำไปเพื่อการป้องกันตนเอง ขณะเดียวกันนั้น อะไรคือสิ่งที่ ชาวปาเลสไตน์ป้องกันตนเองล่ะ เขาไม่มีอะไรที่จะป้องกันตัวเองกับเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ตัวเลขคนตายสูงมาก คนบริสุทธิ์และเด็กก็ถูกฆ่า ตรงนี้ ไม่ว่าใครก็จะเข้าใจถึงมิติความแตกต่างของเรื่องทั้งหมด ทำไมปาเลสไตน์พยามต่อสู้กลับด้วยสิ่งที่เขามี ยังไม่ต้องพูดว่าใครผิดหรือใครถูกหรอก

อีกเรื่องที่หลายๆ คนในโลกอาจไม่รู้ กาซาก็ถูกห้ามไม่มีแหล่งอาหาร การรักษาพยาบาล โรงพยาบาล เป็นเวลากว่า 8 ปีมาแล้ว ที่การพัฒนาด้านต่างๆ ของที่นี่หยุดอยู่กับที่ ไม่มีอะไรเข้ามาได้ ไม่มีอะไรออกไปได้

คุณเคยลงพื้นที่ที่นั่นหรือเปล่า

ผมไม่เคยไป และคงไม่สามารถไปได้เพราะอาณาเขตโดยรอบนั้นถูกควบคุมเอาไว้ทุกอย่าง หากผมพยายามจะไปที่นั่น ผมก็จะถูกปฏิเสธเพราะผมเองเป็นนักเคลื่อนไหวที่ทำกิจกรรมเพื่อปาเลสไตน์ในไทย ถึงแม้จะได้ไปเขาก็จะทำรังควานผมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งการไปที่นั่นต้องขอวีซ่าจากสถานฑูตอิสราเอลในไทย จริงๆ แล้วผมสามารถไปได้โดยผ่านทางจอร์แดน ซึ่งก็อยู่ข้างอังกฤษ แต่อังกฤษนั่นแหละที่จะเล่นงานผมเองเมื่อเห็นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับผม

เสถียรภาพทางการเมืองของปาเลสไตน์เองล่ะ ถือเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แค่ไหน

พวกเขาไม่ได้รับการรับรองว่าเป็นประเทศจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council; UNSC) คุณรู้ไหมว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของยูเอ็นสนับสนุนปาเลสไตน์ รวมถึงไทยด้วยเมื่อ 2 ปีที่แล้วไทยรับรองปาเลสไตน์ว่าเป็น State (รัฐ) และเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการฑูต (Diplomatic relation) แต่ถึงแม้ว่าประเทศสมาชิกส่วนใหญ่รับรองปาเลสไตน์แต่ UNSC ที่มีอเมริกา ฝรั่งเศส อังกฤษ หรือ รัสเซีย ที่สามารถใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) ให้คุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาเพราะหากประเทศใดประเทศหนึ่งสิทธิยับยั้ง (วีโต้) มันก็จะตกไป

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกอย่างที่จะทำให้ปาเลสไตน์ได้รับการรับรองเป็นประเทศจากยูเอ็นก็อยู่ที่ตรงนี้ แต่ว่าประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นไม่ได้เห็นชอบให้สิทธิที่จะให้ทำ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมปาเลสไตน์ถึงไม่ได้รับรองการเป็นประเทศ ไม่มีรัฐบาล เพราะไม่ได้รับการรับรองจาก UNSC นั่นเอง

เมื่อปีที่แล้วสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ได้ผ่านการรับรองสถานะความเป็นประเทศให้ของปาเลสไตน์ แต่ครั้งนั้นก็ถูกยับยั้งไปอีก การรับรองนี้จะทำให้ปาเลสไตน์เริ่มมีรัฐบาล ธนาคาร ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่ประเทศๆ หนึ่งพึงมี การที่จะทำได้นี้ต้องได้รับการรับรอง แต่เรื่องที่ใหญ่คือคือกลุ่มล็อบบี้ที่มีเงิน และอิทธิพล ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้มแข็งทำให้เรื่องนี้ตกไปในที่สุด

แต่วันนี้เทคโนโลยีการสื่อสารอย่างสังคมออนไลน์ก็ถือเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนทางสังคมที่มีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง เหมือนอย่างที่เราเคยเห็นมาแล้วอย่างเหตุการณ์อาหรับสปริง เป็นต้น กับเรื่องนี้เองสื่อออนไลน์ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

แน่นอน ผู้คนต้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อคัดค้านความรุนแรง และไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ ชาวปาเลสไตน์ต้องขออนุญาตในการไปมาหาสู่ข้ามเขตกัน ทั้งๆ ที่ตรงนั้นคือดินแดนของพวกเขา ชาวนาต้องขออนุญาตเพื่อที่จะเดินทางไปปลูกมะกอกบนที่ดินของเขาเอง

แม้กระทั่งการเดินทางในเวสต์แบงก์ บัตรประชาชนที่ชาวปาเลสไตน์ได้ก็จะมีสถานะแตกต่างจากคนอาหรับ วันนี้ 22 เปอร์เซ็นต์ของประชากรปาเลสไตน์ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่มีสิทธิรับบริการด้านสุขภาพ สิทธิในการปรับปรุงที่พักอาศัย หรือกระทั่งที่ดินทำกิน ขณะเดียวกันเรากลับได้ยินแนวคิดการสร้างประเทศด้วยเผ่าพันธุ์บริสุทธิ์ตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการเหยียดผิวอย่างชัดเจน ไม่ต่างจากความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย ซึ่งตรงนี้การเผยแพร่ข่าวสาร การทำความเข้าใจไม่ว่าจะทางไหนก็ตามผมคิดว่ามันจะช่วยได้

แต่เมื่อดูจากปัจจัยต่างๆ ที่คุณเล่าให้ฟัง เรื่องนี้ทั้งซับซ้อน และละเอียดอ่อน ต้องถือว่ายากเหมือนกันในการจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

เพื่อนเคยถามผมว่า เฮ้.. สจ๊วต ทำไมถึงต้องทำเรื่องที่เป็นไปได้ยากแบบนี้ด้วย มันเหมือนคุณกำลังยืนต่อสู้อยู่กับประเทศมหาอำนาจด้วยตัวคนเดียวเลยนะ เป็นสิ่งหนึ่งมันโดดเดี่ยวมากในการทำอะไรแบบนี้ ทำไมต้องทำแบบนี้ ผมแค่อยากบอกว่า ต้องทำเพราะผมรู้ว่า เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราเห็นความอยุติธรรมเหมือนอย่างสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในแอฟริกา หรือความโหดร้ายของสงครามที่กดขี่ข่มเหงมนุษย์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบนโลกใบนี้

อย่างน้อย มันก็คือสิ่งที่พ่อแม่ผมได้สอนเอาไว้ มันไม่สำคัญว่าคุณจะมาจากไหน ผิวสีอะไร ขาวหรือดำ ไม่ว่าผิวสีอะไรก็ไม่สำคัญ เพราะเราล้วนเป็นมนุษย์ ถึงแม้สิ่งที่ผมทำมันจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก แต่อย่างน้อยผมก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และผมได้ทำมัน

มั่นใจได้เลยว่า คุณจะไม่หยุดเผยเรื่องราวของชาวปาเลสไตน์อย่างแน่นอน ใช่ไหม

ใช่ครับ (หัวเราะ)

..................................................................................

** หมายเหตุ : ร่วมถอดความโดย พวงชมพู รามเมือง