วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สายน้ำแห่งแดนตะวันออก

เสียงย่ำเท้า กับลมหายใจ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ...

จิตใจก้าวไปพร้อมๆ กับร่างกายเป็นหลักคิดพื้นฐานที่นักวิ่งใช้เคลื่อนตัวเองออกไปข้างหน้า เปล่า, ไม่ใช่หรอก มันเป็นแค่ความคิดแวบหนึ่งที่ผ่านเข้ามาระหว่างก้าววิ่งบนเส้นทางที่ทอดยาวสุดลูกตาตรงหน้า นอกจากการตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า แดดส่องหัวมาได้พักใหญ่แล้ว

... 5.49 AM...

ตัวเลขไม่โกหก แต่แดดตี 5 มันจะไม่ดูเกินจริงไปหน่อย ...ใช่ไหม

ประโยคเมื่อกี้ฟังไม่ผิดหรอก ถ้าพูดถึงดินแดนตะวันออกไกลอย่างญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ โดยปกติในฤดูกลางปีอย่างนี้ดวงอาทิตย์มักจะแวะมาทักทายตั้งแต่ 4.30 น.โดยประมาณเสมอ

เส้นทางเลียบแม่น้ำลักษณะเป็นสันเขื่อนขนานไปกับถนนสายเล็กที่ลัดเลาะไปตามสภาพภูมิศาสตร์ท้องถิ่น เรามักได้เห็นตามหน้าจอ เจ-ซีรีส์ หรือการ์ตูนญี่ปุ่น (มังงะ) อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะมังงะแนวกีฬา ที่พระเอกใส่ชุดวอร์มวิ่งตามนางเอกขี่จักรยาน (และมีน้องหมาเป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก) จะผิดกันก็ตรงที่ ตลอดเส้นทางเท้าที่ผ่านมา ไม่ได้มีสาวสวยตาใส กับพระเอกหนุ่มนักกีฬาดาวรุ่งสวนทางไป จะมีก็แต่คุณลุงคุณป้า ที่ใช้ถนนกว้างไม่เกิน 2 คนเดินสวนเป็นสนามเพิ่มพลังชีวิตให้กับตัวเอง

ไม่น่าเชื่อว่า ที่นี่ห่างจากสนามบินนาริตะออกมาเพียง 40 นาทีเท่านั้น ที่ต้องบอกอย่างนั้นก็เพราะสีเขียวของท้องนาที่กำลังปลิวลู่ลม สลับแนวบ้านญี่ปุ่นโบราณ และโดยทั่วไปผู้คนยังใช้จักรยานเป็นพาหนะนั้นเป็นภาพที่กลับข้างกันจาก โตเกียว - ภูเขาไฟฟูจิ - โอซาก้า ที่ได้ชื่อว่าเป็น Golden Route สำหรับการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน

อิตาโกะ

นาญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้ดูเหมือนนาไทย ทั้งในแง่ของสีสัน สภาพพื้นที่ อากาศ หรือกระทั่งเทคโนโลยี แต่สีเขียวของต้นข้าวที่กระจายปูพรมอยู่เต็มทุ่ง (โดยมีบ้านคนแซมอยู่บ้างประปราย) ก็ทำให้เรารู้สึกถึงชีวิตที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติได้ไม่ยาก ตรงริมแม่น้ำคิตะโตเนะกาว่า เมืองอิตาโกะแห่งนี้

อิตาโกะ (Itako) เป็นเมืองในพื้นที่ จ.ฮิบารากิ ของภูมิภาคคันโต ที่นี่มีสายน้ำเป็นลักษณะสำคัญ โดยเฉพาะแม่น้ำคิตาโตเนะกาว่า (Kitatonegawa) ซึ่งเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของญี่ปุ่น และเพราะพื้นที่ของเมืองล้อมรอบไปด้วยน้ำ จึงทำให้อิตาโกะเป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตมาตั้งแต่สมัยเอโดะ หรือราว ค.ศ.1600 โดยเฉพาะการสัญจรทางน้ำบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างโตเกียวกับหัวเมืองภาคเหนือ

ที่สำคัญ ด้วยความเป็นเมืองริมน้ำนี่เองทำให้อิตาโกะมักเป็นแหล่งพำนักของเหล่าศิลปินที่มีชื่อเสียงอยู่เสมอ เหมือนอย่างเพลงกล่อมเด็กของ ยูโจ โนงูชิ (Ujo Noguchi) กวีชาวฮิบารากิที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่นนั้นก็ได้บอกเล่าถึงเมืองอิตาโกะ และสายน้ำแห่งนี้เอาไว้ในเนื้อเพลงด้วย

การใช้ชีวิตร่วมกับสายน้ำ และผืนดินริมน้ำนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เกษตรกรรมเป็นหัวใจหลักของที่นี่ เหมือนอย่าง โคชิฮิการิ (Koshihikari) ข้าวพันธุ์ลูกผสมยอดนิยมที่ปลูกกันทั่วประเทศ ก็สามารถมองเห็นได้ทั่วไป นอกจากจะขึ้นหม้อเวลาอยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว สำหรับ โรงกลั่น Aiyu Shuzo มันยังถือเป็นหนึ่งในส่วนผสมชั้นดีของสาเกท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนอีกด้วย

ด้วยความเป็นเมืองน้ำ รากบัว ก็ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดที่นิยมปลูกกันมากในพื้นที่แถบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณการส่งออก (ภายในประเทศ) ที่ครองตลาดเอาไว้ถึง 47 เปอร์เซ็นต์เป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

เรื่องนี้จะขาดนางเอกไปไม่ได้ ใช่, ดอกไม้ประจำจังหวัดของฮิบารากิ (ว่าอย่างนั้นเถอะ) ก็คือ ดอกไอริส (Iris) หรือ อายาเมะ (Ayame) ซึ่งมีอยู่ทั่วไป และกลายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว (ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น) ให้มาชมเทศกาลดอกอายาเมะที่มีมากกว่า 500 สายพันธุ์ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี โดยมีไฮไลต์ของงานอยู่ที่ เรือเจ้าสาว หรือ โยเมะอิริฟุเนะ พิธีแต่งงานแบบโบราณที่ชาวอิตาโกะสืบทอดกันมาจากวิถีชีวิตที่ใช้แม่น้ำเป็นหลักนั่นเอง

ถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมไปจนถึงมิถุนายน นอกจากเราจะได้ล่องเรือชมวิถีอิตาโกะตาม 2 ฝั่งคลองไมคาวะ (Maikawa) (ปกติใช้เวลา 30 นาที สนมราคา 1,000 เยน) ซึ่งจะจัดในช่วงเทศกาลอายาเมะแล้ว เมื่อถึงเวลาบรรดานักท่องเที่ยวก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานแต่งงานด้วยเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันทางการท่องเที่ยวเมืองอิตาโกะเปิดเอาไว้ให้สำหรับคู่แต่งงานที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมพิธีได้

สีสันของดอกไอริสที่ชูช่อสะพรั่ง และเสียงปรบมือแสดงความยินดี ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการหลอมรวมเอาวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันที่เมืองแห่งสายน้ำแห่งนี้ไปแล้ว

ซาวะระ, คาโทริ

ถ้าจะพูดถึงสายน้ำอีกสาย ก็คงจะเป็นที่ไหนไม่ได้นอกจาก คลองโอโนะกาว่า (Ono-gawa) สายน้ำสาขาของแม่น้ำโทเนะกาว่า (Tone-gawa) แม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น (แต่ขึ้นชื่อว่ากว้างที่สุด) ความโดดเด่นนอกจากตัวแม่น้ำแล้ว เขตย่านเก่าซาวาระ (Sawara Machi) ที่อยู่ในความดูแลของเมืองคาโทริ (Katori City) จังหวัดจิบะก็ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ก็ว่าได้ เพราะสายน้ำแห่งซาวาระนี้ยึดโยงเอากาลเวลาระหว่างอดีตกับปัจจุบันเอาไว้ด้วยกัน

ในอดีตคลองโอโนะกาว่าถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงข้าว และโชยุ หรือซอสถั่วเหลืองซึ่งถือเป็นของขึ้นชื่อของเมืองนี้เพื่อออกไปจำหน่ายยังเมืองต่างๆ ของญี่ปุ่น คลองแห่งนี้เป็นเหมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงซาวาระมาตั้งแต่ 200 ปีก่อน และทำให้ซาวาระเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ ความโดดเด่นของย่านนี้อยู่ตรง "ความเก่า" ที่ใครต่างขนานนามให้เป็น "Little Edo" เนื่องจากได้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับประชาชนในการอนุรักษ์พื้นที่บริเวณนี้เอาไว้ จากความร่วมแรงร่วมใจดังกล่าวทำให้ซาวาระกลายเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์เชิงวัฒนธรรมแห่งแรกของภูมิภาคคันโตด้วย

แต่สำหรับคอหนังชาวไทยใครหลายคนน่าจะจำฉากต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่องฟัดจังโตะได้ เพราะเขายกกองมาถ่ายทำกันที่นี่นั่นเอง

ด้วยความเก่าของพื้นที่นั้นทำให้ลิตเติ้ลเอโดะแห่งนี้กลายเป็นจุดมุ่งหมายสำหรับนักเดินทางที่ต้องการมาจำลองบรรยากาศญี่ปุ่นโบราณผ่านบ้านเรือน ร้านค้าที่บางหลังยังคงสภาพเดิมเอาไว้ (อาจมีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้างเล็กน้อย) มาจากสมัยเอโดะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน หรือกระทั่งนั่งเรือซัปปะมุเนะ ซึ่งจะมีบรรดาอายะเมะมาคอยแจวเรือ และบอกเล่าเรื่องราวบ้านเกิดเมืองนอนของเธอให้ฟังกัน

จุดสำคัญของซาวาระอีกจุดหนึ่งก็คือ สะพาน ที่นี่จะมี สะพานจา-จา (Ja Ja Waterfall Bridge) โดยตั้งชื่อมาจากเสียงน้ำที่ไหลออกมาจะใต้สะพานทุกๆ 30 นาที ซึ่งถือเป็นสะพานน้ำไหลที่เพราะอันดับที่ 100 ของญี่ปุ่นด้วย แต่สำหรับนักเสี่ยงโชค หรือใครที่กำลังมองหาโชคลาภ แนะนำให้เดินไปที่สะพานไคอุบาชิ หรือสะพานโชคดี ที่มีรูปปั้นปลาประดับไว้บริเวณหัวสะพานทั้ง 2 ด้านเป็นจุดสังเกต

เคล็ดลับที่มีคนแอบกระซิบมาก็คือ ให้ใช้มือลูบที่หัวปลาตรงสะพานฝั่งไหนก่อนก็ได้ แล้วค่อยเดินข้ามคลองไปลูบหัวปลาอีกฝั่งเพียงเท่านี้โชคลาภก็จะมาอยู่กับตัวแล้ว (แน่นอน เรื่องนี้แล้วแต่วิจารณญาณส่วนบุคคล)

สำหรับใครที่ชอบดูเรื่องราวผ่านของเก่า นอกจากจะหาดูข้าวของเครื่องใช้ หรือประวัติความเป็นมาตามหน้าร้านรวงต่างๆ แล้ว ย่านซาวาระยังมีพิพิธภัณฑ์เอาไว้สำหรับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนจัดแสดงเอาไว้ให้ดูด้วย และย่านซาวาระนี่เองยังเป็นที่ตั้งของ Ino Tadataka Memorial Hall ที่รวบรวมเอาประวัติของ อิโนะ ทาดาทากะ นักสำรวจผู้ใช้เวลากว่า 50 ปีเดินเท้าทั่วญี่ปุ่นเพื่อทำแผนที่ประเทศญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ ซึ่งว่ากันว่าความละเอียดของแผนที่ที่เขาทำขึ้นในสัมยนั้นแทบไม่ต่างจากเทคโนโลยีการทำแผนที่ในสมัยนี้เลย

แต่ถ้าหากใครมีโอกาสได้มาช่วงเดือนกรกฏาคม และเดือนตุลาคมแล้ว ก็คงต้องไม่พลาด Sawara Matsuri หรือเทศกาลประจำฤดูของเมืองที่จะมีการแห่เกี้ยวจากตัวแทน 24 หมู่บ้านเอามาประชันกัน ซึ่งแน่นอนว่า ช่วงเวลานี้จะถือเป็นช่วงเวลาที่เมืองเก่าแห่งนี้ลืมตาตื่นขึ้นมาทักทายแขกปีละครั้งก็ว่าได้

คาชิมะ

ระหว่างการเดินทางของสายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคิตะโตเนะกาว่า โทเนะกาว่า ทำให้เราเห็นถึงสายน้ำกับวิถีชีวิต สายน้ำกับวัฒนธรรม และสายน้ำกับประเพณีที่ไม่ว่าจะเป็นผู้คนท้องที่ไหนในโลกล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างกับการใช้ชีวิต และสายน้ำของพวกเขาอย่างมีนัยยะสำคัญ

ไม่ต่างกับสายน้ำที่ถูกตักขึ้นโดยกระบวยน้ำขนาดกระทัดรัดก่อนเจ้าของมือนั้นบรรจงรินน้ำใส่ฝ่ามืออีกข้างอย่างระมัดระวัง หลังจากเทน้ำผ่านฝ่ามือทั้ง 2 แล้ว น้ำที่เหลือจึงถูกนำมาล้างปาก และล้างกระบวยก่อนจะเอากลับไปวางไว้ที่เดิม

กระบวนการเหล่านี้เป็น พิธีกรรมของสายน้ำสำหรับผู้ที่จะมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามศาลเจ้าของญี่ปุ่นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติโดยเคร่งครัด โดยถือเป็นสัญลักษณ์การชำระจิตใจก่อนก้าวเท้าเข้าสู่สถานที่ศักดิ์สิทธินั่์นเอง

ที่ ศาลเจ้าคาชิมะ (Kashima Jingu) เป็นศาสเจ้าในศาสนาชินโต เป็นที่สถิตของเทพแห่งศิลปะการต่อสู้ โดยสมัยของโชกุนโตกุกาว่า อิเอยาสึได้เดินทางมาสักการะศาลแห่งนี้ หรือ ศาลเจ้าคาโทริ (Katori Jingu) ศาลเจ้าที่มีความใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ของจักรพรรดิ์ญี่ปุ่นที่สุดแห่งหนึ่ง ภาพการ "ชำระล้าง" เหล่านี้ก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติเหมือนกัน

คาชิมะ (Kashima) ถือเป็นเมืองท่าที่สำคัญของ จังหวัดฮาบารากิ และด้วยสภาพภูมิประเทศที่ติดกับทะเล ที่นี่จึงมีการจัดพื้นที่เขตอุตสาหกรรมขึ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังลมอย่างต่อเนื่อง จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 3 ปีก่อนที่ส่งผลทำให้เกิดคลื่นสึนามิ และนำไปสู่เหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะรั่ว ทำให้วันนี้กระแสความตื่นตัวด้านพลังงานทดแทนเข้ามามีอิทธิพลสำคัญกับสังคมญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

เมืองชายทะเล นอกจากจุดชมวิวที่ หอชมวิว Shiosai hamanasu ที่หากวันไหนท้องฟ้าเปิดเราจะสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิ และTokyo Sky Tree ได้อย่างชัดเจนทีเดียว

ที่นี่นอกจากธรรมชาติ และศาสนสถานแล้ว ความโดดเด่นด้านกีฬาก็ทำให้คาชิมะกลายเป็นที่รู้จัก เพราะที่นี่เป็นรังเหย้าของ สโมสรคาชิมะ แอนท์เลอร์ (Kashima Antlers) ทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งของเจ-ลีก

ความน่าสนใจของแอนท์เลอร์สำหรับนักท่องเที่ยว (คอบอล) ก็คือ พิพิธภัณฑ์ของสโมสรที่นอกจากจะจัดแสดงถ้วยรางวัล ตลอดจนเกียรติยศต่างๆ ที่สโมสรเคยได้รับแล้ว ยังมีโซนจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ฟุตบอลญี่ปุ่นเมื่อครั้งที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งส่วนหนึ่งนั้น ก็ทำให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง และความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาวงการฟุตบอลญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

000

สายน้ำแห่งภูมิภาคคันโตนั้น ผู้คนยังใช้ชีวิตผูกติดกับสายน้ำเป็นหลัก พอๆ กับการความเร็วในการพัฒนาที่ยังอยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป และให้สัดส่วนกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นอยู่

คงไม่ต่างจากคุณป้านักกีฬาที่ถึงแม้จะเดินทางผ่านกาลเวลามายาวนานแต่ก็ยังกระฉับกระเฉง (และไม่ลืมใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บรรดาคนรักสุขภาพนิยมใส่กัน) ในระหว่างทางวิ่ง นอกจากสีเขียวของธรรมชาติ มีบ้างที่อาจจะแว่วเสียงดนตรีจากบาร์แจ๊สเล็กๆ หรือมีรถยนต์ขนาดกะทัดรัดแล่นสวนไป

ประโยคทักทายตามประสาเพื่อนร่วมทาง (สวนทาง) ที่ถึงจะไม่สามารถสื่อสารอะไรกับเขาได้ อย่างน้อยการแลกรอยยิ้มกันก็ถือเป็นคำพูดที่รู้เรื่องกันอยู่บ้าง

เสียงหายใจยังสอดคล้องกับจังหวะการวิ่ง ถึงตรงนี้ จึงไม่ต้องคิดอะไรมากนอกจากสาวเท้าก้าวไปให้ครบระยะ และชื่นชมกับบรรยากาศ "นา-น้ำ" ตลอดสองข้างทางนั่นแหละ

...เท่านั้นก็สุขพอแล้ว จริงไหม

การเดินทาง

ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องของประสิทธิภาพด้านการคมนาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "รถไฟ" ในประเทศญี่ปุ่นถือว่าความจำเป็นอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น สำหรับการขนส่งในเขตเมืองหลัก มีบริษัทที่ให้บริการหลายกลุ่มทั้งของรัฐบาลญี่ปุ่น หรือกลุ่มบริษัทเอกชน โดยมีสถานีรถไฟที่มีประชากรจำนวนมากเช่น สถานีชินจูกุ , สถานีอิเกะบุกุโระ , สถานีชิบุยะ , สถานีอุเมะดะ และ สถานีโยะโกะฮะมะ บางสถานีมีประชากรที่ใช้การขนส่งทางรถไฟถึง 2 ล้านรายหรือมากกว่าต่อวัน

ชาวญี่ปุ่นเดินทางด้วยการสัญจรทางเท้า จนถึงช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 ทางเดินรถไฟฟ้าที่แรกถูกสร้างขึ้นระหว่างโตเกียว และ โยะโกะฮะมะในปี 1872 และมีการสร้างทางรถไฟฟ้าอีกหลายแห่ง จนประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาการขนส่งมากที่สุดในโลก การขนส่งมวลชนได้รับการปรับปรุงอยู่มากในประเทศญี่ปุ่น แต่ระบบถนนที่ยังคงมีความล่าช้าอยู่บ้าง ซึ่งการปรับปรุงการจราจรทำให้ไม่พอกับการรองรับปริมาณรถยนต์ที่สัญจรในแต่ละวัน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาถนนเป็นเรื่องลำบากคือ ลักษณะภูมิประเทศของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นแบบภูเขาสูง และการมีพื้นที่จำกัด รถไฟที่เร็วที่สุดในประเทศญี่ปุ่นชื่อว่า รถไฟชินคันเซ็น เป็นรถไฟที่มีความเร็ว 300 กม./ชม. รถไฟชินคันเซ็นเป็นที่รู้จักในเรื่องของความตรงต่อเวลามาก หากมาช้ากว่าเวลาที่กำหนดจะถูกบันทึกไว้ ซึ่งในปี 2003 ได้มีรถไฟโทไกโด ชินคันเซ็น ถูกบันทึกเพราะมาช้ากว่าเวลาเพียง 6 วินาทีเท่านั้น