วันหนึ่ง....ที่ได้ละออกมาจากเมืองใหญ่ ได้มาเดินเล่นในทุ่งโล่งกว้างมองเห็นทิวทัศน์ไปได้ไกลตา
ต้นไม้ต้นเตี้ยๆ กลับมีกิ่งก้านที่บิดโค้งงอราวกับไม้ดัดขนาดใหญ่ ขึ้นห่างๆ กันแลดูโปร่งตา เป็นเอกลักษณ์ของป่าเต็งรังย่านนี้ ล่างลงมาสีเขียวของต้นหญ้าเพ็กที่ปกคลุมพื้นดินจนดูราวพรมธรรมชาติ และสีชมพูเด่นสะดุดตาของบัวสวรรค์ ขึ้นแทรกปนในดงหญ้าเพ็ก ทำให้ดอกไม้ธรรมชาติชนิดนี้งามเด่นสะดุดตา ยิ่งย่านไหนที่บัวสวรรค์ขึ้นจนดาษตาเป็นเหมือนทุ่งสีชมพู ช่างงดงามราวสวนสวรรค์ที่อุบัติขึ้นบนดิน อากาศเย็นสบาย มีลมยอดภูพัดเอื่อยตลอดเวลา และหากวันใดมีหมอกบางๆ คลุมพื้นที่สวนสวรรค์แห่งนี้ ยิ่งทำให้บรรยากาศหวาน เย็น สดชื่น น่าประทับใจยิ่ง
ทั้งหมดนี้คือทุ่งดอกกระเจียวบนสันเขาพังเหย แห่ง อ.เทพสถิต ชัยภูมิ
ช่วงนี้ตลอดไปจนถึงราวเดือนสิงหาคม จะเป็นช่วงที่กระเจียวบาน ชื่อนี้เราเรียกกันจนติดปาก แท้จริงแม้จะเป็นพืชวงศ์ขิงเหมือนกับกระเจียวที่เราเอาดอกอ่อนมาต้มจิ้มน้ำพริก ทว่าปทุมมาที่เทพสถิตนี้จะเป็นชนิดย่อยต่างหาก ที่ต่างกันมากคือก้านดอกที่สูงชะลูดกว่าจะมาถึงส่วนใบประดับและดอกเล็กๆ พอเข้าหน้าแล้ง ใบที่เป็นเหมือนพายปลายเรียว ก็มักจะแห้งซ่อนหัวไว้ใต้ดินอย่างมิดชิด พอฝนลงมาในช่วงต้นฤดูนั่นแหละถึงแตกใบผลิดอก รอการถูกผสมพันธุ์เพื่อขยายเผ่าพันธุ์ต่อไป สำหรับที่แนวป่าเต็งรังบนหลังเขาพังเหยนี้ แทบจะเป็นเอกลักษณ์ที่มีกระเจียวในกลุ่มปทุมมานี้ขึ้นอยู่ที่เขาพังเหยที่เดียว นับว่าแปลกมากที่พืชกลุ่มนี้ไม่เคยอุบัติโดยธรรมชาตินอกเหนือจากเขาพังเหยเลย (แม้ทุ่งดอกกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติไทรทองก็เป็นส่วนของเขาพังเหยเช่นกัน)
แนวเขาพังเหยนี้จะเป็นแนวยาวในแนวเหนือใต้ พื้นต่างระดับกับที่ราบภาคกลางทั้งทางลพบุรีหรือเพชรบูรณ์ ตามแนวผาเหล่านี้เลยกลายเป็นหน้าผาชมทิวทัศน์ที่งามตายิ่งนัก พื้นดินที่ต่างระดับกันนี้มาจากหลายสาเหตุทั้งการทรุดตัวของแผ่นดินที่ราบภาคกลาง และความแข็งทนของขอบแอ่งกระทะ ที่เรียกกันว่าแอ่งโคราช เมื่อยืนบนแนวผามองย้อนลงมาจึงเป็นเป็นแอ่งลาดด้วยเหตุนี้
สันเขาพังเหยแม้จะเป็นหินทรายเหมือนกับหลายๆ ที่ แต่เราจะเห็นว่าเป็นหินทรายที่แข็ง มีกรวดมนปน คล้ายคลึงกับทางอุบลฯในบางพื้นที่ แต่จะแตกต่างจากหินทรายแถวบึงกาฬ ความแข็งอ่อนของหินทรายขึ้นอยู่กับสารละสายที่แทรกในตัวหิน ในหินทางแถบอุบลหรือป่าหินงานนี้จะเป็นพวกซิลิกา หินพวกนี้จึงแข็งแรงกว่า จะเห็นว่าลองเอามือบิหินพวกนี้จะไม่แตก ต่างจากหินทรายแถวภูทอก ภูสิงห์ ภูวัว ที่บึงกาฬ ที่แค่เอามือบิหรือบีบในกำมือก็แตกเป็นดินทรายโดยง่าย อายุของหินทรายที่ป่าหินงานจึงเก่ากว่าทางบึงกาฬที่มีอายุน้อย ความต่างระดับของพื้นที่และความแข็งทนของขอบแอ่งธรณี จึงกลายเป็นบริเวณที่เรียกว่าสุดแผ่นดิน
ในช่วงฤดูฝนความชื้นจากที่ราบภาคกลางจะถูกลมพัดหอบไล่ขึ้นมาปะทะกำแพงหน้าผาของเขาพังเหย ความชื้นก็จะไปเกาะตามกิ่งไม้ เปลือกไม้ ให้พืชเล็กๆ อย่างพวกฝอยลม ไลเคนชนิดต่างๆ เติบโตในหน้าฝน และพืชเล็กๆ พวกนี้ก็จะเป็นอาหารของกิ้งกือ เราจึงมักเห็นกิ้งกือที่นี่ตัวใหญ่เพราะอาหารที่อุดมสมบูรณ์นี่เอง
ลานหินของพื้นที่ส่วนใหญ่ทำให้ต้นไม้ในกลุ่มเต็งรังแทงรากไปไม่ได้ลึก ป่าเต็งรังที่นี่จึงแคระ สูงไม่มาก และลำต้นไม่ตรงทั้งขึ้นเป็นหย่อมๆ แต่กลับเป็นองค์ประกอบของทัศนียภาพของทุ่งดอกไม้ที่งามตายิ่ง
ลักษณะเด่นของธรณีขอบแอ่งโคราชนี้ยังปรากฏชัดที่บริเวณป่าหินงามที่เป็นประติมากรรมหินทรายกลุ่มเดียวกับที่สุดแผ่นดินที่มีคุณสมบัติ แข็ง แกร่ง ทนทาน แต่กระนั้น น้ำ ลม ความแข็งอ่อนของเนื้อหินที่ไม่เท่ากัน ก็ทำให้กลายเป็นรูปต่างกันแล้วแต่เราจะจินตนาการ กลายเป็นสวนหินที่เสริมสร้างจินตนาการให้เด็กๆ ได้เป็นอย่างดี หินทรายพวกนี้มีการสึกกร่อนอยู่ตลอดเวลา ลองเอามือลูบหินเหล่านี้ก็จะเห็นเม็ดทรายเล็กๆติดมือมา นั่นบ่งบอกว่าในโลกนี้อะไรก็ไม่คงอยู่ตลอดไป เว้นก็แต่ความดี
ฤดูกาลท่องเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวที่เทพสถิตเริ่มขึ้นแล้วครับ ดอกกระเจียวเริ่มออกแล้ว และจะมีเรื่อยไปจนถึงราวเดือนสิงหาคม ช่วงปลายๆ ฤดูกาลอาจจะไม่สวยเพราะมีดอกดำๆ ปนแล้ว การไปเที่ยวชมเขาก็จัดระบบค่อนข้างดี มีรถพาไปส่งยังจุดต่างๆ (เสียค่ารถนิดหน่อย) ไม่ว่าจะเป็นสุดแผ่นดิน-ทุ่งดอกกระเจียว-ป่าหินงาม ดูจนเบื่อแล้วก็ออกมารอรถ ขึ้นคันไหนก็ได้ จะวนไปวนมาเขาก็ไม่ว่า ตรงทุ่งดอกกระเจียวจะทำเป็นสะพานเดินให้เราชมได้แต่บนสะพานเพื่อป้องกันการลงไปเหยียบย่ำพืชพันธุ์ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวคงต้องปฏิบัติตามกฎหน่อยอย่าฝืนกฎระเบียบหรืออ้างแบบคนเห็นแก่ตัวว่า “คนอื่นเขาก็ทำผิดระเบียบเหมือนกัน”
เมืองนอกเขามีทุ่งทิวลิป บ้านเรามีทุ่งดอกกระเจียว แม้ไม่สวยระดับโลกแต่ก็สวยแบบที่โลกเขาไม่มี งามอย่างไทย งามอย่างที่อยากให้เป็น เพราะนี่คือบ้านของเรา ประเทศไทยของเรา





