วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาหาร โบราณสถาน 'ตลาดพลู'

เอ่ยชื่อ ตลาดพลู หลายคนอาจได้กลิ่นกุยช่ายเจ้าดังลอยมาเตะจมูก

แต่ย่านนี้นอกจากจะมีของอร่อยสูตรดั้งเดิม ยังมีโบราณสถานทั้งไทยและจีน ด้วยว่าเคยเป็นย่านสวนพลูใหญ่ของชาวจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งสวนพลูแถบนี้มีอยู่ทั่วไป ตั้งแต่คลองบางไส้ไก่ไปจนถึงแถบบางพรม บางแวก และเมื่อชาวสวนพลูเก็บใบพลูแล้วนำไปขาย เริ่มตั้งแต่บริเวณเขื่อนหน้าวัดราชคฤห์ ไปจนถึงวัดอินทาราม จนกลายเป็นศูนย์กลางการขายส่งหมากพลูที่ใหญ่และสำคัญในสมัยนั้น ชาวบ้านจึงพากันเรียกบริเวณนี้ว่า ตลาดพลู หรืออีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันคือ ตลาดวัดกลาง(วัดจันทาราม)

ตลาดพลูมีอะไรน่าเที่ยว? ใช่ว่าตลาดพลูจะมีแต่ 'พลู' กับ 'ของกิน' แต่ในอาณาบริเวณนี้ยังมีอาคารพาณิชย์เก่า ร้านอาหารดั้งเดิม รวมทั้งยังได้สัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนต่างวัฒนธรรม ทั้งไทย จีน มอญ มุสลิม อีกทั้งสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ก็มีอยู่ไม่น้อย

สถานที่แรกคือ สถานีรถไฟตลาดพลู สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ตลอดสองข้างทางมีบ้านและอาคารพาณิชย์เก่าแก่ตั้งเรียงรายขนานไปกับทางรถไฟ และแม้จะมีความหลากหลายของเชื้อชาติและอาชีพ แต่เอกลักษณ์ของที่อยู่อาศัยในแถบนี้ก็คือจะทำจากไม้เป็นส่วนใหญ่ โดยวัฒนธรรมจีนเด่นชัดสุด เพราะมีศาลเจ้า โรงเจ โรงเรียนสอนภาษาจีนอยู่ท่ามกลางชุมชน อย่าง โรงเรียนกงลี้จงซัน ที่มีการเรียนการสอนทั้งภาษาจีน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ภายในโรงเรียนมีศาลเจ้า และโรงงิ้วสำหรับแสดงให้เจ้าดู ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้เก่าแก่ถึง 100 กว่าปีแล้ว

เมื่อมีชุมชนคนจีนอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็มักจะต้องมีโรงเจอยู่ด้วย เพราะการกินเจถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง บริเวณนี้มีโรงเจชื่อ โรงเจเสี่ยงเข่งตี้ เป็นโรงเจขนาดใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนตลาดพลู โรงเจแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางของคนชุมชนโรงเจ เนื่องจากภายในบริเวณโรงเจจะมีพระพุทธรูปพม่าซึ่งทำจากหิน การจะบอกว่าพระพุทธรูปเป็นแบบพม่านั้นก็ดูได้จาก โอษฐ์ของพระพุทธรูปที่มีสีแดง ซึ่งหมายถึงการยังมีชีวิตอยู่ของพระพุทธเจ้า

ส่วนศาลเจ้าด้านหลังพระพุทธรูปนั้นก็มีสัตว์มงคล อย่างค้างคาวที่มีความเชื่อ (แบบจีน) ว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงเพราะบินอยู่บนฟ้า เป็นสัตว์แห่งการมีชีวิตที่ยืนยาว ภายในศาลเจ้ามีทั้งพระพุทธรูปของศาสนาพุทธแบบไทยและเทวรูปตามความเชื่อแบบจีน

สัมผัสวัฒนธรรมจีนเสร็จก็มาต่อด้วยวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่ วัดโพธิ์นิมิตร ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีเจดีย์ทรงระฆังคว่ำจากประเทศศรีลังกา ภายในพระอุโบสถของวัดประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนั้น เริ่มมีการสร้างพระพุทธรูปให้มีลักษณะรูปร่างและขนาดเหมือนคนจริงมากขึ้น การสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่เริ่มลดน้อยลง นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังมีจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นภาพเขียนสี มีลักษณะเป็นภาพเล่าเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ 5

จุดเด่นของจิตกรรมฝาผนังก็คือจะยังคงมีภาพวัดวาอาราม พระสงฆ์ปรากฏในภาพ ที่สำคัญคือการทำการค้าขายทางน้ำในสมัยนั้น และเริ่มใช้เรือกลไฟแทนเรือสำเภา ทั้งยังมีการผนวกกับวรรณคดีไทยเรื่องพระมหาชนกเข้าไปในภาพด้วย และถ้ามองไปรอบๆ ภายในพระอุโบสถจะพบว่าบริเวณช่องประตูและหน้าต่างมีกระจกติดอยู่ด้านบนช่องประตูหน้าต่างทุกบาน ซึ่งก็ไม่ได้มีปริศนาธรรมอันซับซ้อนแต่อย่างใด เป็นเพียงการนำกระจกมาติดเพื่อให้ช่วยในการกระจายแสง เพราะภายในพระอุโบสถค่อนข้างมืด

ชื่อนั้นมีที่มาและมีความหมาย วัดอินทารามวรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือ (ใต้) เริ่มต้นจากชื่อ อินทาราม อินนั้นหมายถึงพระอินทร์ ส่วนทาราม มาจากอาราม รวมแล้วหมายถึง อารามของพระอินทร์ สำหรับบางยี่เรือ คำว่า บาง หมายถึงชุมชนที่อยู่ริมน้ำ หรืออยู่บริเวณใกล้แม่น้ำ ส่วน ยี่เรือ ก็เนื่องมาจากบริเวณนี้เคยเป็นแหล่งซุ่มยิงเรือเมื่อครั้งอดีต

วัดแห่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน โดยมีการบูรณะซ่อมแซมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพระอุโบสถหลังปัจจุบันที่อยู่ในเขตกำแพงสีน้ำตาลบริเวณประตูทางเข้าที่ติดกับถนนใหญ่ เป็นวัดสร้างใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยลักษณะสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้นดูได้จากเสาของพระอุโบสถ ที่มีลักษณะเป็นเหลี่ยมตัน ไม่มีลาย และตั้งในแนวเฉียง ลักษณะดังกล่าวถือเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3

เมื่อเดินตรงมาทางท่าน้ำของวัดจะพบกับพระอุโบสถที่สร้างในสมัยกรุงธนบุรี สังเกตได้ง่ายๆ คือหลังคาพระอุโบสถจะประดับตกแต่งด้วยถ้วย ชาม แจกัน ที่วาดลวดลายสวยงาม ซึ่งจะมองเห็นเป็นลักษณะรูปทรงเด่นชัด ซึ่งเป็นพระอุโบสถที่แปลกตา สามารถสร้างความแปลกใจและประทับใจให้กับผู้พบเห็นได้

โดยปกตินั้นถ้าจะนำถ้วยชามมาประดับจะต้องทุบเป็นชิ้นก่อน แต่สำหรับพระอุโบสถสมัยกรุงธนบุรีที่วัดอินทารามแห่งนี้ไม่ได้มีการทุบให้แตกเป็นชิ้นก่อนนำมาประดับบนหลังคาพระอุโบสถแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมการสร้างพระอุโบสถในสมัยกรุงธนบุรีที่ไม่เหมือนที่ใด

สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือวัดอินทารามวรวิหารแห่งนี้เป็นวัดโปรดของพระเจ้าตากสินและถือเป็นวัดประจำรัชกาล เพราะมีการนำพระอัฐิของพระองค์มาบรรจุไว้ใต้ฐานพระพุทธรูป เวลาผู้คนมาสักการะจะรู้สึกเหมือนว่าได้สักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินด้วย ว่ากันว่าอุโบสถแห่งนี้นั้นเป็นอุโบสถมหาอุตม์ ซึ่งความหมายในทางธรรม การปิดช่องทวารทั้งหกหมายถึง ประเสริฐดีเลิศ ส่วนทางโลก คือ หนังเหนียว

ด้านหน้าพระอุโบสถจะมีพระบรมธาตุทรงกลีบดอกบัวสีทองโดดเด่น 2 องค์ตั้งอยู่ องค์แรกเป็นพระบรมธาตุของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อีกองค์ที่ตั้งคู่กันเป็นพระบรมธาตุของพระมเหสีของพระองค์ ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปจำนวน 25 องค์ โดยมีทั้งพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นสังเกตได้จากลักษณะองค์พระพุทธรูปจะไม่เหมือนคนจริง พระพักตร์ลักษณะเป็นทรงเหลี่ยม แกะสลักจากศิลาที่เป็นหินทรายแดง และฐานพระพุทธรูปจะมีลักษณะเป็นรูปทรงเรือสำเภา

เดินพ้นประตูวัดอินทารามมาทางทิศตะวันตกไม่ไกลจะพบ วัดจันทาราม หรือวัดบางยี่เรือ (กลาง) เป็นวัดในสมัยสุโขทัย ภายในพระอุโบสถมีภาพวาดจิตกรรมฝาผนังโดยลายด้านบนหน้าต่างจะเป็นลายดอกไม้ ลายเครือเถา ลายพันธุ์พฤกษา ลวดลายไม่หวือหวามากนัก เป็นลายเรียบๆ แต่มีความงาม

ส่วนด้านล่างที่เป็นพื้นที่คั้นระหว่างช่องหน้าต่างจะเป็นภาพเขียนปริศนาธรรม เป็นภาพเขียนที่มีสัญญะ ต้องอาศัยการตีความเข้าช่วยในการดูและอธิบายภาพ อย่างเช่น กิเลนหมายถึงตัวถ่วงดุลอำนาจ หรือปากกาขนนก หมายถึงอำนาจ ถ้าไปวัดจันทารามก็อย่าลืมแวะชมภาพเขียนฝาผนังที่เต็มไปด้วยสัญญะเหล่านี้ เพราะนอกจากจะได้ความจรรโลงใจเมื่อมองภาพจิตกรรมฝาผนังแล้ว ยังได้ฝึกการตีความไปในตัวด้วย

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางห้ามสมุทร ซึ่งปางนี้หมายความถึงการป้องกันอุปสรรคต่างๆ โดยพระพุทธรูปมีลักษณะเป็นไม้แกะสลักรูปทรงนูนต่ำประดิษฐานอยู่คั่นกลางระหว่างประตูซ้าย - ขาวด้านหน้าพระอุโบสถ

ชมโบราณสถานเก่าแก่แล้วก็มาต่อด้วยร้านค้าเจ้าเก่าและเก๋าของย่านตลาดพลู อย่าง ร้านอินทรโอสถ บางยี่เรือ ธนบุรี เป็นร้านขายยาสมุนไพรโบราณที่มีมานานหลายปี ซึ่งเจ้าของร้านคนปัจจุบันเป็นทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว โดยร้านยาสมุนไพรแห่งนี้มีเครื่องสำหรับบดยาเอง มียาสมุนไพรนานาชนิด ลักษณะร้านยังคงเป็นแบบเดิมๆ คือทุกอย่างทำจากไม้ เก่าแก่พอๆ กับตลาดพลู

มาถึงตลาดพลูทั้งทีถ้าไม่แวะกิน หมี่กรอบจีนหลี สมัยร.5 อาหารขึ้นชื่อของย่านนี้อาจจะถือว่ามาไม่ถึง เหตุที่ได้ชื้อนี้มีเรื่องเล่ากันว่า ในสมัยก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จผ่านมายังบริเวณร้านหมี่กรอบ แล้วได้กลิ่นหอม จึงแวะชิมหมี่กรอบแล้วทรงถูกพระทัย ได้ทรงมอบไม้ตะพดให้แก่จีนหลีเจ้าของหมี่กรอบ โดยเมื่อเข้าไปในวังให้แสดงไม้นี้ก็จะสามารถเข้าพบพระองค์ได้ นอกจากหมี่กรอบจีนหลี สมัยร.5 แล้วที่นี่ยังมีกุ่ยช่ายเจ้าอร่อย ขนมหวาน ทั้งขนมไทย ขนมเบื้อง และอีกหลายอย่างให้ได้ชิมกัน

เที่ยวย่านเก่าในกรุงเทพฯอย่างตลาดพลู นอกจากจะได้อิ่มท้องกับของอร่อย ยังได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ให้อิ่มใจกลับไปด้วย