รัก ลือประดิษฐ์ เขียนถึงเจ้าของเพลง Song For My Father ที่เพิ่งเสียชีวิตลงด้วยวัย 85 ปี
นอกเหนือจาก ไมล์ส เดวิส, คลิฟฟอร์ด บราวน์ และซันนี โรลลินส์ นักดนตรีที่มีบทบาทในแวดวงแจ๊สยุค "ฮาร์ด บ็อพ" มากที่สุด อีกคนหนึ่ง เห็นจะหนีไม่พ้น โฮเรซ ซิลเวอร์ (Horace Silver)
ซิลเวอร์ เป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงที่ผ่านชั่วโมงการเล่นดนตรีมายาวนาน และมีพัฒนาการที่โดดเด่นทั้งในด้านเล่น การประพันธ์และการเรียบเรียงดนตรี ซึ่งกรุ่นด้วยกลิ่นอายดนตรีคนดำ อย่างบูลส์, กอสเพลง, ฟังกี้ พร้อมด้วยดนตรีลาตินอเมริกาที่เป็นพื้นฐานเดิมของครอบครัว
ซิลเวอร์ เกิดที่นอร์วอล์ค มลรัฐคอนแนคติคัท เมื่อปี ค.ศ. 1928 เริ่มเรียนเปียโนในชั้นไฮสกูล กับนักออร์แกนประจำโบสถ์ ครอบครัวของเขาอพยพมาจากหมู่เกาะ "เคป เวอร์ดีน ไอส์แลนด์ส" พ่อของ ซิลเวอร์ เป็นนักดนตรีสมัครเล่น ที่มักจัดงานเลี้ยงที่บ้าน ประกอบด้วยกิจกรรมร้องรำทำเพลงจำพวก "เพลงพื้นบ้าน" กับญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่งส่งผลให้เขาซึมซับดนตรีเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว จนคลี่คลายมาเป็นบทเพลง Song For My Father ในทศวรรษ 1960s (บทเพลงที่ เจมส์ บราวน์ นำมาร้องจนโด่งดัง)
"เขาชอบเล่นดนตรี เขาเล่นได้ทั้งกีตาร์, ไวโอลิน เล่นดนตรีด้วยหู เป็นเพลงโฟล์คแถบเคป เวอร์ดีน-โปรตุเกส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสเกลไมเนอร์ ง่ายๆ และมีการเปลี่ยนคอร์ดน้อยมาก" ซิลเวอร์กล่าวถึงพ่อของเขาและดนตรีเหล่านั้น
"พ่อเคยถามผมเสมอว่า ทำไมไม่เอาเพลงโฟล์คโปรตุเกสมาใส่ในดนตรีแจ๊สบ้าง? ตอนนั้นผมยังนึกไม่ออกเลยว่า เพลงจะออกมาอย่างไร... จนกระทั่ง เซอร์จิโอ เมนเดส (นักดนตรีชาวบราซิล) ชวนผมไปบ้านเขาที่ริโอ เดอ จาเนโร ผมได้ไปดูเทศกาลคาร์นิวัล ไปดูสถานที่ต่างๆ ที่พวกเขาเล่นดนตรีกัน ผมตื่นตาตื่นใจกับพลังของนักดนตรีรุ่นหนุ่มสาวเหล่านั้น พวกเขาเล่นเพลงบอสซาโนวากัน ซึ่งคุณก็รู้ดีว่ารูปแบบเพลงพวกนี้ส่งอิทธิพลต่อดนตรีแจ๊สเพียงใด...."
"เมื่อผมกลับมานิวยอร์ก ผมบอกกับตัวเองว่า จะเขียนเพลงสักเพลงจากจังหวะพวกนี้บ้าง ผมเริ่มต้นคลำหาเพลงไปรอบๆ จนได้ทำนองมา และผมก็ตระหนักขึ้นมาว่า ทำนองนั้นใกล้เคียงกับเคป เวอร์ดีน คล้ายคลึงกับอะไรบางอย่างที่พ่อเคยเล่น นั่นจึงเป็นที่มาของ Song For My Father"
ในยุคแรก ซิลเวอร์ ซึมซับอิทธิพลการเล่นเปียโนจากสไตล์ของ "บัด พาวล์" และประสบการณ์เล่นดนตรีในวงของนักแซ็กโซโฟน สแตน เก็ทซ์ ทำให้เขาได้เรียนรู้แนวทางดนตรีที่มีลักษณะเป็นดนตรีกระแสหลักในยุคนั้น ต่อมา ซิลเวอร์ ได้ร่วมกับมือกลอง อาร์ค แบล็กกีย์ ก่อตั้งวงดนตรีประวัติศาสตร์ แจ๊ส เมสเซนเจอร์ส ซึ่งถือเป็นแบบฉบับของวงดนตรีแนว "ฮาร์ด บ็อพ" ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
ซิลเวอร์ ออกจากวง แจ๊ส เมสเซนเจอร์ส ในปี ค.ศ. 1956 เพื่อก่อตั้งวงดนตรีควินเททของเขาเอง ซึ่งมักได้รับการเปรียบเทียบกับวงดนตรีควินเททของ ไมล์ส เดวิส อยู่เสมอ ในแง่ของการสร้างคุณูปการต่อวงการแจ๊ส จากรูปแบบการผสมวงดนตรีบีบ็อพ ซึ่งประกอบด้วย ทรัมเป็ต, แซ็กโซโฟน, เปียโน เบส และกลอง
จากบันทึกบนปกแผ่นเสียงชุด Serenade to a Soul Sister โฮเรซ ซิลเวอร์ เขียนถึงแนวทางการแต่งเพลงไว้ว่า จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้
1. ทำนองงดงาม
2. ความเรียบง่ายที่เปี่ยมความหมาย
3. แนวประสานงดงาม
4. จังหวะ
และ 5. อิทธิพลของสภาพแวดล้อม, การสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม ลักษณะท้องถิ่นและจิตวิญญาณ
เดวิด เอช. โรเซนทัล ผู้เขียนหนังสือ Hard Bop พิมพ์กับสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย Oxford วิเคราะห์ว่า ในบรรดาคุณสมบัติทั้งห้า "ความเรียบง่ายที่เปี่ยมความหมาย" สะท้อนถึงตัวตนของ ซิลเวอร์ ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะแนวการเล่นอิมโพรไวเซชั่นของเขา ที่แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ในการจัดวาง "เสียง" บน "ช่องว่าง" ของจังหวะในบทเพลง
นอกจากนี้ ในด้านการเรียบเรียงเสียงประสาน ซิลเวอร์ นิยมใช้แนวประสานคู่ 4 และ คู่ 5 เป็นหลัก เพื่อให้เสียงดนตรีออกมาเต็มอิ่มอีกด้วย
ฮอเรซ ซิลเวอร์ เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา ณ เมืองนิวร็อดเชลล์ รัฐนิวยอร์ก เมื่อ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี นับเป็นการเสียชีวิตของตำนานแจ๊สในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ต่อเนื่องจากการเสียชีวิตของ จิมมี สก็อตต์ (Jimmy Scott) นักร้องอาวุโสวัย 88 ปี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2014





