วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Made in Thailand แดนทานาคา

จากเคยเป็นผู้ตามและถูกมองข้าม บัดนี้ 'เมียนมาร์' ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นแล้วกลายเป็น (ว่าที่) ผู้นำ

จากเคยเป็นผู้ตามและถูกมองข้าม บัดนี้ 'เมียนมาร์' ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นแล้วกลายเป็น (ว่าที่) ผู้นำด้วยใบหน้าใหม่ที่ยังมี 'ทานาคา' แต่งแต้มเหมือนเดิม

การลงทุนในต่างแดนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในยุคที่เงินทองมีพลังขับเคลื่อนโลกทั้งใบ โดยเฉพาะในประเทศที่มีทุกอย่างพร้อมสรรพเหมาะสมต่อการลงทุน ทว่าดินแดนที่เคยถูกมองเป็นกาฬประเทศ, เป็นดินแดนสนธยาอย่างเมียนมาร์ไม่มีแววว่าจะเป็นพื้นที่ 'น่าลงทุน' แต่อย่างใด เพราะหน้าตาของเมียนมาร์ถูกรัฐบาลทหารชนิดเผด็จการเบ็ดเสร็จปิดประเทศจนสายตานักลงทุนไม่อาจเล็ดลอดสอดส่องเข้าไปได้

แต่ในที่สุดดินแดนสนธยาก็มีดวงอาทิตย์สาดส่องอีกครั้ง แสงสว่างกระจายไปทั่วเมื่อเมียนมาร์เริ่มเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย แน่นอนว่าสาเหตุหนึ่งคือทัดทานกระแสทุนนิยมที่ไหลบ่าไม่ไหว และอีกสาเหตุที่ว่าไม่ได้คือแม้เมียนมาร์จะปกครองโดยทหารแต่ก็ต้องการยกระดับประเทศให้เจริญทัดเทียมชนชาติอื่น และอีกไม่นานอาจแซงเสือเศรษฐกิจตัวเดิมๆ ที่นับวันก็แก่หง่อมงอมพระรามทุกวันๆ

เมียนมาร์ในสายตาอื่น

ในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก อังกฤษเคยมาปักธงที่เมียนมาร์และปกครองพร้อมกับตักตวงผลประโยชน์ต่างๆ นานาจนกระทั่งปี พ.ศ.2491 เมียนมาร์จึงได้รับเอกราช ทว่าเอกราชที่ชาวเมียนมาร์ใฝ่ฝันถึงกลับไม่หอมหวาน เพราะหลังจากเป็นเอกราชเมียนมาร์ก็ประสบปัญหามากมายทั้งสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งมีหลากหลาย จนบัดนี้ก็ยังมีกลิ่นไอความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์เจืออยู่หลายพื้นที่ อาทิ โรฮิงญาที่รัฐยะไข่ ชนกลุ่มน้อยที่ชายแดนไทย-เมียนมาร์ เป็นต้น

เศรษฐกิจเมียนมาร์ถูกตีตราว่าด้อยพัฒนาที่สุดของโลก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเมียนมาร์อยู่ที่ 42,953 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยปีละ 2.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เมียนมาร์ถูกแบนจากหลายประเทศทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดาและอีกหลายประเทศ ซ้ำร้ายระบบสาธารณสุขของเมียนมาร์ขึ้นแท่นระบบสาธารณสุขที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก องค์การอนามัยโลกจัดอันดับพม่าไว้อันดับที่ 190 ซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย!

หากเคยดูภาพยนตร์แอ็คชั่นเรื่อง Rambo มีหลายภาคทีเดียวที่ใช้ฉากหลังเป็นเมียนมาร์ (ถึงจะไม่บอกกันโต้งๆ ก็ตาม) แน่นอนว่าภาพเมียนมาร์ในหนังคือฝ่ายอธรรม นอกจากฉากบู๊ล้างผลาญแล้วหนังยังฉายภาพเมียนมาร์ในสายตาชาวตะวันตกที่มองลอดเข้ามา ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่สหประชาชาติและอีกหลายองค์กรได้รายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบในเมียนมาร์ รวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การข่มขืน แรงงานเด็ก ทาส การค้ามนุษย์ และขาดเสรีภาพ

ตั้งแต่ พ.ศ.2505-2554 ประเทศเมียนมาร์ถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2553 ทำให้คณะผู้ยึดอำนาจการปกครองถูกยุบไป และเมียนมาร์ได้มีรัฐบาลพลเรือน แต่ยังไม่สมบูรณ์เพราะทหารยังมีอิทธิพลมาก

แต่นั่นคืออดีตอันขื่นขม...

ถึงแม้ทหารยังมีอิทธิพลต่อรัฐบาลพลเรือน แต่ไม่กี่ปีมานี้เมียนมาร์เติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่กระโดดธรรมดาทว่ากระโดดไปไกลหลายร้อยกิโลเมตรในคราวเดียว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดกระโดดด้วย

อาจเพราะหลายเหตุผลตั้งแต่รากฐานวัฒนธรรมไปจนถึงทรัพย์สมบัติที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้...

ชาวเมียนมาร์เป็นคนมองโลกในแง่ดี พวกเขาเชื่อว่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชาวเมียนมาร์มีวิถีชีวิตเรียบง่าย เคารพและรักษาวัฒนธรรมเก่าๆ พวกเขามีค่านิยมนับถืออาวุโส ชาวเมียนมาร์ให้ความสำคัญต่อครอบครัวและชอบแบ่งปัน พวกเขายังอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ เราจึงเห็นครอบครัวที่ประกอบด้วยคนสามรุ่นตั้งแต่ปู่ย่าตายายจนถึงรุ่นหลานได้ในสังคมเมียนมาร์

สิ่งเหล่านี้คือรากฐานจากความเป็นสังคมพุทธที่เข้มแข็งซึ่งมีมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์จากประชากรทั้งหมด เมื่อเปิดประเทศชาวต่างชาติจึงมองว่าชาวเมียนมาร์น่าคบหา ยังไม่นับทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ที่นักลงทุนมองว่าน่าตักตวงที่สุดแห่งหนึ่งบนอนุภูมิภาคนี้

ของไทย ขายได้

เมื่อประตูเมียนมาร์ถูกเปิดออก ผู้คนจากทุกสารทิศจึงดาหน้าเข้ามาเยี่ยมชม บางคนมาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ก็มีไม่น้อยที่มาในฐานะนักลงทุน ปัจจุบันเมียนมาร์จึงมีการร่วมทุนกับต่างชาติมากมายและทุกรูปแบบตั้งแต่เรื่องปากท้องยันเรื่องอภิมหาโปรเจ็กต์

เมื่อเมียนมาร์เนื้อหอมเช่นนี้ SCB FIRST จึงพานักธุรกิจชาวไทยไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเองว่าดินแดนทานาคามีอะไรดี นักลงทุนจากทั่วโลกจึงมุ่งหน้ามาลงทุนกันจวนจะแน่นประเทศ ในทริป SCB FIRST Myanmar The Opportunity

หรืออาจเป็นวิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ในยุคทองที่ดูเหมือนจะมีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมิใช่น้อย ตัวอย่างเช่น Zaw Min Htun ผู้จัดการปั๊มน้ำมันเอกชน วัย 33 ปี เขายังอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มีสมาชิก 5 คน คือ เขา ภรรยา พ่อตา แม่ยาย และลูกวัย 2 ขวบ

พ่อบ้านอย่างเขาบอกว่าคนเมียนมาร์ที่ยังเป็นครอบครัวใหญ่มักจะทำอาหารกินกันเองที่บ้าน เวลาว่างจะใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ซื้อของมาทำกินเอง สินค้าประเภทอุปโภคบริโภคจึงขายดิบขายดีสำหรับครอบครัวแบบนี้ การเปิดประเทศจึงน่าจะเป็นช่องทางดีๆ หากนักลงทุนมองเห็น

"หลังจากเปิดประเทศ ธุรกิจเอกชนเข้ามามากขึ้น เช่น ธุรกิจการเงิน บางบริษัทของรัฐบาลก็เปลี่ยนการบริหารเป็นแบบเอกชน เรื่องอาหารการกินของอุปโภคบริโภคก็ด้วย เช่น น้ำอัดลมเมื่อก่อนก็มีน้อย เดี๋ยวนี้มีเข้ามาเยอะ ราคารถยนต์ก็ถูกลงจนทุกคนมีสิทธิ์จับจองรถได้"

ทว่ากรณีรถยนต์นี่ก็ไม่แตกต่างจากบ้านเราที่ประสบปัญหารถติดและที่จอดรถไม่เพียงพอ Zaw บอกว่า "ทุกคนมีรถได้ แต่ไม่มีที่จอดรถ สมัยก่อนครอบครัวหนึ่งจะมีรถสักคันหนึ่ง พอยุคนี้มีความเจริญข้อเสียคือมีรถเยอะขึ้น ที่จอดรถไม่มี"

ผลจากการเปิดประเทศ แน่นอนว่าวัฒนธรรมต่างชาติต้องหลั่งไหลเข้ามาในเมียนมาร์ และคนรุ่นใหม่คือด่านหน้าที่รับกระแสโลกาภิวัฒน์เต็มๆ

Lucky หนุ่มวัย 21 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษ และประกอบอาชีพช่างก่อสร้างด้วย กล่าวในฐานะชาวเมียนมาร์รุ่นใหม่ว่าวัยรุ่นเมียนมาร์กับวัยรุ่นไทยคล้ายกัน ยามว่างก็มักเที่ยวเล่น ทำกิจกรรมนอกบ้าน พบปะสังสันทน์กับเพื่อน เดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า กินอาหารนอกบ้าน เที่ยวกับแฟน แน่นอนว่าพวกเขาใช้เงินมากพอสมควร

"วัยรุ่นเมื่อห้าปีก่อนกับยุคนี้ไม่เหมือนกัน อย่างเรื่องการใช้จ่ายเงิน ยุคนี้อย่างน้อยๆ ต้องมีเงินหนึ่งพันติดกระเป๋า เมื่อก่อนอาจแค่ร้อยสองร้อย"

Lucky บอกด้วยว่าถ้าเทียบกับเมื่อห้าปีก่อน อาจไม่เป็นเช่นนี้...

"เมื่อห้าปีที่แล้วแตกต่างกันมาก เรื่องค่าใช้จ่ายไม่เคยมากเท่านี้ เรื่องอินเทอร์เน็ตไม่กว้างขวางเท่าตอนนี้ เฟซบุ๊กก็ไม่ใช้กว้างขวาง โทรศัพท์มือถือก็ไม่ฮิตเท่าไร ช่วงหลังๆ ถึงจะมีความเจริญเข้ามาเรื่อยๆ"

จะเห็นได้ว่าทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ต่างก็มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน แต่ที่มีเหมือนกันคือชาวเมียนมาร์ปัจจุบันกลายเป็น 'ลูกค้า' ที่บริโภคสินค้าเกือบทุกประเภท และสินค้าที่ตีตรา Made in Thailand ก็เจาะตลาดเมียนมาร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

Zaw เล่าว่าเขาชอบสินค้าไทยมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค...ตามสไตล์พ่อบ้าน

"ผมชอบใช้สินค้าไทยประเภทสบู่ แชมพู ยาสีฟัน เพราะสินค้าไทยดีกว่าสินค้าจีนในแง่คุณภาพ ราคาก็ไม่แพง และรู้สึกปลอดภัยกว่าใช้สินค้าจีน"

ด้านหนุ่มน้อย Lucky ก็ติดใจสินค้าไทยและวัฒนธรรมไทยเช่นกัน เขาบอกว่าแม้แต่กระแสแฟชั่นในกลุ่มวัยรุ่นเมียนมาร์ก็ได้รับอิทธิพลจากไทย

"ร้านอาหารไทยก็มีมาเปิดในเมียนมาร์มาก หนังไทยก็เข้ามาฉายเยอะ เช่น พี่มากพระโขนง แถมพี่มากยังมีอิทธิพลเรื่องทรงผมด้วย เดี๋ยวนี้วัยรุ่นต้องการตัดผมก็บอกร้านตัดผมว่าเอาทรงพี่มาก" Lucky กล่าวพลางอมยิ้ม

สำหรับผู้หญิงเมียนมาร์สินค้าไทยที่เป็นที่นิยม คือ เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ฯลฯ หากเดินตามท้องตลาดหรือแม้กระทั่งในซูเปอร์มาร์เก็ต เราจึงเห็นสินค้ายี่ห้อไทยๆ วางขายดาษดื่น เหมือนอยู่บ้านเราอย่างไรอย่างนั้น

หอมกลิ่นทานาคา

บนใบหน้าของชาวเมียนมาร์ไม่ว่าจะชายหรือหญิงล้วนมีทานาคาแต่งแต้มอยู่ สีเหลืองนวลของสมุนไพรประทินผิวชนิดนี้ถือเป็นเสน่ห์ของประเทศเพื่อนบ้านของเราประเทศนี้ แต่ความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตชาวเมียนมาร์ก็เป็นอีกเสน่ห์เย้ายวนของนักลงทุน...ไม่เว้นชาวไทย

วิทิตา ถิระพร ผู้จัดการสำนักงานตัวแทน SCB ประจำกรุงย่างกุ้ง ได้อธิบายว่ายังมีช่องทางมากมายให้นักลงทุนชาวไทย เพราะนี่คือโอกาสสำคัญ

"จริงๆ เมียนมาร์เขายังขาดอีกมาก ประเภทปัจจัยสี่ เครื่องใช้ไม้สอย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกี่ยวกับอุปโภคบริโภคเนี่ยขายได้หมดเลย"

นอกจากนี้วิทิตายังชี้ช่องให้อีก...

"ถามว่าคนเมียนมาร์ชอบสินค้าประเทศใดที่สุด เขาชอบสินค้าประเทศไทยที่สุด ก่อนหน้านี้คนเขายังไม่ค่อยมีเงิน สินค้าที่นำเข้ามาคือสินค้าจีน แต่พอเขาลองใช้แล้วสินค้าจีนเรื่องของคุณภาพไม่ได้ เขาจึงกลับมาใช้สินค้าไทย ดูง่ายๆ คนเมียนมาร์หิ้วปิ่นโตไปทำงาน ปิ่นโตที่เขาใช้คือยี่ห้ออะไร Seagull, หัวม้าลาย ถ้าปิ่นโตจากประเทศอื่นๆ เขารู้แล้วว่าคุณภาพยังไม่ได้"

ถึงแม้เมียนมาร์จะเปิดประเทศไม่นานนัก และมีความต้องการสินค้าจากไทยอีกค่อนข้างมาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตอนนี้ยังไม่มีผู้เล่นรายใดในเมียนมาร์เลย อนึ่ง สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ยี่ห้อไทยๆ ที่มีวางขายเต็มท้องตลาดแล้ว

อนันต์ธนา รัตวิศิษฐ์ ผู้จัดการบริษัท PENS FAST สาขาเมียนมาร์ คือ หนึ่งในนักลงทุนที่ก้าวเข้ามาบนแผ่นดินนี้ในฐานะนักลงทุนที่ขุดทองแล้วเจอทอง!

"บริษัทเราอยู่ที่เมืองไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า อย่างพวกบะหมี่นิชชินหรือปลากระป๋องซีเชฟ แล้วเรามาเปิดสาขาที่นี่ ตั้งใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายในเมียนมาร์และหลายประเทศในอาเซียน แต่โดยกฎหมายจริงๆ ที่นี่ไม่อนุญาตให้ต่างชาติเป็นตัวแทนจำหน่ายได้โดยตรง เราจึงต้องใช้พาร์ทเนอร์มาร่วมกันเรา บริษัทเราที่นี่จึงจดทะเบียนเป็นประเภทบริการ

เมียนมาร์เปิดประเทศ ทุกคนอยากเข้ามา เอาง่ายๆ คือมาขุดทอง เพราะมันมีโอกาส เขายังมีทรัพยากร มีอะไรอีกเยอะ รายได้ของเขาเริ่มสูงขึ้น เศรษฐกิจเขาเริ่มดีขึ้น ทุกคนจึงอยากมาทำธุรกิจที่นี่

เขาชอบสินค้าของไทย เพราะสินค้าของไทยค่อนข้างดีถ้าเทียบกับสินค้าประเทศอื่น เราเน้นพวกของกิน ของกินขายง่ายขายไว"

ถึงตอนนี้ AEC ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าหากนักลงทุนยังปล่อยเวลาเดินไป สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังเดินพร้อมเข็มนาฬิกามุ่งหน้าสู่เมียนมาร์เพื่อเป็นนักขุดทองรุ่นแรกๆ เพราะอย่างน้อยก็ต้องได้ทองตติดไม้ติดมือแน่นอน

เหมือนกับที่ พิษณุ สุวรรณะชฎ เอกอัครราชทูตไทยประจำนครย่างกุ้ง ได้ฝากสั้นๆ ถึงนักลงทุนที่ยังลังเลว่า

"ประเทศเมียนมาร์มีลักษณะพิเศษคือเข้ายาก แต่ถ้าเข้าได้แล้วคุณจะอยู่ได้แน่นอน ผมขอเตือนพวกคุณไว้อย่างเดียวหากจะมาลงทุนที่เมียนมาร์ คือ อย่าช้า"