วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ท่องเที่ยวชงคสช.แก้'นอมินีทัวร์'เพิ่มรายได้

ท่องเที่ยวชงคสช.แก้นอมินีทัวร์ ผุดแผนกระตุ้นตลาดรับไฮซีซัน เร่งฟื้นตลาดจีน

เอกชนท่องเที่ยว ชง คสช.เร่งเยียวยาภาคท่องเที่ยว หลังยกเลิกเคอร์ฟิว ดันท่องเที่ยวฟื้น สบช่องเสนอแก้ปัญหานอมินีต่างชาติแห่ชิงรายได้ท่องเที่ยว โดยเฉพาะ "ธุรกิจทัวร์ - ชาร์เตอร์ไฟลต์" แอตต้าเร่งทำแผนโรดโชว์เข้าเมืองหลักในจีนกระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง หวังตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด เรียกความเชื่อมั่นทันไฮซีซัน

ในการประชุมร่วมระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและหน่วยงานในสังกัด รวมถึงภาคธุรกิจเอกชนต่างๆ อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) บริษัทนำเที่ยว สายการบิน (วานนี้) เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะด้านการท่องเที่ยว หลังประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศ

พล.ร.ต.นพดล เรืองสมัย รองหัวหน้าสำนักงานฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. ยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยว โดย คสช.กำลังคลี่คลายปัญหาไปทีละประเด็น เช่น ยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันด้านการส่งเสริมตลาดท่องเที่ยว เห็นว่าควรส่งเสริมตลาดในประเทศก่อน เพราะหากคนในประเทศมีความสุขก็จะส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และทำให้ตลาดต่างประเทศเดินทางกลับเข้ามา

นอกจากนั้น ตามข้อเสนอที่ สทท. ต้องการให้ใช้โครงสร้างคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ช.ช.) ซึ่งจัดตั้งตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ขณะนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก หัวหน้า คสช.ได้แต่งตั้งให้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย หัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา เป็นประธานคณะกรรมการฯชุดดังกล่าวแล้ว และพร้อมจะประชุมครั้งต่อไปทันทีที่ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ในฐานะเลขานุการเสนอเรื่องเพื่อนัดหมายประชุม โดยหลังจากนี้เชื่อว่าจะหากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน ก.ย. นี้สถานการณ์ด้านท่องเที่ยวจะดีขึ้น

แอตต้าชงคสช.เร่งเยียวยาท่องเที่ยว

ด้านนายเจริญ วังอนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนมาในช่วงระยะหลังเริ่มปรับตัวดีขึ้น ดังนั้นจึงต้องการให้ คสช.ให้ความสำคัญกับการเยียวยาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยด่วน โดยมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ให้สอดคล้องและบูรณาการงบประมาณให้เกิดประโยชน์ และหันมาจัดการแก้ไขปัญหาทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยผ่านการใช้ผู้แทนจดทะเบียนตั้งบริษัทตัวแทน (นอมินี) ที่เริ่มแพร่หลายในธุรกิจทัวร์ตลาดเกาหลีใต้ จีน รัสเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ทำรายได้ให้กับไทยจำนวนมาก

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ทุนต่างชาติจะเป็นรายใหญ่และมีอิทธิพลในเชิงธุรกิจครอบคลุมตลาดไว้หมด ซึ่งเมื่อมาเปิดบริการครบวงจรก็ทำให้ยิ่งสามารถควบคุมทำราคาต่ำได้ในแบบที่ผู้ประกอบการไทยไม่มีศักยภาพในการทำราคาสู้ ถือเป็นปัญหาที่เรื้อรังในวงการนำเที่ยวแต่ยังไม่มีใครพูดถึงได้เต็มที่ในช่วงที่ผ่านมา โดยหากรวมแล้วสัดส่วนรายได้ท่องเที่ยวที่จะไปตกอยู่ในบริษัทนอมินีดังกล่าวมีถึงราว 30% ของรายได้ท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวด์) ของไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติของไทยที่จัดเก็บได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จากปัจจุบันไทยมีอุทยานแห่งชาติราว 200 แห่งทั่วประเทศ แต่จัดเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการท่องเที่ยว 70 แห่ง และในจำนวนนั้นมีเพียง 20 แห่งเท่านั้นที่มีศักยภาพในการเก็บค่าธรรมเนียมนำรายได้กลับมาบำรุงท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมายังพบปัญหาความไม่สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าชม อาทิ อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี มีจำนวนที่จัดเก็บบันทึกไว้ 6 หมื่นคนต่อปี แต่นักท่องเที่ยวจริงที่เข้าไปทั้งจากกระบี่และภูเก็ตมีราว 5,000 คนต่อวัน ดังนั้น จึงต้องการให้มาแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าว เพราะมีผลโดยตรงต่อเรื่องการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

นายอุดม ตันติประสงค์ชัย ประธานที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้งสายการบินโอเรียนท์ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดสำหรับตลาดเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) จากไทยไปยังประเทศจีนรวมกว่า 40 เมือง โดยปีก่อนบรรทุกผู้โดยสาร 8.46 แสนคน ถือเป็นแนวโน้มก้าวกระโดดหลังจากปี 2555 ยังมีตลาดจีนราว 2.8 แสนคนเท่านั้น แต่ในปีนี้ ผลกระทบของการท่องเที่ยวที่ชะลอลง อาจทำให้ต้องลดเป้าหมายจากที่เคยตั้งไว้ 1.2 ล้านคน มาเหลือราว 7 แสนคน และลดการขยายธุรกิจเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ

จี้สะสางปัญหาชาร์เตอร์ไฟลต์นอมินี

นายอุดม กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของธุรกิจการบินในไทยช่วง 2 ปีที่ผ่านมาคือ การปล่อยให้บริษัททัวร์ต่างชาติเข้ามาจัดตั้งสายการบินชาร์เตอร์ไฟลต์ผ่านการตั้งนอมินีจำนวนมาก โดยปรากฏว่ามีการปล่อยปละหละหลวมในเรื่องหลักเกณฑ์ค่อนข้างมาก ทำให้ในช่วงที่การท่องเที่ยวเติบโตสูงสุด ต่างชาติก็หันมาชิงส่วนแบ่งการตลาดด้วยการตั้งสายการบินของตัวเองมากขึ้น และในปีนี้เริ่มเห็นแล้วว่าบางรายก็สามารถทำได้จริง ส่วนบางรายก็จดทะเบียนไว้แต่ไม่ทำตลาดหลังจากพบว่าปัญหาการเมืองยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน พบว่าสายการบินสัญชาติไทยแท้กลับมีอุปสรรคเรื่องการขอใบอนุญาต โดยเฉพาะโอเรียนท์ไทย ซึ่งมีเส้นทางบินแบบเช่าเหมาลำเข้าจีนหลายเมืองที่มีอัตราบรรทุกเฉลี่ยสูงจนกระทั่งทางการจีนผลักดันให้ปรับการบริการเป็นแบบเส้นทางประจำ (Scheduled Flight) แต่มักจะมาติดขั้นตอนการและกระบวนการของกรมการบินพลเรือนของไทย ดังนั้น ในปีหน้าหากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คาดว่า จะยิ่งเห็นการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มทุนต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งสายการบินในไทย เพราะทุกคนรับทราบแล้วว่ามีขั้นตอนง่าย ประกอบกับทุกจุดหมายในไทยต่างมีจุดแข็งเรื่องการท่องเที่ยวที่ใครๆ ต่างก็ต้องการเอามาเป็นจุดขายอยู่แล้ว หากยังเกิดการแข่งขันที่เสียเปรียบและปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขต่อไป โดยส่วนตัวยอมรับว่าอาจจะต้องหันไปทำตลาดจากนอกประเทศ อาทิ เวียดนาม และ กัมพูชา แล้วบินเข้ามาไทยแทน

เร่งกระตุ้นตลาดครั้งใหญ่ ฟื้นตลาดจีน

ด้านนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกแอตต้า ประเมินว่า สถานการณ์ธุรกิจทัวร์ยังไม่เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน ทำให้ต้องเตรียมแผนการกระตุ้นตลาดครั้งใหญ่ภายในช่วงไตรมาส 3 นี้ เพื่อดึงตลาดผ่านทัวร์ให้กลับมาเร็วในช่วงไฮซีซัน 3 เดือนสุดท้าย โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีนักท่องเที่ยวเทียบเท่าช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งอาจฟื้นตัวกลับมาได้รวดเร็วที่สุด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการจัดโรดโชว์ไปยังเมืองใหญ่ที่เป็นหลัก อย่าง ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ซึ่งวางแผนจัดเร็วที่สุดในช่วงเดือนหน้า เพื่อกระตุ้นตลาดให้กลับมาในช่วงวันหยุดยาววันชาติจีน หรือ โกลเด้นวีค ต้นเดือนต.ค.

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าตลาดจีนในปีนี้อาจลดจำนวนเหลือ 4 ล้านคน น้อยกว่าปีก่อนที่เดินทางเข้ามาถึง 4.7 ล้านคน ส่วนภาพรวมตลาดต่างประเทศที่ ททท.ตั้งไว้ที่ 25.9 ล้านคนนั้น ภาคเอกชนขอรอดูสัญญาณในช่วงไตรมาส 3 อีกครั้ง หากเริ่มเห็นการฟื้นตัวอย่างคึกคัก และมาเติบโตแรงได้ในไตรมาส 4 จึงอาจยังมีโอกาสดึงชาวต่างชาติมามากกว่า 26 ล้านคน โดยเฉพาะหากมีการจัดตั้งรัฐบาลภายในเดือน ก.ย.ได้จริงจะสร้างความมั่นใจให้ทุกตลาดได้ แต่ในทางกลับกัน หากตลาดยังซบเซาก็อาจจะลดลงเหลือราว 25.5-25.9 ล้านคนโดยประมาณ

ด้านนางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธาน สทท.กล่าวว่า ได้เสนอที่ประชุมให้แต่งตั้งตัวแทนจาก สทท.เป็นผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการ ท.ช.ช.เพราะรู้และตระหนักถึงปัญหาในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอประเด็นที่สำคัญเข้าสู่ที่ประชุมให้พิจารณาแก้ไข นอกจากนั้น ภาคเอกชนทุกฝ่ายเริ่มเห็นพ้องไปในแนวทางเดียวกันว่า ต้องการให้หลีกเลี่ยงใช้คำว่าปฏิวัติรัฐประหารที่สร้างความอ่อนไหวต่อตลาด และใช้ชื่อเรียกอื่นๆ เพื่อสร้างความสบายใจให้กับตลาดต่างประเทศแทน