วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แดน ฟิลลิปส์ แจ๊สให้เสรีภาพในการบรรเลง

อนันต์ ลือประดิษฐ์ สัมภาษณ์ อ.แดน ฟิลลิปส์ แห่งคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงชีวิตของเขา กับงานดนตรีในประเทศไทย

นักกีตาร์หนุ่มจากชิคาโก แดน ฟิลลิปส์ (Dan Phillips) นับเป็นทรัพยากรบุคคลทางดนตรีอีกคนหนึ่งของสังคมไทย เขาไม่เพียงลงหลักปักฐานในกรุงเทพฯ มายาวนานหลายปี เพื่อแสวงหาประสบการณ์เล่นดนตรีเท่านั้น แต่ยังมีงานสอนประจำ อยู่ที่คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในไม่กี่สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรแจ๊สรุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด แดน กับเพื่อนๆ ในนาม Dan Phillips BKK Quartet มีผลงานบันทึกการแสดงสดชุดใหม่ Bangkok Edge Live ซึ่งบรรจุทั้งบทประพันธ์ของเขาและบทประพันธ์แจ๊สซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

นี่คือบางบทตอนของการสนทนากับนักกีตาร์คนนี้ ที่มีแง่มุมน่าสนใจไม่น้อย

ที่มาและพื้นฐานทางดนตรีของคุณ

ผมจบการศึกษาจาก Berklee College of Music จากบอสตัน จากนั้นย้ายไปนิวยอร์ค 5 ปี เล่นดนตรีเป็นอาชีพ จากนั้นจึงย้ายกลับไปบ้านที่ชิคาโก อยู่ที่นั่นประมาณ 2-3 ปี ที่นั่นผมได้มีโอกาสออกผลงานของตัวเอง แล้วมีโอกาสมาที่เมืองไทย มารับงานมาสอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี ค.ศ. 2001 จากนั้นย้ายไปโตเกียว และกลับมาสอนที่มหาวิทยาลัยรังสิตในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะได้รับงานสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เนื่องด้วยการโปรไฟล์ลงในเรซูเม่ ผมจึงตอบรับงานสอนที่นั่น ด้วยระยะเวลา 3 ปี เมื่อหมดสัญญา ผมต้องการจะกลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง โชคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร เสนองานสอนมาให้ ประกอบกับผมมีเพื่อนๆ และนักศึกษาต่างชาติที่ยังคงทำงานที่นั่น ผมจึงมาสอนที่ศิลปากร

เหตุผลที่เลือกแนวแจ๊ส ?

ผมคิดว่าแจ๊สเป็นดนตรีที่ให้อิสรภาพในการเล่น ผมเริ่มเล่นกลองก่อน ซึ่งมีทั้งเรื่องของจังหวะและแนวของจังหวะต่างๆ และนี่เองที่ทำให้ผมหมกหมุ่น ใช้เวลาทำความเข้าใจกับจังหวะพวกนี้มากทีเดียว และความเป็นอิสระของจังหวะนั่นเอง ที่ทำให้ผมสนใจดนตรีแจ๊สมากขึ้น

ฟังแนวดนตรีอื่นๆ บ้างไหม อย่างที่ Duke Ellington กล่าวไว้ว่า มีดนตรีเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ ดี กับ เลว

แน่นอน เมื่อยังเป็นด็ก ผมฟังมาหมดทุกแนวแล้วล่ะ ไม่ว่าจะเป็น classical พวกเปียโนก็ฟัง ร็อคก็ฟัง เมื่อก่อนผมมีวงร็อคด้วยนะ ผมผ่านมาหมดแล้ว ทีนี้ก็แค่ว่าแล้วจะแนวไหนล่ะที่โดนใจมากที่สุด ซึ่งผมพบว่าผมให้เวลากับการเล่นแจ๊สมากที่สุด แน่นอนว่า แจ๊สให้อิสระในการเล่นแล้ว ฮาร์โมนีเป็นอีกสิ่งที่ผมชอบ และนักดนตรีแต่ละคนก็มีซาวด์หรือสุ้มเสียงที่แตกต่างกันไป ทำให้แจ๊สนั้นมีชีวิตชีวา

ถึงตอนนี้บอกได้ไหมว่า กรุงเทพฯ เป็นบ้านของคุณ

แน่นอน ! ผมรู้สึกสบาย และมีความสุขที่นี่ กรุงเทพเป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจ เทียบเคียงได้กับนิวยอร์ค ในฐานะนักดนตรี ก็ต้องอยากอยู่ในเมืองที่มีความเคลื่อนไหว ให้แรงบันดาลใจ และขับเคี่ยวตลอดเวลา

สถานการณ์การเมืองส่งผลกระทบกับชีวิตคุณมั้ย

ผมว่ามันส่งผลกระทบกับชีวิตทุกๆ คนเลยนะ อย่างไรก็ดี ผมเป็นแค่คนนอกที่คอยสังเกตสังกา (สถานการณ์การเมือง) ทำให้เป็นเมืองที่แตกต่างจากที่อื่นๆ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองที่เข้มแข็งขึ้นด้วย ผมว่าถึงที่สุดมันต้องผ่านไปอยู่ดี ผมเองก็เพียงเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ในการเดินทาง จากบ้านย่านสุขุมวิท ไปที่มหาวิทยาลัย (ตลิ่งชัน) เท่านั้น ส่วนตัว ผมไม่ได้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิตในการพำนักอยู่ที่นี่

นอกจากงานสอนหนังสือ คุณแสดงดนตรีที่ไหนบ้าง

ตอนนี้ ผมมีเฉพาะงาน หรือคอนเสิร์ตวาระพิเศษ ผมเคยเล่นที่ Jazz Happen Bar (ถนนพระอาทิตย์) และบางครั้งที่ Sweet records (ซอยทองหล่อ) หรือ Smile bar (ซอยร่วมฤดี) และวงของผมกำลังจะไปแสดงที่มาเก๊าช่วงต้นเดือนพฤษภาคม

คุณยังฝึกฝนทุกวัน ?

ผมพยายามจะฝึกให้ได้ทุกๆ วัน บางวันมาก บางวันอาจจะน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้ ซึ่งแล้วแต่ว่า วันๆ ต้องทำอะไรบ้างนั่นเอง

อยากให้คุณเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างนักศึกษาดนตรีของไทยและอเมริกัน เท่าที่เคยสัมผัส

ผมว่ามันก็เหมือนๆ กัน แบบของนักศึกษามีอยู่ไม่กี่แบบหรอก เช่น นักศึกษาที่ตั้งใจมาก ขยันมาก หรือที่ไม่ค่อยขยัน ดังนั้น การสอนที่นี่หรือที่นั่น ก็เหมือนๆ กัน แต่ผมว่าในเรื่องทัศนคติอาจแตกต่างกันไป เช่น นักศึกษาไทยมีอายุเด็กกว่า สำหรับระดับการเรียนระดับนี้ แถมยังดูเด็กมาก ในขณะที่นักศึกษาอเมริกัน จะมีความเป็นอิสระและเป็นผู้ใหญ่กว่า เพราะพ่อแม่ปล่อยให้ดูแลตัวเอง แต่อย่างไรก็ดี พื้นฐานฝีมือนั้นใกล้เคียงกัน บางคนฝึกซ้อมอย่างหนัก แต่บางคนก็อยากได้เกรด หรือปริญญามาอย่างง่ายๆ

แล้วในแง่ทักษะล่ะ ?

ทักษะเหรอ, ทักษะที่นี่เปลี่ยนไปไวมาก จากครั้งแรกที่ผมมาสอนที่มหิดล ยังไม่มีการแยกสาขาวิชาแจ๊สด้วยซ้ำ ผมจึงตั้งสาขานี้ขึ้นมา และไม่ได้คาดหวังว่านักศึกษาจะรู้จักแจ๊ส แต่เมื่อมาแล้ว มีคนรู้จัก เราก็ตื่นเต้นกัน และตอนนี้เราก็ค่อนข้างคาดหวังว่า นักศึกษาจะรู้จักดนตรีแจ๊สมากขึ้นจากเมื่อก่อน ผมจึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับเด็กระดับเตรียมอุดม จะรู้จักสวิง (Swing) การด้นสด (Improvisation) อะไรทำนองนี้ ซึ่งตอนนี้มันดีขึ้นมาก อาจเป็นเพราะนักศึกษาจบออกไป และออกไปสอนในระดับมัธยม ซึ่งกรุงเทพนั้น เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักดนตรี อย่างไรก็ดี มันค่อนข้างเปรียบเทียบยาก ขึ้นกับหลายๆ อย่าง ระดับชั้น เมือง มหาวิทยาลัย อาทิ เช่น อย่างมหาวิทยาลัยของเมือง Minnesota ที่ผมไปสอนมา และศิลปากร ก็จะได้เด็กที่คล้ายๆ กันมาก

คิดอย่างไรกับคำกล่าวที่ว่า เด็กพวกนี้มีแต่ทักษะ แต่ไม่มีความเป็นดนตรี

ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมว่าเด็กที่นี่มีความเป็นดนตรีมาก อย่างไรก็ดี ความเป็นต้นแบบ (original) และความสร้างสรรค์นั้น ต้องอาศัยระยะเวลาในการเพาะบ่ม ซึ่งในฐานะนักดนตรี เราต้องหาเสียงของตัวเองให้เจอ แม้แต่ ไมล์ส (Miles Davis) ยังบอกเลยว่า มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะทำได้ มันใช้เวลานาน แน่นอน เด็กหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ ย่อมมีฝีมือหรือทักษะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และย่อมมีไอดอลที่ก้าวตาม มันเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่อเมริกาเอง เด็กรุ่นใหม่พวกนี้ต้องก้าวผ่านจุดนี้ไป มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่ใช่ปลายทาง เด็กพวกนี้ต้องเรียนรู้จากไอดอลมากที่สุด แล้วจึงจะค้นพบได้ว่า แท้จริงตัวตนนั้นเป็นอย่างไร

ในฐานะคนสอน คุณกังวลต่อเส้นทางอาชีพของลูกศิษย์มั้ย เพราะด้วยสนามหรือพื้นที่ๆ ให้เล่นแจ๊สนั้นค่อนข้างจำกัด

นักศึกษาส่วนมากบอกว่า ผมดุมาก แต่นั่นไม่จริงเลย ผมแค่ต้องการให้เขาเห็นภาพความเป็นจริงอย่างที่คุณกล่าวมา เพราะมันยากมากที่จะดำรงชีพในฐานะนักดนตรีแจ๊ส ถึงแม้ว่าคุณจะเก่งมากก็ตาม แล้วยิ่งถ้าคุณไม่เก่ง มันก็ยิ่งไม่มีทางเลือกมากนัก นักศึกษาน้อยคนนักที่จะเข้าใจ แต่เด็กบางคนก็ไม่เข้าใจซะเลยว่า คุณหยุดการฝึกซ้อมไม่ได้ คุณต้องพัฒนามันไปเรื่อยๆ

นอกจากซีดีล่าสุด คุณเคยมีผลงานมาก่อนหน้านี้แล้ว 2-3 ชุด ?

ใช่ ผมมี และเป็นวงเดียวกันที่เล่นนี่แหละ แล้วมีคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง บอกผมว่า ผลงานคุณดีนะ แต่มันเทียบไม่ได้เลย เมื่อคุณเล่นสด ซึ่งถูกต้อง เพราะเราเล่นต่อหน้ากับไมโครโฟน ไม่มีผู้ชม ซึ่งเขาอยากจะบันทึกอารมณ์การแสดงสด เราจึงมีอัลบั้มการแสดงสดเพิ่มขึ้นมา ซึ่งมาจากหลายคอนเสิร์ตผสมรวมกัน

คุณมีหลักเกณฑ์ในการเลือกนักดนตรีมาร่วมงานอย่างไร

เราเคยเล่นประจำที่หนึ่ง ซึ่งปิดไปแล้ว และวันหนึ่ง ยาค็อบ (Jacob Dinesen) เข้ามาตอนเป่าแซ็ก คู่กับ อ้น (พิสุทธิ ประทีปะเสน) และผมรู้สึกถึงการเข้ากันได้อย่างดีทีเดียว ผมจึงตัดสินใจที่จะทำผลงาน ควอร์เท็ทกับเค้า สำหรับ ฮง (ชนุตร์ เตชธนนันท์) ในตำแหน่งกลอง ผมว่าไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเขา เขาสามารถตามผมไปได้ ส่วน โอ๋ (พรชาติ วิริยะภาค) ตำแหน่งเบส เป็นอีกคนที่เก่ง มีพื้นฐานที่ดีมาก ซึ่งสำหรับผม เป็นการเลือกที่ง่ายมาก พวกเค้าฟังซึ่งกันและกัน และร่วมสร้างผลงานเพลงออกมาร่วมกัน

สำหรับผลงานเพลงที่คุณแต่งเอง อย่าง Frazzled มีอะไรอยู่เบื้องหลังมั้ย

ผมมีแค่ชิ้นเดียวเอง และมันเหมือนกับอาการหลุดๆ ผมว่ามันเกิดขึ้นได้กับทุกคน อย่างที่คุณเดินตามถนน แล้วจู่ๆ มีมอเตอร์ไซค์ไล่หลังมาระหว่างที่คุณกำลังเดิน ชีวิตมันเกิดอะไรขึ้นได้ทั้งนั้น อะไรๆ ทื่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน มันสะท้อนการใช้ชีวิตของผมที่นี่

ช่วงหลัง ผมเล่นเพลง standards มากขึ้น เนื่องจากด้านหนึ่งผมเป็นครู อีกด้านเป็นนักดนตรี และมันท้าทายที่ผมจะหาหนทางในการสร้างซาวด์ใหม่ๆ หรือในแบบของผมเอง เนื่องจากเป็นเพลงเก่า และมีคนเล่นมากมาย หลายเวอร์ชั่นแล้ว บางเวอร์ชั่น เราอาจจะชอบและติดหูเรา ดังนั้น ผมจึงพยายามปรับเปลี่ยนให้เป็นแบบของผม มันง่ายกว่าที่เราปรับเปลี่ยนเรียบเรียงจากเพลง standards เพราะคนฟังรู้อยู่แล้ว ซึ่งทำให้เข้าใจง่ายกว่า ว่าเราต้องการสื่ออะไร

ในยุคดิจิทัล คุณคาดหวังต่อซีดีของคุณอย่างไร แล้วผลงานนี้สามารถหาดาวน์โหลดได้จาก itunes หรือไม่

เป็นคำถามที่ยากน่าดู ผมรู้ว่ายุคซีดีกำลังหมดไป แต่ยังรู้สึกอยากจะทำผลงานออกมา ผมไม่รู้เหมือนกันว่า จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ผมก็รักและคิดถึงร้านขายแผ่นเสียง ซึ่งต่างจาก itunes store เพราะ itunes ไม่มีรายละเอียดผลงานเพลง (liner notes) ไม่มีอาร์ตเวิร์คของปกอัลบั้ม เรื่องดาวน์โหลดนั้น ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอน รวมถึงแหล่งอื่นๆ ด้วย เช่น emusic , amazon เป็นต้น

คุณยังคงติดตามแวดวงแจ๊สในนิวยอร์ค หรือพื้นที่อื่นของสหรัฐฯ ?

แน่นอน แม้กระทั่ง บ้านเกิดผมที่ชิคาโก้ด้วย ซึ่งผมกลับไปที่นั่นทุกๆ ปีอยู่แล้ว และอาจร่วมเล่นด้วยบางครั้ง ส่วนนิวยอร์ค เวลามีเด็กรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมา โชคดีที่ผมมีนักศึกษาที่คอยถามว่า อาจารย์ฟังคนนี้รึยัง อาจารย์ฟังคนนั้นรึยัง ซึ่งช่วยผมอย่างมากในการทำความรู้จักนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ เพราะผมจะรู้จักคนรุ่นผม เช่น ชีมัส เบลค (Seamus Blake) นั่นคือผมรู้จักหมด แต่รุ่นน้อง รุ่นเด็กมากๆ ผมไม่จำเป็นต้องรู้จักมากนัก เพราะมีคนจำนวนมากมายที่อยู่ในวงการนี้

ตอนนี้ใครคือนักดนตรีที่ดีที่สุดในความคิดคุณ

ผมไม่สามารถบอกว่า ดีที่สุด เพราะดนตรีไม่ใช่กีฬา แต่ผมสามารถบอกว่าที่ชื่นชอบได้ ผมชอบเทเนอร์แซ็กโซโฟนมาก แต่ชอบฟังมันมากกว่ากีตาร์เสียอีก ผมชอบ Chris Porter ชอบสำเนียง การเขียนเพลง หรือรุ่นใหม่อย่าง Seamus Blake, Mark Turner หรือที่ชื่นชอบตลอดกาลน่าจะเป็น John Coltrane, Joe Henderson ซึ่งนั่นก็เป็นนักเทเนอร์แซ็กฯ ในแง่ของการประพันธ์ ผมชอบ Thelonious Monk , Wayne Shorter ผลงานของ 2 คนนี้ถึงใจผม

แจ๊สสมัยนี้มีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าสมัยก่อนหรือไม่

ไม่นะ ที่คุณเห็น เป็นการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ที่มันจะอยู่นิ่งๆ แต่เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ไม่เหมือนยุคเก่าก่อนหน้านี้ ที่ขณะนั้น มันมีการวิวัฒนาการไปเลย สมัยนี้ ไม่ใช่อย่างที่ ไมล์ส หรือ โคลเทรน (John Coltrane) ทำมาก่อน และแนวเพลงอื่นๆ ก็สามารถนำมาผสมกับแนวแจ๊สได้ อย่างเพลงแนว World Music เพลงแรกก็มาจากศิลปินแนวแจ๊สนี่แหละ

หลังผลงานชุดนี้ คุณจะทำอะไรต่อไป

ผมเขียนเพลงอยู่ ผมมีไอเดียที่จะทำและอยากจะทำออกมาในแบบที่ผมพอใจที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นโปรเจ็คต่อไปที่ผมจะออกเป็นผลงานการประพันธ์ของผมเอง

ยังคงเป็นนักดนตรีแจ๊สไปตลอดชีวิต ?

แน่นอน หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ ตราบเท่าที่ร่างกายผมจะเล่นไหว มันไม่ยากนะในการคิดตัดสินใจมาเป็นนักดนตรี เพราะผมรู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าผมจะเป็นนักดนตรี แต่การไขว่คว้าให้ได้มา นั่นยากยิ่งกว่า

คุณต้องการศึกษาต่อเพื่อเพิ่มดีกรีมั้ย

ผมมีวุฒิปริญญาโท และนั่นเพียงพอแล้ว ผมรอจนผมอายุ 30 ปี จึงลงเรียนเพื่อให้ได้ดีกรีนี้ อย่างที่รู้ ผมต้องการที่จะเล่น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ถ้าผมยังต้องการที่จะอยู่ในแวดวงวิชาการต่อไป ผมต้องมีวุฒิปริญญาโทเพิ่มเติม เนื่องจากถ้าผมต้องสอน ผมต้องการสอนในระดับปริญญาตรีมากกว่า แต่การเรียนปริญญาโทนั้น ส่วนมากเป็นเพียงงานเขียน การนั่งค้นคว้าในห้องสมุด ซึ่งนั่นไม่ใช้สิ่งที่ผมเป็นเลย.

..................................................................

หมายเหตุ : ติดตาม สอบถาม และหาผลงานของ แดน ฟิลลิปส์ มาฟัง ได้ที่ http://www.danphillipsmusic.com/