เชื่อเถอะ! ทำนามีกำไรทุกวัน

เชื่อเถอะ! ทำนามีกำไรทุกวัน

จริงหรือ...ทำนามีกำไรทุกวัน เขาทำกันอย่างไร

เป็นอีกก้าวของคนที่เรียนรู้การทำนาและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับท้าทายให้ลูกชาวนามาทำนาด้วยวิธีนี้

นี่แหละ สุภชัย ปิติวุฒิ วันธรรมดาเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดเป็นชาวนา เขาตระเวนไปทั่วประเทศ ลงไปทำนากับชาวนาจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ด้วยวิธีการของเขา ทำนา...ขาไม่เปื้อนโคลน ซึ่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังอยากพัฒนาวิธีการทำนาต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งกว่าจะมีวันนี้ ทั้งแรงบันดาลใจและความกล้าหาญที่จะทำนาระบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว เขาก็ต้องท้าทายตัวเอง และเพื่อนชาวนาให้ลองทำก่อน แล้วจะเชื่อว่า ทำนาแบบนี้ ทำได้จริง มีกำไร...

หลังจากทำนาระบบเปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว วิธีการนี้ตอบโจทย์ให้คุณไหม

ตอนนี้ไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ผมคิดว่า ถ้าชาวนาได้แต่บ่นและโทษคนอื่น ผมก็มีคำถามว่า ทำไมไม่ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ผมคิดว่า สังคมมันดีกว่านี้ได้ ถ้าทุกคนลงมือทำ อย่าไปรอให้คนอื่นแก้เลย อีกอย่างวิธีการที่ผมทำนาสามารถตอบโจทย์เรื่องน้ำจืดที่ไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกได้ ทำได้ทั้งนาปีหรือนาปรัง แต่โดยความเหมาะสม ปีๆ หนึ่งไม่ควรทำนาเกินสองครั้ง ผมลองชาวนาทำ ด้วยวิธีการใช้น้ำ 3-4 ปี พวกเขาก็มีความสุขกับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญคือ คุณภาพชีวิตทำงานในนาง่ายขึ้น เพราะการทำนาแบบเดิมๆ ต้องลุยโคลน เหนื่อยยากลำบาก แต่วิธีการของผมคือ ลงนา ขาไม่เปื้อนโคลน คือ ปล่อยให้นาแห้ง แล้วพื้นดินแข็ง ก็ลงไปจัดการในแปลงนาได้เลย

จำเป็นต้องปลูกข้าวแบบออร์แกนิคไหม

อยู่ที่เป้าหมายของเจ้าของนา เราจะไม่เอาเป้าหมายของเราไปใส่ให้คนอื่น ผมให้พวกเขาเรียนรู้ธรรมชาติและผืนนาของเขาก่อน โดยพื้นฐานชาวนาต้องรับผิดชอบชีวิตของเขา เราไปคิดแทนพวกเขาไม่ได้ ถ้าพวกเขาเข้าใจพื้นฐานธรรมชาติ แล้วพวกเขาจะลด ละ เลิก การใช้สารเคมีด้วยตัวเอง ส่วนที่ผมลองทำเอง แรกๆ ก็พยายามลด ละเลิกการใช้สารเคมี แต่ตอนหลังไม่ใช้สารเคมีเลย ผมไม่มีที่นาของตัวเอง แต่มีที่นาในเครือข่ายทั่วประเทศ

เครือข่ายชาวนาวันหยุดมีแนวคิดอย่างไร

วัตถุประสงค์ของผมไม่ได้ต้องการให้คนเมืองมาทำนา แต่ผมต้องการให้ลูกหลานชาวนาที่มีที่นาอยู่แล้ว หันมาใส่ใจกับทรัพยากรที่มีอยู่ แล้วพัฒนาร่วมกับครอบครัว คนรุ่นนั้นกลับมาทำนามากขึ้น หลายคนสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชนได้เลย หลักการส่งเสริมชาวนามีอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้องทำให้เห็น และปล่อยให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเขาเอง หลักการนี้ผมเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ คือ คุณต้องมองเห็นแล้วลงไปทำคือ 1. เน้นการปลูกข้าวจะเป็นแถวเป็นแนว ไม่ปลูกแน่นๆ เหมือนเมื่อก่อน 2.มีช่วงเวลาปล่อยให้นาแตกระแหง ซึ่งเป็นช่วงที่กระชากใจชาวนา เพราะกลัวว่าข้าวในนาจะตาย สุดท้ายก็ได้ผลผลิตดีและทำนาง่ายด้วย นี่คือไฮไลท์การทำนาวิธีนี้

แล้วคุณลงไปปฏิสัมพันธ์กับชาวนาในพื้นที่อย่างไร

ก็มีลูกชาวนาลองทำตามจากการเรียนรู้ในแฟนเพจชาวนาวันหยุด งยูทูบที่เราอัพไว้ และสื่อสิ่งพิมพ์ พอทำแล้วก็บอกผมว่าให้ลองแวะไปดู นั่นแหละทำให้ผมจัดทัวร์ชาวนาวันหยุดสัญจร ซึ่งเราก็เอาสิ่งบ่งชี้ในพื้นที่ขยายผลให้คนในชุมชนรับรู้ ซึ่งเราจะไม่เข้าไปในพื้นที่ โดยไม่ทำอะไรเลย

ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่หันมาทำนา โดยศึกษาหาความรู้จากเพจชาวนาวันหยุด ?

ใช่ เราทำเครือข่ายชาวนาวันหยุดไว้ในอินเตอร์เน็ต ตอนนี้มีแฟนเพจประมาณสี่หมื่นกว่าๆ แต่ผมคาดคะเนว่า คนที่ลองไปทำนาจริงๆ ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และอีกอย่างผมจะท้าทายให้ลงมือทำ คุณต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ใช่แค่รู้เยอะแล้วไม่ทำ และทุกคนที่ทำ พูดเหมือนกันว่า พอไปคุยกับพ่อแม่ที่เป็นชาวนาจะบอกว่า ทำไม่ได้หรอก แต่ผมบอกว่า ต้องพิสูจน์ตัวเอง คือทำให้ดูแล้วให้พ่อแม่เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำ สุดท้ายพ่อแม่ก็จะเห็น

นอกจากวิธีการทำนาและการลงมือทำ คุณยังพัฒนาเครื่องมือในการทำนาด้วย ?

ใช่ครับ อย่างอุปกรณ์การตีตารางนา เครื่องหยดเมล็ดข้าว เครื่องพรวนหญ้า ผมก็ศึกษาจากข้อมูลต่างประเทศ แล้วผมก็มาคุยกับชาวนาที่เป็นช่างให้ลองทำเครื่องมือ จากนั้นผมก็ลองใช้ ถ้าใครอยากได้ ก็ขายไป แต่ไม่ใช่รายได้หลักอะไร เป็นการขับเคลื่อน อีกอย่างการพัฒนาเครื่องมือต้องปรับให้เข้ากับพื้นที่ คือหมายความว่า ถ้าผมตั้งตัวขายเครื่องมือที่ผมผลิตขึ้นมา ทุกคนก็จะรอซื้อเครื่องมือจากผมทั้งหมด กลายเป็นว่าคนที่มีเงินเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่ผมคิดว่าเงินไม่ใช่คำตอบ และในเครือข่าย ผมก็มีครูอาชีวะ ผมก็เลยให้เขาผลิตเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน ใครอยากทำเครื่องมือ ก็มีแบบนำเอาไปให้ช่างในพื้นที่ทำได้เลย ไม่ต้องมารอซื้อ เพียงแค่คุณเขียนในเวปบอกเล่าปัญหาและแรงบันดาลใจในการทำนา แล้วผมก็ส่งข้อมูลไปให้

คุณมีรายได้อะไรจากเครือข่ายชาวนาวันหยุด

เป็นเครือข่ายที่ไม่แสวงหากำไร ไม่จำเป็นต้องหาที่มาของแหล่งรายได้ ผมไม่ได้เปิดเป็นมูลนิธิหรือขายของเพื่อเอาเงิน แต่มีจิตอาสาแต่ละพื้นที่ที่เชิญผมไปเป็นวิทยากรแนะนำ

จากที่เดินทางมาทั่วประเทศ คุณประทับใจความพยายามของชาวนาคนใดบ้าง

แฟนเพจรุ่นแรกๆ ที่สุโขทัย มีคนหนึ่งเป็นลูกชาวนาที่เรียนรู้ปัญหาจากพ่อแม่ แล้วก็เจอค่านิยมที่ว่า ต้องเรียนเก่งๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน สุดท้ายจบมาเป็นลูกจ้างทำงาน แต่เขามองว่าสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่ เขาก็เลยมองเห็นปัญหา กลับไปจะทำนาแบบที่ผมบอก พ่อแม่ก็ด่า แต่เขาลงมือทำ ตอนนั้นพ่อเขาไม่คุยด้วย พอข้าวตั้งรวงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่นาแถวนั้นเก็บเกี่ยวไม่ได้ ถึงตอนนั้นเขาไม่ต้องพูดแล้ว เมื่อเห็นผลผลิต พ่อของเขาก็เดินไปคุยให้เพื่อนบ้านฟังได้เลย

ในส่วนของระบบการตลาด คุณช่วยแนะนำอย่างไร

ผมบอกว่า คุณต้องสร้างตัวตนและไลฟสไตล์คุณขึ้นมาให้คนรับรู้ก่อน ผมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตลาดกลาง ผมมีหน้าที่เป็นคนกลางบอกเล่า แต่ถ้าคุณทำนาแล้ว คุณเปิดเฟสบุ๊คเล่าเรื่องราวในนาทุกๆ วัน คนบริโภคก็ได้เรียนรู้ว่าคุณทำนาอย่างไร แล้วคุณปลูกข้าว ดูแล และรับผิดชอบต่อชุมชนอย่างไร คุณต้องสะท้อนเรื่องราวออกมาให้ได้ก่อน

แสดงว่า เครือข่ายชาวนาวันหยุด ไม่ใช่คนเมืองที่เบื่อเมือ งแล้วอยากทำนา ?

ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ทุกคนต้องรับผิดชอบกับงานประจำที่ทำก่อน ผมเห็นหลายคนเบื่อทำงานประจำ เพราะรู้สึกว่า โดนกดขี่สารพัด ถ้าเป็นอย่างนั้นคุณเป็นชาวนา คุณก็จะเบื่ออีก คนพวกนี้ไม่ใช่สเป็ค ดังนั้นแนวทางผมจึงไม่ใช่คนเมืองที่เบื่อเมืองแล้วมาทำนา แต่เป็นบทบาทความรับผิดชอบของคนที่เป็นรุ่นลูกของชาวนา แทนที่จะเอาตัวรอดอยู่ในเมือง ถึงวันหยุดก็กลับบ้านไปขนข้าวมากินในเมือง ผมมองว่า ไร้สาระ คุณต้องลงมาทำนาก่อน

ในระบบเครือข่ายชาวนาวันหยุด คุณจะพัฒนาต่อไปอย่างไร

ปีนี้ผมพยายามขยายการทำนานอกเขตชลประทาน ซึ่งเป็นความท้าทาย เพราะพื้นที่บางแห่งเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีปัญหาเรื่องน้ำ เราก็คุยกับเครือข่ายว่าจะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม ดูตามความเหมาะสม ถ้าไม่เหมาะก็ปรับวิธีการ เพื่อให้เเกิดการเคลื่อนไหวต่อไป

คุณไม่ได้อยากรวยจากการทำนา ?

หลายคนก็ถามผมว่า ทำตรงนี้ได้อะไร ได้เงินไหม ผมทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ เพราะคนเราทุกวันนี้มักถามว่ าทำงานแล้วได้เงินไหม คำถามของผมคือ ทุกวันนี้เราหาเงินไปเพื่ออะไร ก็เพื่อหาอาหารดีๆ กิน ที่พักดีๆ อยู่ และวันนี้โจทย์ใหม่คือ ถ้าเราไม่มีอาหารและที่พักดีๆ บรรยากาศดีๆ หรือ ซึ่งทุกวันนี้ผมมีหมดแล้ว

นั่นหมายถึงชีวิตต้องลงตัวก่อน ?

ผมได้ความคิดมาจากตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตอนผมทำค่ายอาสาพัฒนาชนบท ตอนนั้นผมสนุกและไม่ต้องใช้เงิน เอาความรู้และแรงไปช่วยพัฒนาชุมชนอยู่กับชาวบ้าน ซึ่งสิ่งที่ผมทำเรื่องเครือข่ายชาวนา ผมก็ทำไปพร้อมงานประจำ แรกๆ ผมก็จับทางไม่ได้ จนผมจับหลักได้ว่า ผมไม่ชอบเดินห้างสรรพสินค้า ไม่ชอบดูหนัง ฟังเพลงในเมือง เราชอบชีวิตแบบชาวนา เพราะพวกเขายังขาดข้อมูลข่าวสาร แล้วเราก็มีเวลาจำกัด ก็ใช้เครื่องมือสื่อออนไลน์สื่อสารกับคนสนใจ

คุณอยากมีที่ดินทำนาของตัวเองไหม

ไม่อยากครับ เพราะผมเป็นคนชอบเดินทาง คิดง่ายๆ คือ ถ้าเรามีบ้านแล้ว เราอยากมีที่อื่นไหม ถ้าเราไม่ยึดติดและไม่ครอบครอง เราจะรู้สึกว่า เราเป็นอิสระ พร้อมจะเดินทางไปที่ไหนก็ได้ ทุกวันนี้ผมไปเชียงราย ผมก็มีข้าวกิน

ครอบครัวผมก็ไม่ได้ร่ำรวย ฐานะปานกลาง ผมเคยเรียนที่โรงเรียนวังไกลกังวล อ. หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็ถือว่าเรียนดี จนได้รับทุนพระราชทาน ซึ่งผมเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก ผมได้เห็นว่าในหลวงทรงงานหนัก แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ต้นทุนที่ผมได้มาทุกวันนี้ ก็คือ ต้นทุนที่ในหลวงทำไว้ให้

คุณคิดว่า หนี้สินของชาวนามีทางออกไหม

ทุกอาชีพต้องมีความรับผิดชอบของตัวเอง เมื่อต้นทุนการทำนาสูง ก็ต้องลดต้นทุน ซึ่งไม่มีใครสามารถทำให้คุณลดต้นทุนได้ ถ้าคุณไม่ลดเอง ผมไม่พยายามเสนอแนะแนวทางนโยบาย แต่ผมอยากเสนอภาคปฎิบัติ เพื่อให้ชาวนารอดจากปัญหาเหล่านี้

ในทัศนะของคุณ เป็นชาวนามีโอกาสร่ำรวยได้ไหม

รวยได้ครับ ที่สำคัญต้องตีโจทย์ให้แตก เพราะชาวนามีที่ดินอยู่แล้ว ไม่ต้องซื้อ มันเป็นเรื่องการจัดการ พอเราเป็นชาวนาเราก็คิดว่า ต้องปลูกข้าวขาย แต่แทนที่คุณจะรอเงินก้อน คุณก็ต้องมีรายรับจากผลผลิตรายวันก็เลี้ยงเป็ด มีไข่เป็ด เลี้ยงวัว ก็ตัดหญ้าให้วัวกิน เอาขี้วัวมาทำปุ๋ยทำนา ผมคิดว่า ทำนามีกำไรทุกวัน อยู่ที่มุมมองและวิธีคิดในการจัดการ