วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เดชา ศิริภัทร "ห่วงชาวนาจะสูญพันธุ์"

ถ้าปลูกข้าวอย่างคนเข้าใจธรรมะ ก็ต้องรู้จักการพึ่งพิงตนเอง และนี่คือ อีกข้อคิดดีๆ

เมื่อพูดถึงเรื่องชาวนาหรือเกษตรอินทรีย์ หลายคนต้องนึกถึง เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ เขาเป็นคนหนึ่งที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจังในช่วงหลายสิบปี นอกจากเรื่องข้าว เขายังสนใจธรรมะ และการปฎิบัติธรรม เมื่อเร็วๆ นี้เขาได้มาร่วมในวงเสวนางานวัดลอยฟ้า ญาณสังวร 101 จิตตนคร

ก่อนจะพูดคุยถึงเรื่องชาวนา เขาบอกว่า ธรรมะก็คือ ธรรมชาติ และมนุษย์ฝืนธรรมชาติไม่ได้

เดชา โยงให้เห็นถึงมิติธรรมชาติและชีวิตว่า ถ้ามนุษย์ฝืนกฎธรรมชาติ ก็ไปไม่รอด เพราะธรรมชาติสร้างมนุษย์ มนุษย์จะไปสู้ธรรมชาติได้ยังไง มนุษย์ขาดธรรมชาติไม่ได้ เราขาดอากาศห้านาที ขาดน้ำเจ็ดวัน ขาดอาหารสามเดือนก็ตายแล้ว .ซึ่งต่างจากสภาวะธรรมชาติ แม้ไม่มีมนุษย์ มันก็อยู่ของมันมานานกว่าสามพันล้านปี แต่มนุษย์เพิ่งถือกำเนิดบนโลกแค่ไม่กี่ล้านปี

"ธรรมชาติถ้าขาดมนุษย์ ไม่เดือดร้อนหรอก แต่คนขาดธรรมชาติไม่ได้ ดังนั้นคนที่ไม่มีปัญญาจะทำลายธรรมชาติ ถ้าธรรมชาติเปลี่ยนไปนิดเดียวคนก็เดือดร้อนแล้ว โลกร้อนนิดเดียวคนก็ล้มตายเยอะแยะ ถ้าอย่างนั้นเราเป็นมนุษย์ ก็ต้องทำหน้าที่ของมนุษย์ ต้องทำชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ทุกวันนี้เราทำหน้าที่ถูกต้องหรือเปล่า และผมมองว่า ธรรมะเกี่ยวข้องกับคนตลอด ไม่มีใครอยู่โดดเดี่ยวได้ แม้คนส่วนใหญ่จะมีปัญญา แต่ไม่ค่อยใช้ เพราะเอาแต่อารมณ์และความคิดตัวเอง ถ้าเป็นพุทธจริงๆ จะรู้ว่า ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เกิดจากสาเหตุ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง " เดชา โยงเรื่องธรรมชาติกับชีวิตเพื่อให้เห็นว่า ความจริงของธรรมชาติ เป็นอนัตตา คือไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ เหมือนชีวิตเราที่เป็นเช่นนั้น

"แนวทางพุทธจะพูดถึงความเป็นอนิจจัง คือเปลี่ยนแปลงตลอด เป็นทุกข์ เมื่อทนไม่ได้ ก็เป็นทุกข์ อย่างคนเรามาจากธาตุต่างๆ ที่หลอมรวมกัน พอตายไปแล้วก็กลายเป็นสิ่งเดิม คนไม่เกินร้อยปีก็กลับไปสู่ธรรมชาติ แต่ระหว่างที่ใช้ชีวิตในช่วงร้อยปี ก็หลงกันนักหนา ตัวเราของเรา หามาเยอะแยะ เอาไปได้หรือเปล่า" เดชา ตั้งคำถามให้คนฟังได้คิดว่า ทั้งๆ ที่รู้ ก็ยังหลงใหลไปกับกิเลสตัณหา พอมารู้ตัวก็ใกล้จะตาย แล้วเอาอะไรไปไม่ได้เลย ถึงตอนนั้นก็ช้าไปแล้ว

ลองมองไปที่ต้นตอแห่งธรรม เขาบอกว่า อยู่ที่การกระทำหรือกรรมที่จะส่งผลมีสามอย่าง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

"ในเรื่องกายกรรม วจีกรรม เราทำได้ไม่ยาก แต่เรื่องมโนกรรม เป็นการกระทำที่ละเอียดและเร็ว เพราะมนุษย์เราคิดตลอดเวลา และคนส่วนใหญ่จะสนใจเฉพาะเรื่องการกระทำทางกายและวาจา ใช้เวลาฝึกทางกายให้ถูกต้อง โดยใช้เวลาเยอะมาก แต่คนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องใจ เพราะมองไม่เห็น และฝึกยาก ถ้าไม่ฝึกใจ มันจะเชื่อไหม ถ้าบอกไม่โกรธ โกรธไหม...โกรธไปแล้ว บอกไม่โลภ โลภไหม...โลภไปแล้ว "

นอกจากยกตัวอย่างเปรียบเปรย เดชา ยังนำข้อคิดทางธรรมจากพระพรหมคุณาภรณ์มาเล่าให้ฟังว่า มนุษย์เป็นสัตว์ แต่เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ เพราะฉลาด แต่ต้องฝึก ถ้าไม่ฝึกก็เดินไม่ได้

"มนุษย์ต้องมีคนเลี้ยง แม่เลี้ยงเรา ไม่อย่างนั้นตาย ธรรมชาติสร้างคนให้มีสมอง แต่ต้องฝึกตัวเองก่อน จึงจะเจริญมากกว่าสัตว์อื่นๆ ถ้าคนไม่ฝึกตัวเอง ก็จะกลายเป็นสัตว์เลวร้ายที่ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าชาติ ฆ่าแผ่นดิน ถ้าฝึกจนกระทั่งถึงขั้นสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าได้ สูงกว่าทุกอย่างในโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมะทั้งนั้นชีวิตเป็นเรื่องธรรมชาติที่เราต้องเข้าใจว่า ชีวิตเป็นไปตามกรรมคือ การกระทำ ซึ่งไม่ใช่แค่ทางกาย แต่ยังมีทางใจอีก "

นอกจากเรื่องธรรมะ อีกเรื่องที่ไม่คุยบนเวทีคงไม่ได้ ว่ากันถึงอนาคตชาวนาไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป...

"การที่ชาวนาจำนำข้าว มันผิดตั้งแต่แรกแล้ว พวกเขาเชื่อว่า การจำนำข้าวจะทำให้อยู่รอดได้ โดยการพึ่งพิงรัฐบาล มันผิดธรรมข้อใหญ่เลยคือ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ใช่รัฐบาลเป็นที่พึ่งแห่งชาวนา" เดชา กล่าว และคุยต่อว่า

"ที่ผมกล้าพูดแบบนี้ เพราะผมศึกษาและทำเรื่องชาวนามานานกว่า 30 ปี ชาวนาหลายคนตั้งตัวได้ เป็นชาวนาเงินล้าน และเป็นตัวอย่างเยอะแยะ พวกเขาคิดได้และพึ่งตัวเองได้ อย่างชัยพร พรหมพันธุ์ที่เป็นชาวนาเงินล้าน และเคยได้รางวัล แต่รู้ไหมชาวนารอบบ้านเขา ไม่มีใครทำนาตามแบบเขาสักคน ก็ยากจนต่อไปเหมือนเดิม " เขากล่าวและโยงให้เห็นว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็กลับมาสู่วังวนเดิมคือ ยากจนซ้ำซาก เพราะชาวนายังใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง รวมถึงรอคอยให้รัฐช่วยเหลือ

"แล้วเป็นไงชาวนาฆ่าตัวตายไป 11 คน และยังไม่หยุด ไม่รู้จะหาทางออกยังไง ปีนี้แค่เป็นปีเผาหลอก ปีหน้าเป็นปีเผาจริง เรื่องนี้ผมจึงต้องพูดแล้วล่ะ"

เหตุที่ต้องย้ำเตือนสติชาวนา เพราะเขาเคยทำนา และรู้ว่า ชาวนาจะรอดจากความยากจนซ้ำซากได้อย่างไร เพียงแต่พูดไปแล้ว ชาวนาไม่เชื่อ

"ปีหน้าเกิดอะไรขึ้นรู้ไหม การเปิด AEC เปิดตลาดเสรี 10 ประเทศ เราเป็น 1 ใน 10 ประเทศ แล้วประเทศเพื่อนบ้าน 9 ประเทศจะต้องมีตลาดข้าวร่วมกัน ประเทศเราเปิดตลาดข้าวเสรีเต็มที่ แต่ถามว่าประเทศเพื่อนบ้านมีใครส่งข้าวออกมาบ้าง เวียดนาม พม่า และกัมพูชา ปลูกข้าวขาย ต้นทุนถูกกว่าข้าวไทยและคุณภาพดีกว่า เมื่อเปิดตลาดเสรี ไม่มีกำแพงภาษี แล้วชาวนาไทยจะอยู่ได้ยังไง"

นั่นเป็นผลร้ายที่การทำนา ยังต้องพึ่งสารพัดรูปแบบ เรื่องนี้ เดชาบอกว่า หลังจากเปิดการค้าเสรีสิบกว่าปี ถามว่าทุกวันนี้บ้านใครซื้อกระเทียมไทยกินบ้าง แค่จีนประเทศเดียวส่งกระเทียมมาตีตลาด ทำให้คนปลูกกระเทียมล้มละลายไปเก้าสิบเปอร์เซ็นต์

"แล้วถามว่าถ้าสามประเทศเพื่อนบ้านส่งข้าวออกอย่างเสรี อีกสิบปีข้างหน้าชาวนาสิบแปดล้านคน จะเหลือกี่คน ผมเป็นห่วงชาวนาจะสูญพันธุ์"

เพราะเกรงว่า ชาวนาจะสูญพันธุ์ เดชา บอกว่า ยังมีทางเลือก ต้องกลับมาพึ่งพาตนเอง เพราะคนไทยเป็นชาวนากันตั้งแต่ปู่ย่าตายาย และไม่เคยฆ่าตัวตาย แต่เมื่อหลงไปกับมายา หลงว่ารัฐบาลจะช่วยชาวนา และไม่รู้ว่ารัฐบาลหลอกและโกง นั่นเป็นเพราะความโลภ ความหลง ซึ่งที่สุดแล้วก็กลับมาสู่วงจรโง่ จน เจ็บ

"วงจรแบบนี้ต้องใช้ปัญญาตัด ซึ่งชาวนาไม่เคยขอบคุณคนเสียภาษีกว่าแสนล้านบาท แล้วยิ่งกว่านั้นยังเนรคุณ จากที่เคยปลูกข้าวร้อยวันจึงจะเก็บเกี่ยวได้ พอจำนำข้าวได้ราคาแพงๆ ก็เก็บเกี่ยวข้าวช่วงเก้าสิบวัน จะได้ขายเร็วๆ นั่นเป็นการเอาเปรียบ ข้าวเก้าสิบวันไม่มีใครกินหรอกครับ"

หนักกว่านั้น เดชา อยากบอกชาวนาว่า เมื่อชาวนาทำนาไม่ได้ผล แต่ยังมีโควตาใบประทวน ก็เอาใบประทวนเปล่าๆ ไปขายให้โรงสี ขายราคาพัน สองพันบาท แล้วโรงสีก็ไปซื้อข้าวจากกัมพูชามาขาย โกงเงินรัฐบาลอีก

"ชาวนาก็ช่วยโรงสีโกงชาติต่ออีก ซึ่งผมพูดแบบนี้ก็ว่าด่าชาวนา ทำแบบนี้จะตกนรก ถ้าปีหน้าชาวนาไม่ปรับตัวจะอยู่ได้ไหม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมะทั้งนั้น "