วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวังว่าจะมี...ใน TV Digital

ถึงเวลาเปลี่ยนคำถามเดิมๆ เรื่องทีวีดิจิทัลคึออะไรมาสู่การฟังเสียงเรียกร้องของตัวแทนภาคส่วนต่างๆ ที่มีต่อผู้ผลิตรายการดูบ้าง

ร้อนแรงยิ่งกว่าพายุฤดูร้อนที่กำลังโหมกระหน่ำเสียอีกสำหรับ DigitalTV หรือโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ที่เข้ามาแทนที่ทีวีในรูปแบบแอนะล็อกเดิม แน่นอนว่า ความคมชัดของทั้งสัญญาณภาพและเสียงย่อมดีขึ้นกว่าเดิม(มาก) รวมถึงประชาชนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่อย่างหลากหลายได้ง่ายดาย เพราะมีจำนวนช่องให้บริการเพิ่มขึ้น ทว่า นอกจากพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีที่ดีขึ้นแล้ว ยังมีอะไรอีกบ้างที่ "ผู้ชม" ดิจิทัลทีวีคาดหวัง

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

"มี 4 เรื่องที่อยากเห็น คือ 1. โฆษณาดิจิทัลทีวีต้องถูกกฎหมาย คนทำทีทีวีดิจิทัลต้องรู้ว่าอะไรผิดกฎหมาย แล้วต้องไม่ทำ อย่างเช่น ลงโฆษณาไปแล้ว มาบอกว่าไม่รู้ แล้วมาขออนุญาตทีหลัง ไม่ได้ ที่เห็นเยอะคือผลิตภัณฑ์สุขภาพ เป็นปัญหามาก คือไม่ขออนุญาตโฆษณา 2.ทีวีดิจิทัลมาคู่กับการปฏิรูปสื่อ นั่นก็เท่ากับปฏิรูปเจ้าของสื่อ ซึ่งทั้ง 24 ช่องก็แบ่งสัดส่วนกันไป มีทีวีสาธารณะด้วย ซึ่งสิ่งที่เราหวังคือ ในทุกองค์ประกอบของทีวีสาธารณะ อยากให้เป็นไปตามกฎที่ กสทช. กำหนด เป็นสัดส่วนของทีวีสาธารณะตามสัดส่วนองค์กรสาธารณะประโยชน์

"3.เรื่องกล่อง เรามีโอกาสคุยกับเพื่อนที่เป็นชาวเกาหลี เขาบอกว่าใช้เวลา 3 ปีเหมือนเรา แต่เขาใช้เทคโนโลยีของเขาเอง เขาใช้เงินน้อยกว่าเราในการแจกกล่อง คือต้องมีกล่องที่ราคาไม่แพง เรื่องคูปองเขาก็แจกเหมือนกัน เขาใช้เงินน้อยกว่าเรามาก บ้านเรานี่ ไม่แน่ใจราคา ได้ยินมาว่าประมาณ 600-800 บาท แต่เพื่อนที่เกาหลีบอก ของเขาค่ากล่อง 300 บาท คือถึงแม้ไม่ใช่ผู้บริโภคที่เป็นคนจ่ายออกจากกระเป๋าโดยตรง แต่นั่นก็เป็นเงินกองทุนของประเทศ เรื่องนี้ กสทช. ต้องศึกษาให้ดี ควรจะมีนักวิชาการมาช่วยวิเคราะห์ ดูแล เพราะเราแจกคน 20 กว่าล้านครอบครัว และที่สำคัญคืออยากเห็นการแจกกล่องแบบทั่วถึง โดยที่ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงตามทะเบียนบ้าน บางคนอาจจะไม่มีทะเบียนบ้าน เพราะมาอยู่ห้องเช่าในกรุงเทพฯ อะไรแบบนี้ อาจใช้หลักฐานที่แสดงว่ามีห้องหรือบ้านยืนยัน เช่น บิลค่าน้ำค่าไฟ ควรมีโอกาสแจกคูปองให้คนที่สมควรได้รับ ควรร่วมมือกับองค์กรชุมชน อาจจะแจกจากบิลค่าไฟ และ 4. ทีวีดิจิทัล เป็นทีวีบริการชุมชน ควรมีเนื้อหาในชุมชนอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ตามกฎที่วางเอาไว้ และนอกจากโฆษณาแล้ว เราก็อยากเห็นคอนเทนท์ใหม่ๆ ด้วย"

รัฐพล อำพล นักวิจัย หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

"เราก็ติดตามข่าวสารมาบ้าง และก็ทราบว่าการมีดิจิทัลทีวีเป็นการส่งสัญญาณจากแอนะล็อกเป็นดิจิทัล ซึ่งข้อดีของมันก็คือจะมีช่องรายการที่มากขึ้น มีสถานีมากขึ้น สิ่งที่อยากเห็นก็คือรายการที่ช่วยเหลือโลก ผมมองว่าเรามีสารคดีสิ่งแวดล้อมเยอะแล้ว อยากให้มีรายการที่กลุ่มคน หรือกลุ่มภาคี ที่ทำงานแบบช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมในแบบของเขา เราอยากให้เสนอแนวการทำงาน การแก้ปัญหา และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อที่ว่าจะได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหรือชุมชนอื่นๆ ช่วยจุดประกายให้เขามีแนวทาง คือสมมติว่าผมอยู่ในชุมชนของผม ผมว่าสิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศในชุมชนมันมีปัญหา แต่เราอาจจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ถ้ามีรายการแบบนี้ และมีการนำเสนอการแก้ไขปัญหาของชุนชมที่อาจจะมีปัญหาคล้ายๆ กัน เราก็จะได้รู้ว่าเขามีแนวทางการแก้ปัญหาอย่างไร เราจะได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้ให้เข้ากับชุมชนของเรา

"การช่วยเหลือโลกจริงๆ มันยังไม่มีอาชีพชัดเจน ส่วนใหญ่ก็เป็นอาสาสมัครกันทั้งนั้น จะให้กลุ่มคน หรือกลุ่มภาคีต่างๆ มาเช่าสัญญาณเพื่อทำรายการทีวีหรืออะไรมันก็อาจจะเป็นไปได้ยาก เราจึงอยากเห็นรายการแบบนี้เพื่อสร้างหรือกระตุ้นให้เกิดการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือแบบนี้ก็ได้นะ คือให้โอกาสกลุ่มคนที่เขาใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เขาอาจจะอยู่ในสถานที่ที่ไม่เอื้อต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่นอยู่ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่น้อย แต่สนใจงานด้านนี้ ก็อาจจะให้เขาได้มีส่วนร่วมในการผลิตสื่อ หรือช่วยเรื่องการเผยแพร่ข่าวสารเพื่อให้ทั่วประเทศได้รับรู้ว่ามีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ไหน อย่างไร ผมอยากให้มีการกระจายข่าวที่เหมาะสม"

ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก

"ป้าอยากให้ดิจิทัลทีวี มีเรื่องของการพูดคุย หรือสิ่งที่เป็นทางเลือก เพราะว่าคนส่วนหนึ่งคิดว่าตัวเองไม่มีทางเลือก หรือมีข้อจำกัด ส่วนตัวป้าจะรำคาญกับคำว่าข้อจำกัดมาก คือถ้าเป็นข้อจำกัดทางธรรมชาติ เช่น สึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว อะไรแบบนี้มันเป็นข้อยกเว้น เพราะเราไม่ได้กำหนดมัน แต่ข้อจำกัดที่ตัวเองเป็นคนกำหนด ร้อนไป หนาวไป อ้วนไป ผอมไป หรือฉันทำไม่ได้ อะไรแบบนี้ มันคือข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้น ซึ่งส่วนตัวป้าไม่มีข้อจำกัดตรงนี้ไง ป้าก็เลยอยากให้มีรายการที่จะช่วยบ่มผู้คน หรือสร้างเอ็มพาวเวอร์ให้ผู้คนได้

"คนทำทีวีเขาเรียนมาทางด้านนี้โดยเฉพาะ เขามีความสามารถ มีทักษะที่ถูกบ่มมาตลอด เพราะฉะนั้น การนำเสนอของเขาจะมีสีสัน น่าสนใจ แต่เนื้อหาที่ผ่านมามันเบา แทบจะไม่มีพลังเลย เพราะฉะนั้น ป้าอยากให้ทีวีช่วยกระตุ้นพลังพิเศษที่ทุกคนมีอยู่แล้วนี่แหละ กระตุ้นให้ออกมา คนทำทีวีมีพื้นฐาน มีเทคนิคในการทำงานด้านนี้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนทำทีวียังไม่มีคือเรื่องราว เด็กบางคนหรือคนที่มีความหลากหลายทางเพศบางคนอาจจะมีประสบการณ์ชีวิตหรือเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่พวกเขาไม่ได้เรียนมาด้านนี้ ไม่มีประสบการณ์ทางทีวี เราอาจจะชวนเขามาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตรายการมันก็อาจจะได้มุมมองใหม่ๆ

"ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่ามีสกู๊ปอยู่บ้าง แต่สกู๊ปมันฉาบฉวย เราไม่ได้เรียนรู้เขาจริงๆ เราไปทำสกู๊ปผู้หญิงแถวพัฒน์พงศ์ บางครั้งรู้บ้างไม่รู้บ้าง จบ แต่ถ้าเราให้ผู้หญิงพัฒน์พงศ์มาทำรายการทีวี เราก็อาจจะได้เห็นแง่มุมที่มันหลากหลาย และมาจากตัวเขาจริงๆ มันสามารถทำงานร่วมกันได้ คือคนที่มีความรู้ด้านการทำทีวีกับความจริงของคนที่อยู่ในอาชีพนั้นๆ ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะเปิดโอกาสให้พวกเขามั้ย เขามีบางมุม เรามีบางมุม"

สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านผาหมอน จังหวัดเชียงใหม่

"ในกระแสปัจจุบัน ทีวีดิจิทัลเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบทีวีแบบเดิม ถ้ามองเรื่องคุณภาพ ภาพคมชัดขึ้น มีจำนวนช่องรายการมากขึ้น และช่องทางการรับสื่อของชาวบ้านก็จะมีมากขึ้น คือการสื่อสารมันไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่เหมือนเมื่อก่อน ชาวบ้านหรือคนในชนบทสามารถรับข่าวสาร หรือติดตามสถานการณ์ได้ เพราะมีดาวเทียม มีการกระจายการสื่อสาร การมีทีวีดิจิทัล มันก็เลยเป็นทางเลือกให้ชุมชนมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เราอยากเห็นคือการใช้ทีวีดิจิทัลเพื่อเป็นช่องทางในการนำเสนอทางออกให้กับชุมชน อย่างเช่นเรื่องความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน ควรมีการนำเสนอที่ชัดเจน ไม่เหมือนช่องฟรีทีวีปกติที่คนดูเยอะก็จริง แต่เนื้อหามันไม่กระจาย จะทำเรื่องความขัดแย้งก็ไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้ค้นหาความจริงทั้งหมด แต่ถ้าเป็นทีวีดิจิทัลแล้ว ผมคิดว่าผู้ผลิตน่าจะมีความลึกซึ้งมากกว่า รึเปล่า อันนี้ผมคิดเองนะว่า มันน่าจะเป็นแบบนั้น"

มณเฑียร บุญตัน นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และสมาชิกวุฒิสภา

"ในฐานะที่ผมเป็นคนพิการคนหนึ่งที่ได้รณรงค์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและความรู้มาโดยตลอด ผมก็มีความคาดหวังว่าในยุคดิจิทัลทีวีจะมีการเปิดพื้นที่ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและความรู้ให้แก่คนพิการเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับชมรับฟัง การเข้าถึงอุปกรณ์ที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการเข้าถึงโดยการไปซื้อไปหามาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเข้าถึงการใช้จริงๆ หมายความว่าอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้จะต้องได้รับการออกแบบ ให้อยู่ในลักษณะที่ไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ของคนพิการ

"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแสดงผลข้อมูลในการควบคุมการทำงานของกลไกต่างๆ บนเครื่อง ซึ่งมาตรฐานของอุปกรณ์เหล่านี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในสากล และบริษัทที่ผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ต่างๆ ก็เริ่มเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนที่ไม่ปรากฎอยู่บนเครื่องรับโทรทัศน์ ก็อาจจะต้องไปปรากฏอยู่บนอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น Set-Top-Box ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริงเช่นกัน

"อันดับต่อมาคือ การเข้าถึงเนื้อหาสาระของรายการต่างๆ กฎหมายบ้านเราก็มีระบุไว้ชัดแจ้งอยู่แล้วใน พรบ.กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2550 ที่ผมก็ได้มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวด้วย ผู้จัดทำรายการจะต้องจัดให้มีสื่อ หรือ รูปแบบของการนำเสนอที่คนทุกคนรวมถึงคนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด...

"ท้ายสุดผมหวังว่าดิจิทัลทีวีจะเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสารและความรู้อย่างแท้จริงจะไม่ไปสร้างความเหลื่อมล้ำให้มีมากขึ้น เพราะถ้าความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นการความเจริญที่เอาเปรียบ ไม่มีความเป็นธรรมตั้งแต่เริ่มแรก ไม่มีการออกแบบหรือไม่ได้เปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงหรือได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง ก็จะนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความไม่สงบสุขของสังคมสืบต่อไป"