จากปักกิ่งถึงกำแพงเมืองจีน มีบทวัดใจในการปีนป่ายพร้อมกับอุณหภูมิสุดยะเยือก
ไม่ใช่โอกาสธรรมดา แต่ถือเป็นโอกาสทองเลยทีเดียว เพราะหลังจากการสัมมนาอันคร่ำเคร่งเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ดนตรี ภายในห้องประชุมอันอุดอู้ของโรงแรมแห่งหนึ่งในนครปักกิ่ง ในท้ายที่สุด เรามีแผนไปเที่ยวชมกำแพงเมืองจีนเป็นเวลาครึ่งวัน ก่อนจะบินลัดฟ้ากลับเมืองไทย
ทว่า อากาศเดือนมกราคมที่ปักกิ่ง ไม่เพียงเหน็บหนาวอย่างโหดร้ายทารุณ ขนาดดำดิ่งติดลบลงไปหลายองศาเซลเซียสเท่านั้น แต่หมอกควันที่ปกคลุมเมืองหลวงของจีนแห่งนี้ ยังทวีความรุนแรงถึงขั้นออกประกาศเตือนภัยว่า มีฝุ่นละอองสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานถึง 26 เท่า
นั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไม่มีใครออกมาเดินเล่นบนท้องถนนยามค่ำคืนกระมัง เห็นคนท้องถิ่นต่างจ้ำอ้าวๆ รุดไปยังเป้าหมาย พร้อมกับสวมหน้ากากป้องกันตัวเองอย่างเอาจริงเอาจัง คงจะมีเพียงนักเดินทางบางกลุ่มเท่านั้นที่ปรารถนาจะใช้วันเวลาในต่างแดนให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ว่าจะหนาวเพียงใด สภาพอากาศแย่เพียงไหน ชาวเราก็ทำตัวชิล เดินเตร็ดเตร่ แวะเวียนไปเยือนที่นั่นที่นี่ หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจประจำวันเสมอ
อย่างน้อยๆ ในจำนวนนี้ ต้องมี โฮ่วไห่ (Houhai) ทะเลสาบแห่งเมืองปักกิ่ง ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุม เป็นย่านสังคมกินดื่มยามราตรีของที่นี่ ซึ่งเพิ่งมาดังเปรี้ยงปร้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง
ทะเลสาบโฮ่วไห่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอีกชื่อว่า เหอฮวา ซือฉาง (Hehua Shichang) หรือ “ตลาดดอกบัว” ในช่วงอากาศต่ำกว่าจุดเยือกแข็งยามนี้ จึงกลายสภาพเป็นทะเลสาบน้ำแข็งไปโดยปริยาย แถมมีพื้นที่บางส่วนเปิดเป็นลานเล่นสเก็ตน้ำแข็งให้ด้วย ขณะที่ร้านรวงรอบๆ ทะเลสาบนั้น ประเมินด้วยสายตาดูแล้ว ยังไม่น่าจะคึกคักเท่ากับฤดูกาลอื่นๆ เป็นแน่แท้
เป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี หรือเพราะนิสัยเสียส่วนตัว ไม่ทราบได้ แต่พ่อค้าร้านริมทางรายหนึ่งออกลายด้วยการขอเรียกเก็บเงินซ้ำ กับสินค้าโยเกิร์ตในกระปุกเซรามิกไปแบบเรียบร้อยโรงเรียนจีน โดยที่ไม่สามารถสื่อสารภาษากันได้รู้เรื่อง เราพยายามอธิบายว่า จ่ายเงินกระปุกแรกไปแล้วนา แต่อีกฝ่ายนับจำนวนกระปุกที่ซื้อมาทั้งหมด รวมทั้งกระปุกแรก แล้วขอเงินตามนั้น ทั้งที่เรามากันหลายคน เห็นอยู่ตำตาว่า กระปุกแรกจ่ายเงินไปตั้งแต่ต้น แต่สุดท้าย ต้องยอมจำนน จ่ายแผ่นกระดาษพิมพ์สีรูปหน้าเหมาเจ๋อตุงตัดรำคาญไปในที่สุด
โฮ่วไห่ เป็นประสบการณ์เรียกน้ำย่อย ให้ความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ในมิติของ Lost in Translation ขณะที่เราคิดฝันไปไกลกว่านั้น ถึงภาพกำแพงเมืองจีนที่จะประจักษ์แก่สายตาในวันรุ่งขึ้น แล้วจะเจออะไรอีกไหม
-1-
เช้าตรู่วันเดินทางกลับ อากาศค่อนข้างขมุกขมัว ประตูล็อบบี้ทางเข้าโรงแรมริทซ์ คาร์ลตัน ปักกิ่ง เปิดออกเป็นระยะๆ จากการเคลื่อนไหวของอาคันตุกะที่ผ่านเข้าออก พร้อมๆ กับหอบลมหนาวเข้ามาเป็นระลอก ๆ พลอยทำให้หลายคนใจฝ่อ เมื่อคิดได้ว่า เช้าวันนี้จะต้องไปลุยกำแพงเมืองจีนแล้วซีนะ
“ไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน ไม่อาจนับเป็นผู้กล้า” สำนวนจีนโบราณ สำเนียงพากย์แบบพันธมิตร แทรกเข้ามาในความคิดคำนึง อาจจะด้วยความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์แห่งนี้ ทำให้การเดินทางไปเยือนกำแพงเมืองจีน เป็นอีกหนึ่งในภารกิจที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้
จากใจกลางเมืองปักกิ่ง มีรถบัสที่ชาวคณะเช่าจับจองไว้สำหรับการเดินทางทริปนี้ ซึ่งจะมุ่งหน้าออกนอกเมืองไปทางเหนือราว 1 ชั่วโมงเศษ โดยเราจะปีนขึ้นกำแพงเมืองจีนที่จุดชมวิวยอดนิยม มีชื่อเรียกว่าด่าน “ปาต๋าหลิ่ง” (Badaling) หรือ ในความหมายว่า "ด่าน 8 ทิศ" นั่นเอง
เพราะออกเดินทางแต่เช้า รถรายังไม่ติดขัดนัก กอปรกับลีลาการขับขี่ที่นุ่มนวลของพลขับรถบัสคันนี้ ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า แตกต่างชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าจากรถแท็กซี่ทุกๆ คันที่เคยนั่งโดยสาร หรือ “ผจญภัย” มาก่อนหน้า ทำให้เกือบทุกคนงีบหลับกันอย่างสบายใจอีกหน กว่าจะมารู้สึกตัวอีกครั้ง เมื่อถึงลานจอดรถของด่านปาต๋าหลิ่ง ซึ่ง ณ เวลานั้น สังเกตเห็นว่ามีรถยนต์จอดกันเพียงไม่กี่คัน แสดงว่าเรามากันตั้งแต่ไก่โห่เลยทีเดียว
แค่ความเย็นยะเยือก เมื่อประตูรถเปิด ทุกคนก็เริ่มตระเตรียมความพร้อมในการเผชิญความหนาวกันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ รวมถึงการเสริมความอบอุ่นด้วยเสื้อชั้นต่างๆ ก่อนจะไปลุ้นเบื้องหน้าว่า ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นรุนแรงเช่นนี้ จะมีใครบ้างนะมาเยือนกำแพงเมืองจีนเหมือนชาวเรา
ณ ด่านปาต๋าหลิ่ง เวลานั้น ทุกอย่างดูเงียบเหงา เมื่อเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่ของพื้นที่ แม้กระทั่งร้านรวงส่วนใหญ่ ก็ยังไม่เปิดให้บริการ อาจจะเป็นเพราะยังเช้าตรู่อยู่ก็เป็นได้ เราเดินเข้าสู่ทางขึ้นด้านทิศตะวันออก (ขณะที่ทางขึ้นอีกด้านหนึ่ง จะมีบริการรถเคเบิล เพื่อขึ้นไปถึงยอด) โดยระหว่างเส้นทาง เราผ่านจุดบริการห้องน้ำขนาดใหญ่ที่มีระบบสุขภัณฑ์มาตรฐาน ยังดูสะอาดสะอ้าน ภายในติดเครื่องทำความร้อน ทำให้สภาพอากาศอบอุ่น จนไม่อยากก้าวออกไปรับลมหนาวเลยเชียว
จากทางขึ้น เดินไปอีกหลายร้อยเมตร กระทั่งถึงจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมกำแพงเมืองจีน ราคาใบละ 45 หยวน ถึงตอนนี้ ทุกคนก็พร้อมแล้วสำหรับการพิสูจน์ใจและร่างกายในการปีนป่ายกำแพงเมืองจีน
-2-
อันที่จริง หากจะใช้คำว่า 'ปีนป่าย' ก็ชวนให้จินตนาการเห็นภาพกิจกรรมที่ทุลักทุเลไปสักหน่อย แม้ภาษาปะกิตที่ระบุไว้ในเหรียญที่ระลึกสำหรับผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน (แม้จะเดินเล่นเพียงบางส่วนเสี้ยว) จะเขียนว่า climb ก็เถอะ
เพราะเอาเข้าจริงๆ สิ่งปลูกสร้างโบราณอายุกว่า 2 พันปีแห่งนี้มีโครงสร้างที่แข็งแรงแน่นหนาด้วยอิฐก้อนใหญ่และแกนหิน มีขั้นบันไดหรือทางลาดสำหรับไต่ระดับความชัน และสันกำแพงมีอาณาบริเวณกว้างขวาง 4-5 เมตร สำหรับการเดินสำรวจได้อย่างสบายๆ โดยในสมัยโบราณ ทางกองทัพ สามรรถใช้ม้า 4-5 ตัวพร้อมๆ กัน ในการลำเลียงทหาร อาหาร และยุทธปัจจัย
เมื่อเข้าสู่อาณาบริเวณอันยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองจีน การหลงคิดไปว่าเราน่าจะเป็นคณะเดินทางแรกๆ ในเช้าวันนั้นก็เปลี่ยนไป เมื่อจุดชมวิวคราคร่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน จนอดคิดไม่ได้ว่า หากอยู่ในช่วงอากาศทารุณขนาดนี้ (ราว 0-2 องศาเซลเซียส) แต่ด้วยแรงลมที่ปะทะอยู่ตลอดเวลา (ให้ความรู้สึกราว -10 องศาเซลเซียส) ยังมีนักท่องเที่ยวขนาดนี้ ในช่วงสภาพอากาศดีๆ กองทัพนักท่องเที่ยวคงจะมีปริมาณมหึมากว่านี้อีกหลายสิบเท่า
บางที การมาเยือนกำแพงเมืองจีน อาจจะเป็นการพิสูจน์ภาวะทางจิตใจและร่างกายได้ไม่แพ้มาตรวัดอื่นๆ
คนจีนเรียกกำแพงเมืองจีนว่า "ฉางเฉิง" (Changcheng) แต่มักนิยมสร้อยคำต่อท้ายเพื่อบอกเป็นนัยถึงความยิ่งใหญ่ กลายมาเป็นคำพูดติดปากว่า "หว่านหลี่ฉางเฉิง" (wanli changcheng) หรือในความหมายว่า กำแพงหมื่นลี้นั่นเอง เพราะวัดโดยระยะทางของกำแพงเมืองจีน ที่สร้างต่างช่วงเวลากัน นับจากสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นต้นมา รวมแล้วมีระยะทางกว่า 8 พันกิโลเมตร หรือเป็นระยะทางกว่าหมื่นลี้ไปแล้ว โดยผลสำรวจล่าสุดของนักโบราณคดียังได้พบกำแพงเมืองจีนในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศ เป็นความยาวกว่า 2 หมื่นกิโลเมตรอีกด้วย
โดยทั่วไปแล้ว กำแพงเมืองจีนในปัจจุบัน หมายถึงกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368 -1644) ระหว่างด่านเจียอี้กวนในมณฑลกันซู่ทางภาคตะวันตกถึงริมฝั่งแม่น้ำยาลู่ในมณฑลเหลียวหนิงทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ผ่าน 9 มณฑลนคร และเขตปกครองตนเองของจีน โดยจุดชมกำแพงเมืองจีนยอดนิยมที่สุด ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง โดยใช้เวลาสร้างนานเกือบ 100 ปี หนีไม่พ้นกำแพงเมืองจีนที่ ด่านปาต๋าหลิ่ง แห่งนี้นั่นเอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถนนสายโบราณกวนโกว บนภูเขาจวินตู อำเภอเอี๋ยนชิ่ง ชานเมืองของกรุงปักกิ่ง
ด่านปาต๋าหลิ่ง เป็นหนึ่งในเก้าด่านที่มีชื่อเสียงของจีน และยังเป็นกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิงที่มีเอกลักษณ์ กำแพงเมืองจีนในช่วงนี้ นับว่ามีความสูงชันและตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดี จึงเป็นปราการสำคัญที่ป้องกันกรุงปักกิ่งในสมัยราชวงศ์หมิง ลักษณะของกำแพง ด้านนอกเขตจะมีผนังสูงกว่าอีกด้าน เพื่อป้องกันภัยจากผู้บุกรุก มีตัวป้อมปราการกระจายเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ นอกจากนี้ เนื่องจากด่านนี้สามารถใช้เป็นเส้นทางที่เดินทางไปได้ทั่วทุกทิศ จึงได้ชื่อว่า “ปาต๋าหลิ่ง” (ด่าน 8 ทิศ) ด้วยความสูงชันและสามารถมองเห็นขุนเขาได้รอบด้าน ในสมัยโบราณจึงมีคำกล่าวที่ว่า
“ความสูงชันของด่านจวียงกวน ไม่อาจสู้ด่านปาต๋าหลิ่งได้”
-3-
คณะนักท่องเที่ยวชาวไทย น่าจะถอดใจในการเดินขึ้นๆ ลงๆ กับระดับสูงๆ ต่ำๆ ของ "ฉางเฉิง" มาหลายรอบแล้ว ยิ่งเมื่อลมหนาวปะทะเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำท่าจะบอกลาเอาง่ายๆ เพราะชาทั้งมือ ทั้งหน้า และใบหูที่แทบจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรอีกแล้ว
แต่เมื่อเห็นเด็กเล็กๆ อาตี๋อาหมวยที่ยังไม่ถอย พร้อมด้วยผู้เฒ่าบางคนที่เหยียดยิ้มอย่างเยาะเย้ย เราต่างกัดฟันเดินฝ่าไปได้ อีกหลายป้อมปราการเช่นกัน
ระหว่างย่ำเดินไปบนอิฐหินที่วางตัวอย่างเป็นระเบียบ อดนึกถึงคำกล่าวเปรียบเปรยถึงเห็นความยิ่งใหญ่ในฐานะ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกนี้ไม่ได้ว่า กำแพงเมืองจีน เป็นเสมือนหลุมฝังศพที่ยาวที่สุดในโลก เพราะก่อสร้างด้วยน้ำมือและชีวิตของมนุษย์ที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงาน และต้องมาพบจุดจบที่นี่จำนวนหลายล้านคน โดยส่วนใหญ่ใครที่ตายลงก็มักถูกฝังลงใต้กำแพงแห่งนี้แหละ
นั่นเป็นเหตุผลที่พอให้เข้าใจได้ว่า ในขณะที่สายตาคนนอกมองกำแพงเมืองจีนในฐานะสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ แต่คนจีนจำนวนไม่น้อยกลับมองสิ่งปลูกสร้างนี้เป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่เสียมากกว่า ยิ่งกว่านั้น คนในพื้นที่ท้องถิ่นห่างไกลออกไป แทบจะไม่มีสำนึกถึงการอนุรักษ์เลยด้วยซ้ำ ดังที่มีรายงานเป็นระยะๆ ว่า กำแพงเมืองจีนในหลายพื้นที่กำลังมีสภาพเสื่อมโทรมลงทุกที
จากประวัติศาสตร์ ยังทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมอีกว่า ด้วยสิ่งปลูกสร้างนี้ ก็ใช่ว่าจะสามารถป้องกันภัยจากศัตรูที่รุกรานได้ไม่ เมื่อในเวลานั้นสภาพบ้านเมืองมีความอ่อนแอและขาดความสามัคคี กำแพงเมืองจีนด้านหนึ่ง จึงสะท้อนถึงความไม่จีรังยั่งยืนของอำนาจด้วยเช่นเดียวกัน
-4-
ไม่มีบันทึกชัดเจนว่า เราสามารถเดินไปได้ไกลแค่ไหน ระหว่างการเยี่ยมชม "ฉางเฉิง" ที่มีตัวเลือกให้ ตั้งแต่เดินไปทางฝั่งตะวันตกหรือตะวันออก จะขึ้น "เคเบิล คาร์" หรือกระเช้า ที่อำนวยความสะดวก หรือจะใช้ "สไลดิง คาร์" หรือรถรางเลื่อนที่กระจายอยู่ฝั่งละจุด
แต่เมื่อพละกำลังอ่อนล้าลงเรื่อยๆ กับใกล้จะถึงเวลาต้องออกเดินทางไปสนามบิน เมื่อมองเห็นทางลงด้วยรถรางเลื่อน เราจึงตัดสินใจบอกอำลากำแพงเมืองจีน ด้วยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกคนละ 30 หยวน สำหรับลัดเลาะลงไปตามไหล่เขา ด้วยเส้นทางของ "สไลดิง คาร์" (หากเดินไปอีกฝั่งหนึ่ง สามารถนั่งกระเช้ากลับมาที่ลานจอดรถ ในราคา 40 หยวน หรือซื้อตั๋วไปกลับ 60 หยวน)
ก่อนจากกัน ยังมีร้านค้าในบริเวณนั้นที่ชวนให้อาลัยอาวรณ์ ที่นี่เปิดให้บริการทำเหรียญพิชิตกำแพงเมืองจีน มีการสลักชื่อไว้ แถมกำกับวันที่ไว้พร้อมสรรพ นัยว่าเพื่อเป็นที่ระลึกว่า "ฉันได้มาพิชิตกำแพงเมืองจีนแล้วนะ" (ทราบมาว่า ในความจริงนั้น หากคุณขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ที่นั่นจะมีบริการแผ่นสลักหินที่ลงนามคนพิชิตที่แท้จริง ว่ากันว่า เท่กว่ามาก)
ด้วยขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่ เมื่อลงจากรถเลื่อนแล้วเดินมาตามทางออก เราต้องผ่านสวนสัตว์ขนาดย่อม เห็นมีหมีดำนอนอยู่ในกรงด้านข้าง พร้อมกลิ่นสาบๆ ของสัตว์ป่า แต่ที่ขาดไม่ได้และมีอยู่ทั่วไป นั่นคือร้านค้าที่ขายสินค้าท้องถิ่นที่มีให้ดูสารพัดสารพัน จนกระทั่งมาพบว่าตัวเองอยู่ด้านหน้าของสวนสัตว์แห่งหนึ่ง มิใช่ลานจอดรถอย่างที่เข้าใจกัน
เมื่อสอบถามคนละแวกนั้น จึงได้ความว่า จะต้องจ้างรถยนต์เพื่อกลับไปส่งที่ลานจอดรถ ด้วยสนนราคาหลายอัฐค์เหมือนกัน แต่หากสมัครใจเก็บเงินไว้ในกระเป๋า แล้วเดินไปท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นชั่วโมงทีเดียว โชคดีที่ตอนนั้นมีกลุ่มนักเรียนไทยที่มาเรียนภาษาในปักกิ่งแวะผ่านมา เลยช่วยเจรจาความ ส่งเสียงดังโช้งเช้ง ตะคอกกันพอเป็นพิธี จนต่อรองได้ราคาที่พอเหมาะ
ระหว่างนั่งอยู่บนรถรับจ้างคันนั้นเพื่อกลับไปยังลานจอดรถหลายกิโลเบื้องหน้า ใครบางคนวาบความคิดออกมาดังๆ ว่า "แล้วทำไมเราไม่โทร.เรียกรถบัสกลับมารับเราที่นี่่ล่ะ" แน่ะ ! ฟังดูเข้าท่าทีเดียว
แต่มีใครสักคนตอบมาว่า "แล้วพอจะคุยเป็นภาษาจีน ให้เขาขับรถมารับเราได้ถูกที่รึเปล่าล่ะ"
เงียบ... ไปหลายอึดใจ
นี่คงเป็นอีกประสบการณ์ของ Lost in Translation อีกครั้ง !





