สวน...ที่รัก

สวน...ที่รัก

สวนสวย ดอกไม้งาม อากาศหนาวสุดขั้ว ต้องยกให้อ่างขาง ลองไปสักครั้ง แล้วจะติดใจ....

ตอนเพื่อนถามว่า "จะไปเที่ยวอ่างขางไหม ? " แค่ได้ยินชื่อ...ก็น่าสนใจแล้ว

สืบเนื่องมาจาก 'หมูหวาน' นักชิมสะท้านโลกันต์ ติดภาระกิจ ไม่อาจไปร่วมทริปเอ็กซ์คลูซีฟตามสไตล์ของเธอได้ เธอก็เลยส่ง 'ป้อมยาม' มาตามรอยพระราชา เลอทัวร์เดออ่างขาง เพราะเห็นว่า คงไม่เคยสัมผัสบรรยากาศหรูๆ แบบนี้

แม้จะเคยมีประสบการณ์การเดินทางไปอ่างขางแล้วสามครั้ง และ 1 ใน 3 ครั้ง เพื่อนขับรถถลาลงตามไหล่เขา และไม่ต้องสงสัย เบรคแตก...

นั่นเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในการท่องเที่ยวที่ทุกคนไม่เคยลืม และตอนนั้นเพื่อนสองคนต้องโบกรถลงไปเรียกรถอีกคันในตัวเมือง เพื่อมาลากรถเบรคแตก จากนั้น 8 ชีวิตก็โซซัดโซเซลงไปนอนในตัวเมือง

เพราะความสูงเสียดฟ้าของอ่างขาง และโค้งปราบเซียน เป็นที่ร่ำลือนักหนาว่า "ถ้าไม่แน่จริง ขับไม่เก่ง อย่าได้ริอ่าน" เพราะหลังจากนั้น เราไม่ได้ไปกับเพื่อนที่ขับรถคันนั้นอีกเลย

แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ความสูงและหนาวกลางหุบเขาอ่างขาง ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางไปสัมผัสความหนาวเย็นทุกปี

ถ้าใครได้ไปสักครั้ง ก็จะรู้ว่า อ่างขางเป็นหนึ่งในสถานที่น่าท่องเที่ยวของเมืองไทยเลยทีเดียว นั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เจ้าหน้าที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ต้องคอยชุบชีวิตดอกไม้เมืองหนาว และสรรหาดอกไม้หน้าตาแปลกๆ มาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้สวยเสมอ สดเสมอ เพื่อต้อนรับหมู่เฮาคนไทย

เพื่อให้สวนหลากหลายสไตล์ในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นที่รักของนักท่องเที่ยว จึงต้องทำด้วยใจรัก เวลาจะปลูกดอกไม้ ก็ต้องค่อยๆ พรวนดิน รดน้ำ หมั่นจับหนอน จับแมลง ไม่เช่นนั้นดอกไม้ไม่เบ่งบาน ที่สำคัญต้องรู้ใจต้นไม้ที่มาจากแดนไกล แรกๆ อาจยากสักนิดในการศึกษาเรียนรู้ แต่เมื่อรู้แล้วว่า ต้องรดน้ำหรือใส่ปุ๋ยแค่ไหน ก็ไม่ยากแล้ว

ต้นไม้ก็ไม่ต่างจากคนรัก ถ้าไม่ดูแลเอาใจใส่ ก็เฉา เมื่อดูแลให้สมดุล มันก็ตอบแทนด้วยสีสันที่สดใส...

1.

ว่ากันว่า อ่างขาง เป็นชื่อเรียกในภาษาเหนือ หมายถึง อ่างรูปสี่เหลี่ยมตามลักษณะของดอยอ่างขาง ซึ่งเป็นดอยที่มีรูปร่างของหุบเขา มีความยาวล้อมรอบประมาณ 5 กิโลเมตร กว้าง 3 กิโลเมตร ตรงกลางของอ่างขางเดิมเป็นภูเขาสูง เช่นเดียวกับบริเวณโดยรอบ แต่เนื่องจากเป็นภูเขาหินปูน เมื่อถูกน้ำฝนชะก็จะค่อย ๆ ละลายเป็นโพรง แล้วยุบตัวลงกลายเป็นแอ่ง มีพื้นที่ราบความกว้างไม่เกิน 200 เมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง

สถานีเกษตรหลวงอ่างขางอยู่ในระดับสูงเสียดฟ้าจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร ยอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร พื้นที่กว้างใหญ่กว่า 16,577 ไร่ ในอดีตสถานที่แห่งนี้มีเพียงชาวเขาอาศัยอยู่ และพวกเขานิยมปลูกฝิ่น 45 ปีที่แล้ว ในหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและทรงทราบเรื่องราว จึงเปลี่ยนจากไร่ฝิ่นเป็นแปลงเกษตรเมืองหนาว เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เพราะพระองค์ทรงทราบว่า ชาวเขาได้เงินจากฝิ่นเท่ากับไการปลูกท้อพื้นเมือง และทรงทราบว่าที่สถานีทดลองไม้ผลเมืองหนาว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทดลองวิธีติดตา ต่อกิ่งกับท้อฝรั่ง จึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 1,500 บาท เพื่อซื้อที่ดินและไร่ในบริเวณ ดอยอ่างขาง ส่วนหนึ่ง

จากนั้นจึงโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้นเป็นโครงการส่วนพระองค์ เมื่อ พ. ศ. 2512 โดยทรงแต่งตั้งให้ หม่อมเจ้า ภีศเดช รัชนี เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการในตำแหน่งมูลนิธิโครงการหลวง ใช้เป็นสถานีวิจัยและทดลองปลูกพืชเมืองหนาวชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล ผัก ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อเป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรชาวเขา ในการนำพืช เหล่านี้มาเพาะปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้พระราชทานนามว่า "สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง"

ช่วงที่ฉันขึ้นไปอ่างขาง อุณหภูมิหนาวเย็นมาก บางคืนต้องนั่งผิงไฟ อากาศหนาวเย็นแบบนี้ ทำให้พืชเมืองหนาวที่มาจากต่างประเทศเติบโตได้ดี แต่ที่สำคัญคือต้องรู้ใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีผลผลิต เพราะที่นี่่มีไม้ผลเมืองหนาวหลายชนิด อาทิ ท้อ บ๊วย พลัม สตรอเบอร์รี่ สาลี่ ราสพ์เบอร์รี่ พลับ กีวี ลูกไหน รวมถึงผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด พวกแครอท ผักสลัดต่างๆ ฟักประดับ มะเขือม่วงก้านดำ ฯลฯ และไม้ดอกเมืองหนาวกว่า 20 ชนิด เช่น คาร์เนชั่น กุหลาบ แอสเตอร์ เบญจมาศ ฯลฯ

เหมือนเช่นที่กล่าวมา บนดอยอ่างขางมีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่จำนวนมาก ตั้งแต่ชาวไทยภูเขาเผ่าจีนฮ่อ ไทยใหญ่ มูเซอดำ และปะหล่อง พวกเขาอาศัยอยู่โดยรอบกว่า 600 ครัวเรือนใน 6 หมู่บ้าน ส่วนสภาพอากาศจะเย็นสบายตลอดทั้งปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 16.9 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศเย็นจนน้ำค้างกลายเป็นน้ำค้างแข็ง และต้นปีที่๋ผ่านมา อุณหภูมิอยู่ในขั้นติดลบ

2.

หากถามว่า ฉันชอบสวนไหนมากที่สุด...ขอยกให้ สวนบ๊วย เป็นตัวเอก

เวลานั่งทานอาหารใต้ต้นบ๊วยในช่วงที่หนาวเย็น แสงและเงาใต้ต้นบ๊วยสวยจับใจ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่ต้องพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น โรงเรือนดอกไม้ ที่จัดแสดงไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด มีมุมนั่งเล่นพักผ่อนชมดอกไม้สวยๆ และในโรงเรือนแห่งนี้ ก็มีบรรยากาศหนาวเย็นไม่แพ้ด้านนอก ที่สำคัญคือ มีดอกไม้สวยๆ อาทิ กล้วยไม้ประเภทต่างๆ บีโกเนีย มอส เฟิร์น โคมญี่ปุ่น

นอกจากนี้บางมุมยังจัดเป็นสวนกล้วยไม้ซิมบิเดียมลูกผสมหลากหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังรวบรวมเฟิร์นชนิดต่างๆ ตกแต่งให้กลมกลืน ร่มรื่นเข้ากับสภาพภูเขา หินและลำธารน้ำตก และยังมีกลุ่มกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีคางกบ และรองเท้านารีฝาหอย ฯลฯ ,กลุ่มดอกโคมญี่ปุ่นชนิดต่างๆ อาทิ โคมญี่ปุ่นดอกใหญ่ โคมญี่ปุ่นดอกซ้อน โคมญี่ปุ่นดอกเล็ก และโคมญี่ปุ่นแคระ รวมถึงไม้ดอกกระถางตามฤดูกาล หมุนเวียนเปลี่ยนไปตลอดทั้งปี ถ้าเป็นฤดูฝนและร้อนก็เป็นบีโกเนียหัว ,มังกรคาบแก้ว ส่วนฤดูหนาว เป็นไซคลาเมน พริมูล่าชนิดต่างๆ และแอฟริกันไวโอเลต ฯลฯ

ในส่วนของสวนบอนไซ อยู่ในบริเวณสถานีฯ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้เขตอบอุ่นและเขตหนาวทั้งในและต่างประเทศ ปลูก ดัด แต่ง โดยใช้เทคนิคบอนไซ งานศิลปะเฉพาะตัวที่นำพันธุ์ไม้มาปลูกเลี้ยงและตกแต่งรูปทรงให้เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยจำลองธรรมชาติให้มีขนาดเล็กในถาดหรือกระถาง ว่ากันว่าเป็นงานที่ต้องดูแลมาก กว่าจะดัดให้สวยงามออกสักต้นต้องใช้ความอดทน

สวนบอนไซอ่างขาง นำพันธุ์ไม้มาจากเมืองหนาวในที่ต่างๆ หลายชนิด อาทิ เมเปิลหอม ต้นเซลโคว่า เมเปิลญี่ปุ่น สนประดับหลายชนิด รวมทั้งพันธุ์ไม้ท้องถิ่นของอ่างขาง จึงจัดเป็นสวนบอนไซไม้เมืองหนาวแห่งเดียวของประเทศ นอกจากนี้ยังมีไม้ดอกยืนต้น มีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย อาทิ อซาเลีย ,คาเมเลีย ,แมกโนเลีย และหอมหมื่นลี้ อีกทั้งภายในสวนบอนไซ ยังมีการรวบรวมพันธุ์ของสับปะรดสีต่างๆ

สีสันอีกสวนคือ สวน 80 เป็นสวนจัดกลางแจ้ง ตรงข้ามบริเวณสโมสร ซึ่งสวนนี้ตั้งชื่อตามอายุขององค์ประธานมูลนิธิ โครงการหลวงหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ในวาระที่ทรงมีอายุครบ 80 ชันษา ตกแต่งสวนในสไตล์อังกฤษ ด้วยพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ เมืองหนาวนานาชนิด อาทิ กะหล่ำประดับ เดซี ลินาเลีย ชบาอาบูติลอน ฯลฯ

สวนส่วนนี้ถ้าเป็นไม้ดอกฤดูหนาว จะเป็นพวกเจอราเนียม บีโกเนีย ดอกลิ้นมังกร กาซาเนีย ฯลฯ ถ้าเป็นไม้ดอกเจริญข้ามปีเป็นพวกปักษาสวรรค์ ดอกไม้จีน ส่วนไม้พุ่มจะเป็นพวกแม็กโกเลีย คาเมลเลีย และหอมหมื่นลี้ ฯลฯ เป็นอีกสวนที่ถ่ายรูปออกมาสวย

ถ้าเป็นสวนคำดอย เป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ดอกกุหลาบพันปี สายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ ฮอลแลนด์ และ อังกฤษ ซึ่งจะไม่มีปลูกที่อื่นนอกจากที่สวนแห่งนี้ที่เดียว และแปลงไม้ผลเมืองหนาว เป็นแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ ได้แก่ พีช บ๊วย พลับ สาลี่ พลัม กีวีฟรุ๊ต ราสพ์เบอร์รี่

เมื่อนึกถึงสวนลาเวนเดอร์ที่กำลังโรยราในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เจ้าหน้าที่พาชมและบอกว่า กำลังพัฒนาให้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์เหมือนเมืองนอก แต่ต้องใช้เวลา เพราะกว่าจะเพาะเลี้ยงได้ยากมากต้องใช้เวลาสองปีกว่าๆ เพราะมีข้อจำกัดด้านสายพันธุ์ และสภาพอากาศ โดยนำสายพันธุ์มาจากฝรั่งเศส และปีหน้าจะทำสวนซากุระ ไม่ใช่แค่ซากุระข้างทางเหมือนตอนนี้

ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าหน้าที่กล่าว ปีหน้าคนไทยก็จะได้ดื่มชา หรือ เก็กฮวย หรือ กาแฟ ใต้ต้นซากุระที่อ่างขาง ไม่ต้องไปไกลถีงญี่ปุ่น

3.

นอกจากชมสวนต่างๆ ในสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้เลือกตามใจชอบ อย่างการเดินป่าที่ฉันร่วมกิจกรรมด้วย เป็นการเดินระยะสั้นๆ เดินสบายๆ เด็กวัย 7 ขวบก็เดินได้ เพราะคนจัดทริปนี้ เกรงว่าพวกเราจะเหนื่อย ก็เลยเลือกเส้นทางสบายๆ ให้เดิน

บนอ่างขางมีเส้นทางเดินป่ากว่า 10 เส้นทาง และนั่นทำให้รู้ว่า ป่าไผ่ที่เรานั่งทานข้าวในเช้าวันหนึ่ง เป็นไผ่ที่ใช้เป็นอาหารให้หมีแพนด้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่ แต่ไผ่ชนิดนี้ต้องปลูกจนมีอายุ 3 ปีขึ้นไป หมีแพนด้าจะกินส่วนเยื่อไผ่จากลำต้นก่อนแล้วค่อยกินใบ

ป่าที่อ่างขางค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องปลูกป่าเหมือนช่วงแรก นอกจากนี้ยังมีน้ำใช้ตลอดปี เพราะน้ำซับจากป่าที่มีอยู่จำนวนมาก ตอนนี้ป่าถูกปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ นกกากินเมล็ดพันธุ์ไม้แล้วถ่าย ทำให้ต้นไม้ต้นใหม่งอกเงย

ส่วนอีกกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชอบนักชอบหนาคือ การดูเกษตรกรเก็บสตอรอเบอร์รี่บนไหล่เขาขั้นบันได ซึ่งการท่องเที่ยวชมไร่สตรอเบอร์รี่ เป็นกิจกรรมยอดฮิตของการท่องเที่ยวอ่างขาง และที่นี่ก็มีบรรยากาศดี ว่ากันว่าสตรอเบอร์รี่รสชาติดีซะด้วย ซึ่งต่างจากไร่สตรอเบอร์รี่สะเมิงที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมขี่จักรยานเสือภูเขาชมธรรมชาติ จากบ้านคุ้มไปยังบ้านนอแล และจากบ้านหลวงไปยังบ้านผาแดง หรือไม่ก็ดูนก ซึ่งมีทั้งนกประจำถิ่นและนกหายากต่างถิ่นให้ศึกษาหลากสายพันธุ์ มากกว่า 1,000 สายพันธุ์ จุดที่เหมาะคือสถานีป่าแม่เผอะและบริเวณรอบๆ รีสอร์ทธรรมชาติอ่างขาง รวมถึงกิจกรรมการขี่ฬ่อ ชมความงดงามของธรรมชาติ ในบรรยากาศเย็นสบายรอบ ๆ ดอยอ่างขาง ซึ่งการนั่งบนหลังฬ่อต้องนั่งหันข้าง เนื่องจากอานกว้างไม่สามารถนั่งคร่อมอย่างการขี่ม้าได้

กิจกรรมอื่นใด ก็ไม่สำคัญเท่าการชมสวนสวยๆ เลือกเสพความงาม และใบไม้เขียว ซึ่งเป็นไฮไลท์ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

การเดินทาง

การท่องเที่ยวสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัว ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 107 (เชียงใหม่-ฝาง) ประมาณกิโลเมตรที่ 137 จะมีทางแยกซ้ายมือ แล้วขับรถขึ้นเขาไปอีกประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นทางลาดยาง สูงและคดเคี้ยว ต้องใช้รถสภาพดีและมีกำลังสูง

ถ้านั่งรถประจำทาง ต้องนั่งรถสายกรุงเทพ-ฝาง ไปลงที่ปากทางขึ้นดอยอ่างขาง จากนั้นนั่งรถสองแถวและรถตู้ที่ให้บริการขึ้นดอยอ่างขาง

มาอ่างขาง ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวชมสวนต่างๆ จะเสียค่าเข้าชมแปลงสาธิต ผัก ผลไม้ และไม้ดอกเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ สามารถขับรถวนเป็นวงกลม ค่าเข้าชมคนละ 50 บาท ค่ารถยนตร์คันละ 50 บาท เปิดตั้งแต่เวลา 6.00-18.00 น. โดยสามารถชมโรงเรือนดอกไม้ที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวชนิดต่างๆ ,สวนแปดสิบ ,สวนคำดอย รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกกุหลาบพันปี ,สวนผัก,สวนบ๊วย,สวนกุหลาบ,สวนบอนไซ และแปลงไม้ผลเมืองหนาวชนิดต่างๆ

สถานที่ติดต่อ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง บ้านคุ้ม หมู่ 5 ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ 50320 โทร. 0 5345 0107-9