"อย่าบ้าบุญนักเลย" เมตตา พานิช

"อย่าบ้าบุญนักเลย" 

เมตตา พานิช

ถ้าสวนโมกข์ ต้องเปลี่ยน ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครห้ามได้ และนี่คือเรื่องราวผู้ใกล้ชิดท่านอาจารย์พุทธทาสอีกคน

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร ย่อมเปลี่ยนไปตามสภาวะธรรมชาติ มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งไม่ต่างจาก สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี ย่อมมีวันผันแปรตามเหตุปัจจัย

หลังจากท่านอาจารย์พุทธทาสละสังขารไปนานกว่า 20 ปี แม้สวนโมกข์จะยังเดินตามรอยท่านอาจารย์ แต่ก็มีบ้างที่เปลี่ยนแปลงในบางเรื่อง อย่างกรณีการปรับภูมิทัศน์บนเขาพุทธทอง ก็มีทั้่งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

นั่นเป็นเรื่ององค์ประกอบภายนอก ซึ่ง เมตตา พานิช ประธานกรรมการธรรมทานมูลนิธิ วัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) ผู้ทำงานใกล้ชิดในฐานะหลานชายท่านอาจารย์พุทธทาส เขาเป็นอีกคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะรู้ดีว่า ถ้าท่านอาจารย์ยังอยู่ คงไม่ต้องการแบบนี้ เพราะท่านเน้นความเรียบง่าย อยากให้เน้นการเผยแพร่ธรรม เพื่อให้ผู้คนใช้เป็นเครื่องมือดับทุกข์มากกว่าเรื่องอื่นใด

สำหรับคนที่เดินเข้าออกสวนโมกข์หรือเป็นศิษย์ก้นกุฏิท่านอาจารยพุทธทาส ก็จะรู้จัก เมตตา บุตรชายคนสุดท้องของท่านธรรมทาส พานิช น้องชายของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นอย่างดี เขาเป็นอีกคนที่ทำงานรับใช้ท่านอาจารย์ตั้งแต่เด็ก และเป็นกำลังสำคัญในการอบรมคอร์สอานาปานสติทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่สวนโมกข์นานาชาติ

ปัจจุบันเขายังทำงานเหล่านี้อยู่ และมีหน้าที่สอนบทสวดมนต์ ทำวัตรเช้าเย็นให้คนไทยในคอร์สอบรมปฏิบัติธรรม ซึ่งเขาคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก และยังเป็นกำลังสำคัญในการทำหนังสือท่านอาจารย์พุทธทาส เพราะเป็นมรดกธรรมที่ท่านอาจารย์รักมากและอยากให้สืบทอดเจตนารมย์ต่อ

"ท่านบอกเสมอว่า สิ่งที่ยังอยู่ตลอดไปคือ พระธรรม" เมตตา กล่าว

และนั่นแหละคือ สิ่งที่เขาต้องทำต่อไป ทั้งเรื่องการทำหนังสือเผยแพร่ธรรม และการสอนปฏิบัติธรรม....

ณ วันนี้ของสวนโมกข์ แปรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ก็เป็นไปตามสภาวะธรรมชาติ ขึ้นอยู่ว่า ณ สภาวะวันนั้น มีเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ขณะนี้ก็มีเหตุปัจจัยมากมาย ซึ่งต่างจากเหตุปัจจัยสมัยท่านอาจารย์พุทธทาส ก็คือ สภาวะสิ่งแวดล้อม เอาเรื่องนอกตัวก่อน ผมมองว่า ความเป็นอยู่เปลี่ยน เพราะทางโลกพัฒนา ประดิษฐ์คิดค้นสร้างอะไรมากมาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนยุคนี้ คือ ความเจริญทางด้านวัตถุ ซึ่งมีอิทธิพลมากต่อวิถีชีวิต ถ้าคนไม่ได้ฝึกฝนอบรมจิตใจไม่ได้ทำให้อยู่เหนือความเจริญเหล่านี้ ผลสุดท้ายเราจะเป็นเบี้ยล่างมัน

ในสมัยพุทธกาลที่ยังไม่เจริญ เราไม่มีอะไรยั่วยุให้เกิดกิเลสเหมือนสมัยนี้ ปัจจุบันเรามีสิ่งยั่วยุเยอะในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เพลง ฯลฯ มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่เราเข้าไปเสพแล้วกิเลสเบาบางลง มีแต่กระตุ้นให้เรามีความอยาก ความต้องการ ชนิดที่ว่า เป็นบ้าเป็นหลัง และยิ่งสังคมไม่ได้สอนกันในเรื่องการให้ความรู้ด้านจิต แม้คนจะมีความเจริญทางด้านวัตถุ แต่ภายในอ่อนแอ อย่างชนิดที่เรียกว่า น่าใจหาย ควบคุมกิเลสไม่ได้เลย

เหมือนเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ?

แน่นอน อันนี้แหละการแก่งแย่ง หวงอำนาจ การทะเลาะวิวาท ก็เพราะต้องการครอบครองผลประโยชน์ให้มากที่สุด ยิ่งครอบครองก็ยิ่งหวงมาก มีอำนาจก็ไม่อยากสูญเสียอำนาจ คนเราตอนไม่มีอำนาจ ก็ไม่อันตรายอะไร เพราะอำนาจได้มาซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย ถ้าคนไม่มีธรรมะแล้ว อำนาจจะเป็นเรื่องอันตราย

มองเรื่องนี้อย่างไร

ผมว่าเป็นกระบวนการที่คนได้เรียนรู้ คือ คนที่ไปชุมนุมได้เรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจกัน จะได้เข้าใจกันว่า อ๋อ! ปัญหาที่มันเกิด มันไม่ได้มาจากอะไร แต่เป็นเรื่องอำนาจของกิเลสสามตัวคือ โลภะ โทสะ โมหะ แล้วมันก็ไปครอบครองจิตใจคน ที่สำคัญคือ โลภะ มีการหาผลประโยชน์ชนิดที่ไม่คิดอะไรเลย เอาอำนาจนั้นไปหาประโยชน์ ก็ได้มากขึ้นอีก

และเราจะว่าใครชั่ว เราต้องดูเหตุผล ฟังแล้วอย่าคล้อยตามทั้งหมด เราต้องคิดตามด้วยความรอบคอบ ใคร่ครวญดู ผมว่าไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ของทุกอย่างที่มีประโยชน์ก็มีโทษ อะไรที่เราเอามาใช้แล้วบอกว่า สะดวกสบายต่อคุณ แต่ให้สังเกตอีกมุม มันพร้อมจะให้คุณได้รับอันตรายเหมือนกัน อย่างไฟฟ้า ทำให้คุณสะดวกสบาย แต่เผลอเมื่อไหร่ ตายทันที รถยนตร์สะดวกไหม สะดวก แต่ชนตูมเดียว เข้าโรงพยาบาลเลย สมัยก่อนไปไหนก็เดิน เดิน เดิน....

ย้อนมาเรื่องข่าวคราวที่ผ่านมา การปรับภูมิทัศน์สวนโมกข์บนเขาพุทธทอง ตอนนั้นคุณเป็นคนหนึ่งไม่เห็นด้วย ?

เราต้องมองว่า คนในยุคปัจจุบันศึกษาและเข้าใจสิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้เพียรสอนมาไหม หรือในยุคปัจจุบันเราได้แต่พูดคำสอนท่านอาจารย์พุทธทาส แต่ไม่ได้น้อมนำมาปฏิบัติเลย ไมได้สัมผัสสภาวะที่ท่านพุทธทาสต้องการ นั่นก็คือ สภาวะที่ไม่ถูกกิเลสรบกวน อยู่เหนือกิเลส แล้วปัจจุบันใครทำได้บ้าง คนที่ทำได้ เขาก็รู้สึกว่า สวนโมกข์ไม่มีปัญหา แต่มีพระที่คิดว่า ทำอย่างนี้คือความเจริญ ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ได้มองอย่างนั้น แต่ท่านมองเรื่องความเรียบง่าย เป็นธรรมชาติไม่ต้องทำอะไรเลย สถานที่ปฏิบัติ ไม่ต้องทาสี ไม่ต้องปูกระเบื้อง ไม่ต้องขัดหินอ่อน นี่คือ ความยิ่งใหญ่ทางธรรม ในทางธรรม ความยิ่งใหญ่ก็คือ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด ชีวิตเราที่เกิดมาหนึ่งชีวิต เราใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด

เป็นหลักที่สวนโมกข์ ปฎิบัติมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสิบปี

ใช่ เป็นหลักที่สวนโมกข์ยึดถือมาตลอด ก็คือ กินอยู่อย่างต่ำ อยู่อย่างสูง ก็เลยไม่สามารถปรับภูมิทัศน์ตามที่พวกเขาต้องการได้ เพราะยังมีกระแสคนที่เข้าใจท่านอาจารย์พุทธทาสอยู่จำนวนหนึ่ง และสามารถต้านได้ จนต้องรื้อสิ่งก่อสร้างบางส่วนออกไป

แม้จะถูกมองว่า หัวโบราณ ?

หลักคำสอนในวิถีพุทธ จะไม่ทำอะไรที่เกินความจำเป็น อย่างเราสร้างส้วม จำเป็นต้องทาสีปูกระเบื้องไหม ถ้าเราพูดกันเรื่องปัจจัย 4 ในลักษณะที่เป็นทางธรรมจริงๆ ก็เอาตามปัจจเวก ทั้งตอนเช้าและตอนเที่ยงนั่นแหละ เราใช้มันเพื่ออะไร เราผูกนาฬิกา จำเป็นต้องฝังมุก ฝังเพชร ไหม เจตนาจริงๆ คือต้องการดูเวลา

บางอย่างเกินความจำเป็น ?

ในความคิดของเขาเข้าใจแบบหนึ่งว่า สร้างแล้วจะอยู่ได้นาน ทำให้ถาวรไปเลย แต่คุณต้องเข้าใจนะว่า ไม่มีอะไรอยู่ค้ำฟ้า ผลสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยน ต้องสลาย จากที่คิดจะทำใหญ่ จึงหันมาทำเล็กๆ ถ้าเราไม่เอาความคิดของเราไปใส่ ทำไมสมัยท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ให้ทำ ถ้าท่านอยากจะทำ ท่านคงทำนานแล้ว ไม่ใช่ท่านไม่มีกำลังเงิน ไม่ใช่เลย แต่ทำไมตลอดเวลาท่านไม่ทำ เพราะท่านเห็นว่า ทำไป...ทำไม เอาแค่ใช้ประโยชน์ได้ ทำพอให้คนขึ้นไปบนโบสถ์ได้ทีละคนสองคน แค่นี้ก็พอแล้ว คุณจะทำให้กว้างยี่สิบเมตร แล้วให้คนขึ้นไปทีเดียว มันจำเป็นไหม

นั่นเป็นเจตนาของท่านอาจารย์พุทธทาส ?

บนเขาพุทธทองนั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสรักษาส่วนนี้ไว้ แต่พระรุ่นใหม่ไม่เข้าใจ เพราะเดิมทีเป็นเจดีย์เก่า มีกองอิฐ ส่วนที่เป็นกองหินเจดีย์เก่า ท่านให้กองไว้ตรงนั้น แต่พระรุ่นหลังบอกว่า ต้องทำให้สวย ให้รื้อเจดีย์เก่าๆ ที่เป็นหินออกให้หมด อยากให้เป็นที่ราบดูสวยงาม สมัยท่านอาจารย์พุทธทาสอยู่ ท่านจะขึ้นมาทุกวันสำคัญทางศาสนา ทำไมท่านไม่ให้รื้อออก เพราะเจตนาของท่านอยากให้รู้ว่า ตรงนั้นคือ เจดีย์เก่า มันเป็นซาก แต่เมื่อคิดจะทำให้สะอาด ตอนนี้ก็เลยรื้อออกไปทิ้้ง

แล้วคุณรู้สึกอย่างไร

ผมไม่รู้สึกอะไร แค่รู้สึกว่า พวกเขาไม่เข้าใจ เขาก็คิดว่าอย่างนั้นถูกแล้ว ก็มีเจตนาดีอยากทำให้สวยงาม แต่ทำไมเราเอาความคิดของเราละ เราต้องย้อนไปดูว่า ทำไมท่านทำอย่างนั้น เราอยู่สวนโมกข์ เรารับมรดกทางธรรมของท่าน เรามีสวนโมกข์เพราะท่านเพียรทำสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา ก็ควรมีความกตัญญูและศึกษาให้เข้าใจว่าเจตนาที่ท่านให้ทำให้สร้าง มีเจตนาอย่างไร

แปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยของยุคสมัย ?

ก็ธรรมดา พอถึงยุคหนึ่ง หมดคนรุ่นที่เข้าใจท่านพุทธทาส คือ ผู้ที่รับใช้ใกล้ชิดท่านอาจารย์ อย่างท่านอาจารย์สิงห์ทองเคยพูดว่า เป็นท่านอาจารย์พุทธทาสไม่ทำแบบนี้หรอก พระที่ไม่เคยเข้าใกล้ท่านอาจารย์พุทธทาส ก็คิดว่าต้องทำวัดให้เจริญ คนจะได้มาเที่ยว แม้แต่ชาวบ้านบางส่วนก็คล้อยตาม

เหมือนเช่นคนยุคนี้บ้าบุญมากขึ้น อยากให้ขยายความส่วนนี้ ?

การที่พุทธศาสนาเสื่อมเพราะคนบ้าบุญ จึงทำให้พระดีๆ เสียพระ เพราะผู้บ้าบุญทั้งหลาย สมัยนี้โยมพาพระไปเที่ยวประเทศโน้น ประเทศนี้ พระสงฆ์ควรไปเที่ยวสถานที่แบบนั้นหรือ พระสวนโมกข์ก็เคยถูกเชิญไปเที่ยว แล้วเวลาไปเที่ยว พระก็ต้องไปพักในสถานที่ซึ่งพระไม่ควรเข้าไป อย่างโรงแรม คนที่จัดก็คิดว่าได้บุญ

สมัยนี้ในวัดคนก็อยากจะสร้างโน้นสร้างนี้ สมัยท่านอาจารย์พุทธทาสไม่อนุญาติให้สร้าง บางทีท่านก็ไม่รับซะด้วย อย่างในยุคแรกๆ เริ่มมีโทรศัพท์มือถือ คนนำมาถวาย ท่าน ก็ถือวินัยบอกว่า อาตมาไม่จำเป็นต้องใช้ หรือรถยนตร์ ท่านก็ไม่รับ ถ้าท่านจะใช้ก็ให้หารถเก่าๆ มาใช้ อย่างตอนสร้างสวนโมกข์นานาชาติ ก็มีรถเก่าๆ คันหนึ่ง ซื้อเครื่องเก่ามาใส่ วิ่งขนหิน ขนน้ำไปก่อสร้าง ตอนนี้ผมก็ยังใช้อยู่ นี่คือแบบอย่างที่ท่านทำอยู่

ปัจจุบันพระที่ไม่สามารถอยู่ในเพศสมณะได้ เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายเหมือนชาวบ้าน จิตพระก็เลยตกอยู่ในอำนาจกิเลสโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายก็แพ้ในอำนาจของกาม คำว่า กาม ไม่ใช่กามารมณ์อย่างเดียวนะ รวมไปถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความสะดวกสบายทั้งหมด พระจำนวนมากต้องสึกเพราะกิเลส นับตั้งแต่ท่านอาจารย์พุทธทาสละสังขารไปยี่สิบกว่าปี สวนโมกข์ไม่ได้มีพระบวชใหม่เพิ่มจากเดิม มีแต่สึกออกไป และปัจจุบันสวนโมกข์มีเรื่องวัตถุมากขึ้น สมัยก่อนพระมาอยู่สวนโมกข์จะมาปฏิบัติจริงจัง ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ เก็บตัวศึกษาธรรม ปฎิบัติภาวนา แต่พระปัจจุบันในยุคนี้มานั่งรับสังฆทาน แบบนี้อยู่ได้ไหม กิเลสมันเผา มันร้อนไหม

การให้ทานเอาบุญกับการให้ทานเอากุศล ก็ต่างกัน ?

การให้ทานเพื่อเป็นเครื่องขูดความขี้้เหนี่ยวของตัวเรา ถ้าบริจาคสิ่งของและเงินแล้ว ต้องให้คนรู้ว่า ฉันบริจาคเท่าไหร่ นั่นเป็นการให้ทานเพื่อเอาบุญ แต่ถ้าให้ทานเอากุศล การช่วยเหลือใครให้ทำในลักษณะปิดทองหลังพระ สมัยก่อนจะมีคนที่ทำบุญเยอะๆ แล้วใช้ชื่อว่า ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม สวนโมกข์มีคนแบบนี้เยอะ นั่นแหละลักษณะคนทำบุญที่มีธรรมะ เพราะเห็นว่า วัดนี้ทำประโยชน์ต่อพุทธศาสนา ไม่ต้องออกใบอนุโมทนา ทำบุญถ้าหวังสิ่งตอบแทนก็เป็นกิเลสทันที แต่ถ้าทำบุญไม่หวังผล ถ้าเราเห็นกระเบื้องตกบนพื้น เรากลัวว่าคนจะเหยียบ เราก็เข้าไปเก็บ เพื่อให้คนปลอดภัย ไม่ได้หวังผลใดๆ

บางคนบอกว่า เมื่อท่านอาจารย์พุทธทาสละสังขารไปแล้ว คนก็มาบวชน้อยลง ?

ทั้งประเทศ คนบวชน้อยลง เพราะวัดไม่ได้เป็นสถานที่ดับทุกข์ที่แท้จริง วัดไม่สามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ เข้าไปในวัดก็ไม่ต่างจากข้างนอก พระเล่นสนุกสนาน ดูมวย ดูฟุตบอล อ่านหนังสือพิมพ์ คนก็บอกว่าแล้วจะบวชทำไม ตามปกติการบวชในสวนโมกข์ ไม่ได้บังคับว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะท่านอาจารย์พุทธทาสบอกว่า ให้ธรรมเป็นตัวควบคุม ใครทำไม่ถูกธรรมคนนั้นเดือดร้อนเอง ท่านไม่ได้วางกฎว่า เวลาไหนต้องลงมาฉัน ท่านเปิดอิสระ นี่คือวิธีการของท่าน ในยุคแรกๆ ของสวนโมกข์ พระดีก็มีธรรม ไม่มีปัญหา เพราะควบคุมตัวเองได้ สมัยก่อนคนเข้ามาสวนโมกข์จะปฏิบัติจริงจัง อยากพ้นทุกข์ทั้งนั้น แต่เดี๋ยวนี้จะติดเปลือกๆ อย่าว่าแต่สวนโมกข์เลย แม้กระทั่งพุทธศาสนาในอินเดีย ยังล่มสลายเลย มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

วิธีการอบรมปฏิบัติธรรม สวนโมกข์ยังคงใช้แนวทางเดิม ?

การจะเข้าใจธรรมะ ต้องใช้จิตสู่จิต ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน อ่านหนังสือหรือเปิดเทปธรรมะ ถ้าจิตเราเข้ากระแส มันไหลเข้าหากันได้เลยนะ แต่คนปัจจุบัน จิตเขาไม่อยู่ในระดับจะฟังธรรมอย่างเข้าใจ จะใช้วิธีอื่นกระตุ้นมีแสง สี เสียง เขาก็ไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้หรอก ถ้าพวกเขามัวแต่เพลิดเพลิน เข้าคอร์สปฏิบัติเสร็จ ก็กองทิ้งไว้ตรงนั้น กลับไปใช้ชีวิตเป็นทุกข์เหมือนเดิม

ในคอร์สปฏิบัติธรรม คนต่างชาติกับคนไทย เข้าใจพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร

คนต่างชาติมีข้อดีที่ไม่ติดเรื่องเปลือกๆ แต่คนไทยมาปฏิบัติ มีทุกเดือนบอกว่า บนบานไว้ ต้องมานุ่งขาวสะเดาะเคราะห์ แต่ฝรั่งบอกว่า ทุกข์มา จึงอยากรู้ว่า การสอนแบบนี้ช่วยเขาพ้นทุกข์ได้ไหม พวกฝรั่งที่เป็นเจ้าของธุรกิจมีบริษัท ต้องแข่งขันกัน ต้องทำงานให้คนอื่นตลอดเวลา พอมาถึงจุดหนึ่ง เขาเบื่อมากเลย คุณละ...รู้สึกไหม ชีวิตคือ ตารางที่เขาเขียนให้ แต่พอมาปฏิบัติ เขารู้สึกว่า ถ้าเขาไม่ไปหลงใช้ชีวิตและเงินสิ้นเปลือง แต่มาใช้ชีวิตง่ายๆ สิบวันเหมือนที่นี่ ก็ไม่ต้องเหนื่อยหาเงินแบบเดิม ไม่ต้องทำงานแทบตายเพื่อหาเงินมาใช้และไม่พอใช้ พอเงินเหลือก็ไปเที่ยวประเทศโน้นประเทศนี้ หมดแล้วก็หาใหม่ เมื่อเขาได้มาอยู่มากินที่สวนโมกข์ ปรับชีวิตให้ความเป็นอยู่ง่ายลง ก็ทำได้ ฝรั่งบางคนมาปฎิบัติที่นี่ 30 ครั้่ง หรือบางคนมาอยู่เมืองไทยสี่เดือน มีโอกาสมาปฏิบัติอยู่สวนโมกข์ทุกต้นเดือน

ในสังคมไทย ความเข้าใจเรื่องพุทธศาสนาแบบผิดๆ ยังมีอีกเยอะ ?

น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีคนสอนพุทธศาสนาที่เป็นพุทธแท้จริง เพราะมัวแต่สอนเรื่องเปลือก ติดพิธีกรรมมากไป สวดมนต์ไหว้พระ ก็สวดไปอย่างนั้นแหละ ตามธรรมเนียมประเพณี การสวดมนต์ ทำวัตร เป็นคำสอนที่กระชับที่สุดที่เราควรตีให้แตก ศึกษาให้ออก สวดมนต์ทำวัตรเสร็จ ต้องเอาไปใคร่ครวญ ปฏิบัติให้ได้ มันจึงจะช่วยได้ แต่คนยุคนี้ เป็นยุคที่ใจร้อน ด่วนเร็ว หรือยุคอาหารจานด่วน อยากได้อะไรก็อยากได้เดี๋ยวนั้นเลย ต่างจากสมัยก่อน คนรอได้ สมัยนี้จะมานั่งก่อไฟ หุงข้าว เขาไม่รอแล้ว ซื้ออาหารมา ก็อุ่นไมโครเวฟ

แม้คนไทยจะหันเข้าหาพุทธศาสนามากขึ้น แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังเข้าใจว่าการเข้าวัดเป็นเรื่องของคนสูงวัย ?

ตัวพุทธศาสนาจริงๆ เป็นการสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ไม่ว่าคนแก่ เด็ก วัยหนุ่มสาว ล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น เพราะเป็นศาสนาของมนุษย์ ไม่เลือกวัย ถ้าใครเป็นทุกข์ แล้วมาศึกษาพุทธศาสนาให้เข้าใจ แล้วใช้วิธีทางพุทธ คุณจะดับทุกข์ได้อย่างถูกวิธี

แล้วจะทำอย่างไรให้พุทธศาสนาเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ผมคิดว่า คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้าใจเรื่องนี้ได้ มีข้อดีเหมือนกัน เพราะทุกวันนี้พวกเขาทุกข์เร็วขึ้น เด็กๆ ก็เป็นทุกข์กันแล้ว ต้องแย่งกันเรียนหนังสือ กวดวิชา

พุทธศาสนาเหมือนยาขม ?

แน่นอน ของที่ดี ของที่มีประโยชน์ ถ้าคุณได้มาง่าย มันไม่ใช่ ของที่ดีต้องได้มาด้วยความยากลำบาก ทำไมเขาถึงเรียกว่า ยาขม เพราะยาขมไม่เป็นโทษต่อร่างกายเ ถ้าคุณกินยาหวาน คุณจะตายเอา

แนวทางพุทธต้องรับใช้สังคม ?

ขณะนี้คำสอนของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นระดับสากลแล้ว ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ไปทั่วโลก จะได้ผลหรือไม่ มันเป็นเรื่องของแต่ละคน คือ ศึกษาธรรมะที่ท่านเผยแพร่เข้าใจไหม เข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติได้ผลไหม แต่ปัจจุบันมาศึกษากัน แค่เอาไว้คุยกันมากกว่า

เป็นเช่นนั้นหรือ

คุณว่าอย่างนั้นไหมล่ะ อย่างน้อยที่สุดเมื่อเขาได้อ่านงานของท่านอาจารย์พุทธทาส และรู้วิธี เมื่อทุกข์มากๆ ระดับหนึ่ง ก็เอาไปใช้ได้เอง ธรรมะช่วยเขาได้ คนจำนวนมากไม่เคยเจอท่านอาจารย์พุทธทาสเลย แต่ตอนทุกข์มากๆ ไม่รู้จะหาทางไหน หยิบหนังสืออาจารย์พุทธทาสมาอ่าน นำซีดีมาฟัง ปฏิบัติตาม ปรากฎว่าทุกข์หาย เขาได้เข้าใจ มองเห็นว่า อย่างนั้นนั่นเองที่ท่านชี้แนะ สวนโมกข์จึงไม่ได้อยู่แค่ตรงนี้ (วัดธารน้ำไหล จ. สุราษฎร์ธานี) ท่านอาจารย์พุทธทาสไปอยู่ทุกหนทุกแห่ง บนแผ่นซีดี บนหนังสือ

คุณใกล้ชิดกับท่านอาจารย์พุทธทาสตั้งแต่เด็ก ?

ตั้งแต่วิ่งตามพ่อมาหาท่านอาจารย์ จนกระทั่งบวชและทำงานรับใช้ท่านจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าทั้งชีวิต ผมได้เห็นวิธีการปฏิบัติของท่านและของคุณพ่อ (ท่านธรรมทาส) ไม่ต่างกันเลย พวกเขามีความศรัทธาในพุทธศาสนา เริ่มแรกทั้งสองก็ยังไม่ได้เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง แต่อาศัยว่า ท่านทั้งสองเป็นผู้มีสติปัญญาสามารถเข้าใจพุทธศาสนาในระดับลึก โลกุตรธรรม ทำให้ท่านทั้งสองทำงานทางธรรมสำเร็จและได้ผล เพราะเข้าถึงจึงเกินกว่าคำว่าเข้าใจ ท่านเอามาใช้ในชีวิต จึงมีความทุกข์น้อย หรือไม่ทุกข์เลย อย่างท่านอาจารย์พุทธทาส ผมคิดว่าอยู่ในสภาวะไม่ทุกข์เลย คุณพ่อตอนที่มีชีวิตอยู่ ผมไม่เคยเห็นท่านอยู่ในภาวะอารมณ์เสียเลย ท่านก็มีความแจ่มใสของท่าน

ท่านธรรมทาสและท่านอาจารย์พุทธทาส มีวิถีต่างกันอย่างไร

เท่าที่เห็น คุณพ่อจะเคร่งกว่านิดหนึ่ง เคร่งในเรื่องการใช้ชีวิต แต่ท่านอาจารย์เป็นคนมีชื่อเสียง เวลามีคนมาถวายของเยอะแยะ ท่านก็ยืดหยุ่น บางทีท่านก็มองว่า คนก็เป็นอย่างนี้แหละ ก็เอาใจเขาหน่อย นานวันเข้า เขาจะได้เข้าใจธรรมะมากขึ้น ท่านอาจารย์จะมีความเมตตาสูง บางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ท่านก็ยังให้อภัย แต่คุณพ่อผมจะเป็นคนตรงๆ อะไรผิดก็ว่าตามผิด พระไม่ดี ท่านก็พูดตรงๆ

ได้แบบอย่างอะไรจากทั้งสองท่าน

ที่ผมเห็นชัดคือ การใช้ชีวิต คุณพ่อจะไม่ใช้สิ่งของเกินความจำเป็น ไม่ต่างจากพระ ท่านไม่มีชุดอะไรพิเศษ เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่ม ท่านก็ใส่ผ้าผืนหนึ่ง เสื้อขาว สบายๆ รองเท้าแตะ การกินอยู่ก็ไม่เคยพาลูกไปร้านอาหาร พ่อก็ทำเองทุกอย่าง ถ้าแม่ไม่อยู่ พ่อก็ทำกับข้าวให้ลูกได้ เสื้อผ้าท่านก็ซักเอง ที่เด็ดเดี่ยวคือ อุทิศชีวิตในการเผยแพร่ธรรม ยิ่งท่านศึกษาค้นคว้าเพื่อจะเผยแพร่ ท่านก็ยิ่งเข้าใจอย่างแตกฉาน เวลาท่านอาจารย์พุทธทาสสอนเรื่องอะไร คุณพ่อต้องเอามาฟังหมดทุกเรื่อง เพื่อที่จะถอดมาเป็นเทป ทำมาเป็นหนังสือ ถ้าท่านอาจารย์พุทธทาสเข้าใจเรื่องอะไร ผมก็คิดว่า คุณพ่อก็เข้าใจเรื่องนั้น ทั้งสองเป็นหนึ่งเดียวกัน

เพราะในครอบครัวเรามีลักษณะแบบนี้ อะไรที่เป็นเกี่ยวกับพุทธศาสนา พวกเขาถือว่าเป็นเรื่องสูงสุดที่ควรทำ พ่อเคยพูดว่า เรื่องพุทธศาสนาเป็นหน้าที่จะต้องทำ คนในวงศ์ตระกูลรุ่นก่อนก็ทำหน้าที่นี้ คนรุ่นหลังก็ควรจะทำหน้าที่นี้ให้ได้มากที่สุดและทำเป็นตัวอย่าง

ตอนคุณหนุ่มๆ คุณคิดว่าจะมีส่วนในเผยแพร่พุทธศาสนาเหมือนในปัจจุบันไหม

ตอนเรียนจบ ผมไม่เคยคิด แต่หลังจากบวชเรียนในพุทธศาสนา ผมก็คิดเรื่องนี้ เปลี่ยนวิถีชีวิตตอนอายุ 25 ได้เห็นว่าสิ่งที่คุณพ่อและท่านอาจารย์พุทธทาสทำ มันเป็นของจริง ของแท้ เราไม่ต้องเสียเวลาทำอย่างอื่นหรอก สิ่งนี้มันมีประโยชน์สูงสุดกับตัวเราและเพื่อนร่วมโลกแล้ว ทำให้เรามีใจแน่วแน่ มั่นคง ไม่เบนเข็มไปทางอื่น

เห็นการเปลี่ยนแปลงของสวนโมกข์มาตลอด คุณคิดเห็นอย่างไร ?

ถ้าเรามุ่งหวังให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นทุกข์ สิ่งนี้มันสอนเรา เราคงไม่สามารถไปจัดการอะไรให้มันเป็นสูตรสำเร็จ หลายอย่างไม่ใช่ว่าแก้ได้ บางส่วนก็ขัดขวางได้บ้าง แต่น้อยนิด และเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะไปขวางกระแสของการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ เราก็ยอมรับเสีย แต่อะไรที่เราเห็นว่ามันยังไม่ควรเปลี่ยนแปลง เราก็พยายามไปค้าน อย่างเรื่องการปรับภูมิทัศน์ ถ้าค้านไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เมื่อค้านไปแล้ว ส่วนหลักๆ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง คือ ไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต เพียงแค่ลดขนาด เพราะนอกจากเสียงผม ยังมีเสียงลูกศิษย์คนอื่นๆ ด้วย

ผมมองว่า สวนโมกข์ต่างจากวัดอื่นเยอะ วัดอื่นๆ พอสิ้นผู้นำ เกือบจะไม่มีคนเข้าวัด สวนโมกข์ในสมัยท่านอาจารย์พุทธทาส คอร์สอบรมคนไทยประมาณ 30-40 คน ต่างชาติประมาณ 70-80 คน มายุคนี้ไม่เคยลดเลย เพิ่มตลอด แต่เราต้องปฏิเสธว่า เราทำไม่ไหว เพราะเราไม่มีบุคลากร อีกอย่างคนที่มีปฏิบัติธรรมก็ไม่ค่อยมีความพร้อมเท่าไหร่ มีหลายหน่วยงานส่งคนมาปฏิบัติ เพราะต้องการพัฒนาบุคลากร จึงตั้งเกณฑ์ว่า ต้องผ่านการปฎิบัติ จึงเข้ามาเพื่อจะได้ใบรับรองว่าได้มาปฏิบัติแล้ว

อีกหน้าที่ของคุณคือ สอนเรื่องการสวดมนต์ทำวัตรให้ถูกต้อง ?

ผมเพิ่งทำมาสองปีนี้ ผมถือว่า เป็นงานชิ้นเอกท่านอาจารย์พุทธทาสในการทำบทสวดมนต์ ผมเห็นว่า คนก็สวดมนต์ไปอย่างนั้นแหละ ไม่ได้เข้าใจอะไร ผมก็อยากกระตุ้นให้พวกเขาเห็นว่า บทสวดมนต์มีค่าสูง ถ้าคุณสวดแล้วเข้าใจ คุณไปปฏิบัติได้เลย เพื่อที่จะให้คนย้อนกลับมาสวดมนต์กันใหม่ ถ้าเขาสวดมนตร์เสร็จ เขาก็ไปค้นคว้าต่อ ถ้าเขาจำสิ่งที่ผมพูดให้เขาฟังได้ ก็จะกลายเป็นพุทธศาสตร์ ส่วนคาถาที่คนสวดกันมากมายหลายจบ มันก็ช่วยได้ แต่ช่วยในแง่ให้ใจสงบ ลืมเรื่องอื่น แต่ถ้าเราสวดมนต์แล้วเข้าใจธรรมะ ก็ปฎิบัติตามได้ อันนี้มันดับทุกข์ได้ถาวรเลยนะ หลังจากสวดแล้ว เราไปเจออะไรที่มีปัญหา บทสวดก็จะเตือนเราว่า เพราะเราจัดการไม่ถูกเอง

ทำให้คุณเข้าใจพุทธศาสนาแตกฉานมากขึ้น ?

เมื่อเราฟังและอ่านหนังสือธรรมะมากขึ้น ก็ได้รู้ว่าท่านอาจารย์พุทธทาสศึกษาลึกไปถึงแก่นพุทธศาสนา แล้วพยายามใช้ภาษาไม่ยากอธิบาย ที่ผ่านมาผมช่วยอบรมช่วงเย็น แต่พออาสาสมัครไม่มี ผมก็ช่วยนำสวดมนต์และแปลความให้ฟังทั้งเช้าและเย็น เมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยได้อธิบาย แต่ตอนนี้อธิบายมากขึ้น ในขณะที่เราอธิบายธรรม ก็เท่ากับเราย้ำเตือนตัวเองไปด้วย ทำให้เราเข้าใจมากขึ้น

งานเขียนของท่านอาจารย์พุทธทาสมีอยู่มากมาย และบางส่วนยังไม่ได้ตีพิมพ์ คุณจัดการอย่างไร

เราอย่าไปคิดว่ามากมาย จริงๆ ไม่มีอะไร ทุกเรื่องมันคือเรื่องเดียว แต่ท่านมีวิธีพูดกับคนหลายๆ กลุ่ม ถ้าศึกษาธรรมะไป ไม่ว่าจะฟังซีดีท่านอาจาย์พุทธทาสเรื่องไหน หรืออ่านหนังสือเล่มไหน มันมีหลักเดียวเท่านั้นแหละ ถ้าคุณอ่านแล้วเข้าใจ คุณจะรู้ว่า ความทุกข์เกิดจากอะไร แล้วคุณจะดับทุกข์ได้อย่างไร คนที่ไม่ศึกษาก็จะคิดว่า มีอยู่มากมายเป็นร้อยๆ เล่ม จะอ่านหมดหรือ คุณอ่านเล่มเดียวแล้วปฎิบัติได้ ก็จบแล้ว ให้เข้าใจจริงและปฏิบัติได้จริง ให้เห็นว่าอะไรเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เพราะปัญหาชีวิตคือ ความทุกข์ เราควรรู้อย่างยิ่งว่า ทุกข์เกิดอย่างไร เมื่อรู้ว่าเกิดอย่างไร ก็ดับที่ต้นเหตุ ก็แค่นี้

สองสามปีนี้ผมเสร็จเรื่องงานก่อสร้างในสวนโมกข์แล้ว ผมก็มาทำเรื่องการแนะนำอธิบายบทสวดมนต์ในคอร์สปฏิบัติธรรม จากนั้นผมจะไปทำหนังสือ เพราะยังมีเทปของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ยังไม่ได้ทำเป็นหนังสืออีกประมาณ 50 เล่ม เทปที่อัดไว้กว่า 5,000 ชั่วโมง ตอนนี้ทำไปได้ 2,000 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อก่อนพ่อเป็นคนทำหนังสือ แต่พอมาถึงรุ่นผม ผมยังทำไม่กี่เล่ม และผมจะกลับมาทำจริงจัง เพราะเป็นงานที่มีอายุยืนยาว ถึงเราจะตายไปแล้ว ก็ยังมีคนอ่านงานของท่านต่อไป

นี่คืองานที่ท่านอาจารย์พุทธทาสต้องการ เพราะสิ่งที่ยังอยู่ตลอดคือ พระธรรม ที่ท่านได้เพียรสอนอบรม โดยหลักๆ คือ สอนเรื่องการดับทุกข์ แต่วิธีการสอนก็ต้องให้เหมาะกับบุคคล