เหยื่อ...ฟันน้ำนม

เหยื่อ...ฟันน้ำนม

เหตุใดกันเล่า...ที่ทำให้เด็กๆ ต้องตกเป็นเหยื่อทางการเมือง แล้วผู้ใหญ่จะช่วยกันปกป้องพวกเขาจากความรุนแรงได้อย่างไร

ณ วินาทีนี้ ผู้ใหญ่ทั้งประเทศอดรนทนไม่ไหวที่เด็กๆ 4 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง หัวอกของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบแตกสลาย

เมื่อน้องเคน-กรวิชญ์ ยศอุบล วัย 4 ขวบ ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าที่หลังด้านซ้าย ทะลุช่องท้อง เข้าไตและหัวใจ ทำให้เสียเลือดมาก และเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล ส่วนน้องเค้ก-พัชราภร ยศอุบล วัย 6 ขวบ โดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ศีรษะและช่องท้อง สมองฉีกขาด ตับแตก และพบสะเก็ดระเบิดในสมอง แม้แพทย์จะผ่าตัดช่วยเหลือ แต่เด็กเลือดไหลไม่หยุด จึงเสียชีวิตลง แล้วยังน้องขิม-ณัชยา รอสูงเนิน วัย 5 ปี ที่ถูกสะเก็ดระเบิดเสียชีวิต ฯลฯ และไม่รู้จะมีรายต่อไป และต่อไปอีกไหม

นี่คือ ส่วนหนึ่งของเหตุการณ์การขว้างระเบิดและกราดยิงผู้ชุมนุมในเวที กปปส. จังหวัดตราด (22 กุมภาพันธ์) และเหตุการณ์ยิงระเบิด M-79 ในพื้นที่ราชประสงค์ (23 กุมภาพันธ์) ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 คนมีเด็กอยู่ 4 คนที่เสียชีวิต

ความเศร้าสลดยังไม่ได้หยุดแค่ไหน เมื่อสื่อต่างๆ นำเสนอภาพตอกย้ำไปมา และในโซเชียลเน็ตเวิร์คนำรูปเหตุการณ์การเสียชีวิตของเด็กๆ ส่งถึงเพื่อนๆ ญาติพี่น้องเป็นหางว่าว ด้วยอารมณ์ร่วม คือสงสาร แต่การทำเช่นนั้น รู้ไหมว่า...เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับครอบครัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"รูปเด็กๆ ที่ส่งต่อกันในเฟสบุ้คและสื่อนำเสนอ โดยหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ควรเอาเด็กมาประจาน แม้เราจะทำด้วยความสงสาร แต่การผลิตซ้ำให้ญาติและพ่อแม่เห็น เป็นการละเมิดสิทธิ" เชษฐา มั่นคง ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แม้เด็กจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่นั่นเป็นการละเมิดสิทธิผู้ปกครองเด็ก ซึ่งจะว่าไปแล้วในสังคมไทยเข้าใจเรื่องการละเมิดสิทธิน้อยมาก

กรณีดังกล่าวจึงเป็นประเด็นที่คนในประเทศห่วงใยว่า แล้วเราจะมีมาตรการอย่างไร เพื่อป้องกันคุ้มครองไม่ให้เด็กๆ ถูกทำร้ายจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง

บาดแผลนี้ ใครจะช่วยเด็ก

เรื่องหลักๆ ที่คนทั้งประเทศและคนทำงานเพื่อสังคมห่วงใยมากที่สุดคือ ชีวิตเด็กๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ ในกรณีที่พ่อแม่พามาร่วมชุมนุม หรือ กรณีอยู่ในละแวกการชุมนุมที่ไม่อาจคาดคะเนได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อใด

นั่นเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านเด็ก 43 องค์กร ออกมาแถลงการณ์ประณามการใช้ความรุนแรงในการชุมนุมที่ส่งผลให้เด็กเสียชีวิต 4 ราย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อเด็กในทุกรูปแบบทุกๆ พื้นที่ที่มีการชุมนุม รวมถึงเรียกร้องผู้ปกครองไม่นำเด็กเข้าร่วมในการชุมนุมหรือเข้าใกล้พื้นที่ที่มีการชุมนุม

โดย ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวชัดถ้อยชัดคำผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และรายการทีวี เพื่อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันปกป้องคุ้มครองเด็กๆ เนื่องจากเด็กๆ ยังไม่มีภาวะความเข้าใจหรือการตัดสินใจที่ดีพอ หากมีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้น

และเธอประกาศชัดว่า “รัฐไม่ควรใช้ความรุนแรงทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประชาชนที่คิดต่าง นอกจากนี้รัฐควรปกป้องคนที่ประท้วงรัฐด้วย ถ้ารัฐสามารถทำได้ ก็จะถือว่าเป็นชัยชนะอันถาวรของรัฐ แต่ในวินาทีที่ยังหาทางออกไม่ได้ รัฐควรพิจารณาว่าคนกลุ่มแรกที่จะต้องได้รับการคุ้มครองคือ เด็ก แม้สถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจะเป็นแค่รัฐบาลรักษาการณ์ แต่ภายใต้กลไกดังกล่าว รัฐก็ต้องทำหน้าที่ และหาทางออกตามที่มีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงเป็นผู้รักษาการณ์ โดยต้องแก้ปัญหาและมีมาตรการที่ชัดเจนโดยเอาประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง ซึ่งจากนี้ไปเราหวังว่าจะไม่มีเด็กที่จะต้องสูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมืองเช่นนี้อีก”

นอกจากนี้เธอยังย้ำว่า อย่างน้อยๆ ต้องทำให้พวกเราอุ่นใจได้ว่า เด็กสี่คนที่เสียชีวิต จะต้องได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยว่า ผู้ที่ดูแลความมั่นคงของประเทศไม่เห็นเบาะแส ไม่เห็นที่มาที่ไปของอาวุธ ถ้ายังเป็นแบบนี้อีกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนข้างหน้า ประเทศนี้ก็จะมีสถานการณ์ไม่ต่างจากประเทศที่ไม่มีผู้นำ

"นั่นหมายถึงหมดความชอบธรรม ปล่อยให้เด็กบริสุทธิ์ตายไปต่อหน้าต่อตาด้วยอาวุธสงคราม เราหวังว่า ตำรวจจะรู้ตัวว่า ต้องทำอะไร เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา ถ้ามีศพต่อไปแสดงว่า กลไกนั้นมันพังแล้วจริงๆ มันใช้ไม่ได้แล้ว หลังจากนั้นเราคงต้องคุยกันอีกแบบ"

หาพื้นที่ให้เด็กทำกิจกรรม

ณ เวลานี้หลายฝ่ายเห็นว่า คนที่เป็นพ่อแม่เด็ก ก็ไม่ควรพาเด็กเข้าร่วมชุมนุม เพราะไม่อาจคาดการณ์ได้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อใด แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นแล้ว ก็ไม่ควรซ้ำเติมพ่อแม่เด็ก เหมือนเช่น ทิชา ขมวดปมให้เห็นว่า เมื่อลูกของเขาตายแล้ว เรามาบอกว่า เป็นความผิดของพ่อแม่ที่เอาลูกเข้าไปในพื้่นที่เสี่ยง นั่นก็ไม่ยุติธรรมที่กล่าวเช่นนั้น

"สิ่งที่เหลือในใจพ่อแม่คือ ความรู้สึกผิดอันรุนแรงบวกกับความเศร้าอย่างสุดซึ้่ง ดังนั้นการกล่าวหาใดๆ ก็ต้องดูด้วยว่า ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกตาย ถ้ารู้ว่านี่คือ ดินแดนสงคราม ก็คงไม่พาลูกไปเสี่ยง เพราะพ่อแม่เด็กสัมผัสได้ว่า มันไม่รุนแรงจึงเอาลูกไปด้วย" ทิชา พยายามเชื่อมร้อยให้เกิดความเข้าใจ

ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม หากเด็กๆ ต้องติดสอยห้อยตามพ่อแม่มาร่วมชุมนุม เชษฐา บอกว่า ถ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องพาลูกมาชุมนุม อยากเรียกร้องให้แกนนำการชุมนุมสื่อสารประสานงานกับหน่วยงานกทม. และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงสั่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนนำกิจกรรมมารองรับเด็กๆ อย่างรถโมบาย ละครหุ่นมือ กิจกรรมวาดรูป เพื่อให้เด็กทำกิจกรรมสร้างสรรค์

"ซึ่งหน่วยงานศูนย์ของกรุงเทพมหานครหลายแห่งสามารถทำได้เลย ในช่วงกลางวันอาจประกาศไปว่า ให้หน่วยงานเหล่านั้นมารับเด็กๆ ไปทำกิจกรรม หรืออาจทำกิจกรรมเคลื่อนที่กับเด็กๆ เพราะอากาศกลางวันร้อนมาก กลางคืนก็ยุ่งเยอะ และอาหารส่วนใหญ่ก็เป็นของผู้ใหญ่ ไม่เหมาะกับเด็ก รวมถึงสภาพการชุมชนแออัดและเสียงดัง เด็กเล็กๆ ไม่ควรได้ยินเสียงดังเกินร้อยเดซิเบล ดังนั้นผู้ใหญ่ก็ควรดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย"

นั่นเป็นเรื่องสุขภาพความเป็นอยู่ทางกายภาพ ส่วนด้านจิตใจ ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก โยงถึงกรณีการผลิตซ้ำของการใช้วาจารุนแรงหยาบคายว่า บางทีเด็กๆ ก็ไม่ได้ไตร่ตรองข้อมูลเหมือนผู้ใหญ่ การฟังข้อมูลที่ซ้ำไปซ้ำมา เด็กๆ ก็จะซึมซับกิริยาท่าทาง ไม่ต่างจากกรณีเด็กดูทีวีการชุมนุมกับพ่อแม่ แล้วเลียนแบบพฤติกรรม

"เคยมีเด็กอนุบาลปีที่สอง เห็นเพื่อนใส่เสื้อแดงมาโรงเรียน เด็กคนนั้นบอกเพื่อนว่า ไอ้เสื้อแดงออกไป กูไม่อยากให้อยู่ห้องนี้" เชษฐา เล่าถึงพฤติกรรมการเลียนแบบจากผู้ใหญ่ ซึ่งพ่อแม่บางคนไม่ได้คิดเรื่องความรุนแรงที่เด็กจะได้รับ และนี่คือการผลิตวาทกรรมตอกย้ำความขัดแย้ง

"อะไรที่เด็กได้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก เด็กก็จะคิดว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนั้นใช่ ผู้ปกครองต้องระวังประเด็นนี้ เพราะผู้ปกครองบางคนคิดว่า เด็กๆ น่าจะได้เรียนรู้ในสถานที่แปลกใหม่ ถือเป็นสิทธิและหน้าที่ แต่พ่อแม่ก็ต้องประเมินว่า สิ่งที่ได้รับจากการเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มันคุ้มค่ากันไหม "

และยังประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิที่เขาได้เล่าให้ฟังในช่วงแรกเรื่องการโพสต์รูปเด็กๆ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ แม้คนส่วนใหญ่จะโพสต์ด้วยความหวังดี อยากร่วมไว้อาลัย แต่กรณีนี้ เชษฐาบอกว่า คุณขออนุญาตพ่อแม่เด็กหรือยัง ในแง่สิทธิเด็กคือการละเมิดสิทธิ ซึ่งความปรารถนาดี ได้ไปสร้างความสะเทือนใจให้กับญาติๆ เด็ก

"อย่างเด็กที่ถูกกระทำชำเรา แล้วสื่อเอาภาพไปลง แม้จะคาดหน้า ก็ไม่ควรลงด้วยซ้ำไป ถ้าวันหนึ่งวันใดเด็กคนนี้ไปเห็นภาพ เขาก็จะติดตรึงใจเหมือนมีหลุมดำในใจ ทำให้เขายืนอยู่ในสังคมลำบาก และเมื่อเร็วๆ นี้ผมเห็นข่าวทีวีลงภาพศพของเด็กสองคน และครูในโรงเรียนจัดนิทรรศการภาพ คุณพ่อเห็นภาพเด็กร้องไห้ทันที มีใครคิดถึงตรงนี้หรือเปล่าในเรื่องผลกระทบด้านจิตใจ ซึ่งเป็นความบอบช้ำที่ฝังลึก "

อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องสิทธิเด็ก แม้จะมีการลงนามเรียกร้องมานานกว่าสามสิบปี เชษฐาตั้งคำถามว่า คนไทยตระหนักรู้เรื่องนี้แค่ไหน

"บางครั้งทำกันไปด้วยความหวังดี แต่ไม่เข้าใจสิทธิของผู้อื่น ก่อนอื่นต้องแยกให้ได้ว่า อะไรเป็นสิทธิ อันไหนเป็นหน้าที่"

เรียนรู้การเมืองแบบเด็กๆ

"เด็กเล็กๆ ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังคิดเองไม่เป็น ผมมองว่า ไม่น่าออกมาร่วมชุมนุมกับผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่ไปชุมนุมก็ไปเล่น ถ้าเป็นเยาวชนเรียนมัธยมปลายแล้ว ก็เริ่มคิดเป็น มีสิทธิ มีเสียง ก็ร่วมชุมนุมได้ แต่ก็ต้องระวังด้วย อย่างกรณีที่เกิดขึ้นผมคิดว่าไม่ควรเกิดขึ้นกับน้องๆ เพราะเกิดกับผู้ใหญ่ก็แย่แล้ว " อรรถสิทธิ์ เหลืองไพบูลย์ นักศึกษาปี 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.นนทบุรี กล่าว

เขาเป็นเยาวชนอีกคนที่สนใจการทำกิจกรรมทางสังคม และร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมหลายครั้ง และมีความเห็นไม่ต่างจากหลายคนคือ ส่วนใหญ่การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ ไม่มีความรุนแรง แต่ในที่สุดก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายครั้งในหลายพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ ผู้นำเยาวชนคนนี้ บอกว่า กำลังคิดจะทำโครงการสอนประชาธิปไตยให้เด็กๆ และเยาวชน เพื่อให้น้องๆ รู้ว่า เด็กๆ มีสิทธิและเสรีภาพมากน้อยเพียงใด

"เยาวชนอย่างเรามีสิทธิได้รับการคุ้มครอง และผู้ใหญ่ไม่ควรใช้ความรุนแรงและอาวุธสงครามกับเด็ก ผมเองก็ไม่เห็นด้วยที่น้องๆ ออกมาชุมนุมกับพ่อแม่ "

เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ ทำให้เยาวชนและเด็กๆ ทำความเข้าใจกับเกมการเมืองมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีผู้ใหญ่ชี้แนะ เหมือนเช่นที่ ฉัตรชัย เชื้อรามัญ ผู้อำนวยการขบวนการตาสับปะรด นำเด็กกลุ่มเล็กๆ ไปเรียนรู้การเมืองในการชุมนุม

“เพื่อให้พวกเขา รู้ว่า การชุมนุมคืออะไร การมีส่วนร่วมเพื่ออะไร แต่พอสถานการณ์รุนแรงผมก็ไม่ได้พาไป อย่างกรณีนี้เราก็บอกเด็กๆ ว่า เมื่อประชาชนไม่มีพื้นที่ในการแสดงออกทางการเมืองจึงต้องมาชุมนุม สถานการณ์แบบนี้ ผมก็ตั้งคำถามให้เด็กๆ คิด โดยไม่ชี้นำ ถ้าเด็กๆ เป็นรัฐบาล เป็นตำรวจ เป็นผู้นำชุมนุม เมื่อสวมบทบาทนั้น พวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งผมพบว่า ทำแบบนี้ ทำให้เด็กๆ ไม่เบื่อการเมือง ไม่เบื่อปัญหา"

เมื่อทำให้เด็กๆ เข้าใจการเมืองมากขึ้น และพวกเขาได้เห็นชาวนาจากต่างจังหวัดมาชุมนุมเรียกร้องในกรุงเทพฯ ฉัตรชัยบอกว่า เด็กๆ ก็จะเข้าใจ ไม่โวยวายหาว่าชาวนาทำให้การจราจรมีปัญหา

"ฝึกให้เด็กๆ ได้คิด ฝึกมองข้อมูลทั้งสองด้าน แล้วคิดต่อว่า ทำไมประเด็นเดียวกัน แต่คนให้ข้อมูลไม่ตรงกัน พวกเขาก็เลยไม่เบื่อการเมือง ถ้าเด็กรุ่นใหม่เบื่อการเมือง อันตรายนะ"

""""""""""""""""""""""""""""""""

ดีกรีความรุนแรง

นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มปรึกษา กรมสุขภาพจิต

"คำพูดที่ใช้ในการอภิปรายโจมตีกันของแต่ละฝ่าย เด็กๆ จะไม่ค่อยรับรู้เนื้อหา แต่จะรับรู้และซึมซับความรุนแรงทั้งจากคำพูดและกิริยาท่าทาง ดังนั้นหากปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงและสร้างความเกลียดชังเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เด็กก็ยิ่งรับไปเต็มๆ

ในแง่ของจิตวิทยา เมื่อเด็กๆ เห็นต้นแบบความรุนแรง ก็จะเกิดความชินชาและลดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งส่งผลต่อเด็กๆ ที่มีภาวะอารมณ์เปราะบางและไม่มั่นคง เมื่อถูกกระตุ้นด้วยความรุนแรงทางภาษา พฤติกรรม ท่าทาง เด็กที่มีความเปราะบางก็จะควบคุมตัวเองไม่ได้ มีผลทำให้เด็กก่อความรุนแรง แต่จะรุนแรงแค่ไหนอยู่ที่พ่อแม่อธิบาย และครอบคร้ัวมีความเข้มแข็งแค่ไหน หากพ่อแม่คิดว่าต้องการพาเด็กไปเรียนรู้บทบาทการเป็นพลเมืองควรพาเด็กไปทำกิจกรรมสาธารณะงานอาสาสมัครหรือทำกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ดีกว่า

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถเลือกสังคมที่มีความขัดแย้งสูงหรือต่ำได้ เพราะเป็นความขัดแย้งจริงของสังคม แต่คุณเลือกได้ว่า สังคมที่มีความขัดแย้งสูง แต่มีความรุนแรงต่ำ มีความสูญเสียน้อยที่สุดเพื่อเป็นทางออกที่ดีที่สุด"

.............................

เรียบเรียงจาก : งานแถลงการณ์ของเครือข่ายองค์กรทำงานด้านเด็ก ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อเด็ก ทุกรูปแบบในพื้นที่การชุมนุม