เมื่อประเทศเกิดวิกฤติ สาเหตุล้วนมาจากขาดคุณธรรม จึงเป็นที่มาของ "แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ" ปลูกฝังแนวคิดยกย่องคนที่มีความซื่อสัตย์
ท่ามกลางวิกฤติการแบ่งสีในสังคมไทยโดยใช้หลักคุณธรรมทางศาสนา ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) จับมือกับภาคีเครือข่ายศาสนาจากทั่วประเทศกว่า 31ภาคี ได้เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ไขคำตอบก้าวผ่านความขัดแย้ง สู่สังคมแห่งสันติ ด้วยหลักศาสนา" โดยผู้แทนจากศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และภาคีเครือข่ายศาสนาอื่นๆ ก่อนจะนำหลักคุณธรรมไปขยายผลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการส่งเสริมคุณธรรมของศาสนาต่างๆ เพือคืนความสันติให้กับประเทศไทย
ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2557 นี้ ถือเป็นปีที่ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองอย่างหนัก ซึ่งความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนมีสาเหตุมาจากการขาดคุณธรรมในเรื่องความซื่อตรง ดังผลสำรวจจากองค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) ประเทศเยอรมนี ที่ชี้ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีค่านิยมในการยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเป็นเรื่องปกติ ติดอันดับที่ 80 จาก 180 ประเทศทั่วโลกซึ่งส่งผลให้คนในชาติเกิดความไม่ไว้วางใจกัน และนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการจัดทำแผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติขึ้น ซึ่งได้มีการดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 อันประกอบไปด้วยแผนการส่งเสริมการพัฒนาเครือข่าย 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครือข่ายข้าราชการ เครือข่ายการเมือง เครือข่ายการศึกษาเครือข่ายชุมชน เครือข่ายศาสนา เครือข่ายสื่อมวลชน และเครือข่ายธุรกิจ แต่เนื่องด้วยในปีนี้ สังคมไทยกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงมุ่งผลักดันบทบาทของเครือข่ายศาสนา ให้เป็นเครือข่ายแกนนำหลักในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนคุณธรรมด้านความซื่อตรงไปยังทุกภาคส่วน เพราะศาสนาถือเป็นสถาบันหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ต่างนับถือ
โอกาสนี้ พระมหาเฉลิม ปิยะทัสสี จากมูลนิธิวัดปัญญานันทราม กล่าวถึงทิศทางในการปลูกฝังคุณธรรมด้านความซื่อตรงแก่พุทธศาสนิกชนว่า ควรเริ่มจากการรักษาศีล 5 ในข้อ 2 คือการไม่คดโกง หรือลักขโมยของผู้อื่นมาโดยไม่ชอบ และข้อ 4 ที่เน้นเรื่องสัจจะวาจา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนโกหกที่ไม่ทำบาปนั้นไม่มี ซึ่งเมื่อมองกลับมายังเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ปัญหาต่างๆ ล้วนเกิดจากความต้องการผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม จนเป็นต้นเหตุของความไม่ไว้วางใจกัน และทำให้ต่างฝ่ายต่างอยู่ร่วมกันไม่ได้ รวมทั้งการเกิดอคติของคนในสังคม ตามหลักอคติ 4 ซึ่งแปลว่า การลำเอียง หรือความไม่เที่ยงธรรม อันประกอบด้วย
ฉันทาคติ คือความลำเอียงเพราะรักใคร่ ทำให้ไม่เห็นความผิดของฝ่ายที่ตนรัก โทสาคติ คือความลำเอียงเพราะไม่ชอบ ซึ่งเป็นที่มาของความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผล โมหาคติ คือความลำเอียงเพราะความเขลา หรือการกระทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ผ่านการไตร่ตรองโดยใช้เหตุและผล ภยาคติ คือความลำเอียงเพราะความกลัว ซึ่งหมายถึงการที่เราพบเห็นสิ่งที่ผิด แต่ไม่กล้าจับกุมคนผิดมาลงโทษ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของการปลูกฝังค่านิยมในด้านความซื่อสัตย์เพื่อส่งต่อไปยังคนรุ่นลูกหลาน ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่
โครงการวัดต้นแบบ ที่มุ่งเน้นให้ศาสนสถานเป็นตัวอย่างในการทำงานอย่างโปร่งใส ในลักษณะ Happy Workplace คือการให้ตัวแทนของชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลวัด แทนการให้อำนาจกับเจ้าอาวาสเพียงผู้เดียว เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดการค่าใช้จ่าย ที่จะมีการเปิดเผยให้บุคคลภายนอกวัดเข้ามาตรวจสอบบัญชีของวัดได้ รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ทุกคนในชุมชนได้เข้ามาพัฒนาวัดร่วมกัน
โครงการอบรมครู คือการถ่ายทอดความรู้ด้านคุณธรรมให้กับผู้ที่ต้องการพัฒนาตัวเองเป็นครูผู้สอนวิชาคุณธรรม จาก 4 ภาค เพื่อให้เกิดการกระจายความรู้ไปสู่สังคมในวงกว้าง
โครงการยุวทูตซึ่งต่อเนื่องมาจากโครงการอบรมครู โดยจะเน้นการผลักดันให้เด็กที่ผ่านการอบรมด้านคุณธรรม นำความรู้ต่าง ๆ มาเผยแพร่สู่ชุมชนของตนรวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่ดีงามให้กับเยาวชน ซึ่งจะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของชาติ
อีกมุมหนึ่ง พระสังฆราช ยอแซฟ พิบูลย์ วิสิฐนนทชัย ประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการอภิบาลสังคม กล่าวว่าหลักธรรมที่ช่วยสร้างความสุขให้คนในชาติตามแนวทางของศาสนาคริสต์คือ การรักในพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ ซึ่งหมายถึงการรักและเชื่อในคำสอนของพระเจ้า รวมทั้งรักเพื่อนมนุษย์ทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่คิดต่างจากเรา ด้วยการใช้กิจกรรมเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยคุณธรรม เช่น
โครงการศาสนิกสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการสร้างความรักระหว่างผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ และยังช่วยให้แต่ละศาสนาเข้าใจในหลักคำสอนของกันและกัน จนเกิดเป็นองค์ความรู้ในรูปแบบบูรณาการ
การจัดค่ายอบรมคุณธรรม ซึ่งจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 หมวด ได้แก่ การรู้จักตัวตน การรู้จักเพื่อน และการเผยแพร่ความรักแก่ผู้อื่นด้วยคุณธรรม โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายคือ เยาวชน นักเรียน และครูคาทอลิก เพื่อให้เกิดความเข้าใจในแก่นของศาสนาคริสต์ พร้อมกับแทรกซึมคุณธรรมในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างซื่อตรงโปร่งใสให้กับชาวคาทอลิกอย่างทั่วถึง
ด้าน มูฮัมหมัดเฟาซี แยนา นักวิชาการและกรรมการบริหารฝ่ายเลขานุการสภายุวมุสลิมโลกฯ กล่าวว่าด้วยความหมายของศาสนาอิสลาม ซึ่งแปลว่า "ความสันติ" อยู่แล้ว สิ่งที่ชาวมุสลิมควรทำจึงเป็นการเชื่อมั่นในหลักศาสนา ซึ่งแท้จริงแล้ว ทุกศาสนาต่างสอนให้รู้จักการปล่อยวาง โดยเราต้องปล่อยวางทั้งจากความแค้น ความโกรธ ความเกลียดชัง และอย่าฝักใฝ่ในการช่วยเหลือฝ่ายอธรรมโดยเฉพาะการต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมทุกวันนี้ ชาวมุสลิมจะต้องใช้หลักของความซื่อตรงอย่างมาก โดยเริ่มจากความซื่อตรงที่มีต่อศาสนาของตน โดยการที่เราจะต้องรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับศาสนาของเรา และรู้จักศาสนาของเพื่อนด้วย เพื่อให้เราสามารถเข้าใจหลักคำสอนของทุกศาสนา และนำมาเชื่อมโยงกันได้ ซึ่งจะช่วยอคติที่มีต่อกัน
นอกจากนั้นความซื่อตรงตามแนวทางของศาสนาอิสลาม คือการส่งเสริมในเรื่องมิตรภาพโดยชาวมุสลิมทุกคนจะต้องยิ้มทักทายกันด้วยสำนวนที่ว่า "ขอความสันติจงประสบแด่ท่าน" ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ช่วยปลูกฝังให้ชาวมุสลิมอยู่ห่างไกลจากความโกรธแค้นที่ทุกคนจะต้องมีความซื่อตรงต่อตัวเองในการปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ การร่วมมือกันของเครือข่ายศาสนาจึงเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนไทย เพื่อให้ทุกคนหันมาเคารพความถูกต้อง ตระหนักถึงส่วนรวม และยึดหลักคุณธรรมในการดำเนินชีวิต รวมทั้งโครงการต่าง ๆ ที่นำโดยตัวแทนของแต่ละศาสนา ยังช่วยให้สังคมมีต้นแบบที่ดีทางด้านคุณธรรม ซึ่งจะช่วยหล่อหลอมให้คนในสังคมได้เห็นตัวอย่างของการทำความดี ที่ไม่ใช่แค่เพียงการอบรมสั่งสอนด้วยวาจาอย่างที่เราคุ้นเคยกันเท่านั้น
ถือเป็นการปลูกฝังแนวคิดในการยกย่องเชิดชูคนที่มีความซื่อสัตย์ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการพัฒนาทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจอย่างแท้จริง





