เสียงคลาริเน็ทจากฝีมือการบรรเลงของ ภคินท์ กัณหะสิริ ในการแข่งขันเซ็ทเทรดเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 16 เมื่อสัปดาห์ก่อน
ทำให้ผมหลงใหลในเพลง Carnival of Venice อย่างจัง
บทเพลงนี้ ประพันธ์โดย Paul Jeanjean นักแต่งเพลงชาวฝรั่งเศส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างปี 1874-1928 ผลงานของเขาส่วนใหญ่เขียนขึ้นสำหรับคลาริเน็ท ซึ่งได้กลายมาเป็นบทเรียนอันล้ำค่ามาตราบจนปัจจุบัน
คลาริเน็ท ถือเป็นเครื่องลมไม้ที่มีความเป็นมาเก่าแก่ย้อนไปได้ถึงยุคกรีก ก่อนจะพัฒนาอย่างเด่นชัดขึ้นในยุคบาโรค จากนั้น เริ่มพัฒนาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นในยุคคลาสสิก โดยเฉพาะ โมสาร์ท ที่ชื่นชอบเสียงคลาริเน็ทอย่างมาก ว่ามีความใกล้ชิดกับเสียงของมนุษย์อย่างมาก จนเมื่อถึงยุคสมัยของเบโธเฟน คลาริเน็ท ก็ลงหลักปักฐานเป็นอย่างดี ทั้งในวงออร์เคสตรา และวงเชมเบอร์หลากหลายรูปแบบ
ในยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คลาริเน็ท เป็นเครื่องมือหลักในการประสมวงแบบ นิวออร์ลีนส์ ซึ่งมีทั้ง ทรัมเป็ต และ ทรอมโบน รวมอยู่ด้วย ก่อนจะก้าวสู่ยุคสมัยของสวิง ที่มีนักคลาริเน็ทชื่อก้องระดับซูเปอร์สตาร์แห่งทศวรรษ 1930s อย่าง เบนนี กูดแมน จากนั้น บทบาทของคลาริเน็ทก็ค่อยๆ ลงน้อยถอยลง โดยถูกแทนที่ด้วยเครื่องดนตรีที่พัฒนาขึ้นในยุคหลัง นั่นคือ แซ็กโซโฟน
อย่างไรก็ตาม สุ้มเสียงอันกังวานเฉพาะตัวของ คลาริเน็ท มิได้ลดทอนเสน่ห์ลงแต่อย่างใด บทเพลงที่มีความยาวราว 9 นาทีของ ปอล ฌองฌอง ในเพลง Carnival of Venice จัดเป็นบทเพลงฟังง่าย ที่เผยให้เห็นบุคลิกภาพของคลาริเน็ท ซึ่งยากที่ใครได้ฟังจะมองผ่านไปได้
ชื่อของเพลงนี้ บอกเป็นนัยถึงสีสันในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของนครเวนิส เมืองแห่งสายน้ำ และเกาะแก่ง ที่เปี่ยมด้วยบรรยากาศอันโรแมนติก ชนิดที่คู่รักทั้งหลายในโลก หากไม่ใช่นครปารีสแล้ว ก็คงมีแต่นครเวนิซนี่แหละ ที่พอจะทดแทนห้วงอารมณ์อันวาบหวามนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนั่งเรือกอนโดลาท่องไปตามลำน้ำ แล้วมีคนแจวเรือคอยขับขานบทเพลงหวานซาบซ่าน
หรือจะเป็นการสวมหน้ากากในช่วงเทศกาล แล้วออกไปเดินเฉิดฉาย จนคุณอดหมั่นไส้ตัวเองไม่ได้
เวนิส เป็นเมืองทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี จัดเป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ที่นี่มีลำคลองและเกาะแก่งอยู่ราว 118 เกาะ และมีประชากรอยู่ราว 3 แสนคน ถือเป็นเมืองที่จุดเด่นในเรื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพราะนอกจากแม่น้ำลำคลองแล้ว สถาปัตยกรรมของอาคตารต่างๆ ที่ได้รับการดูแลบูรณะเป็นอย่างดี ก็มีความงดงามในตัวเอง โดยมิต้องแสแสร้างปรุงแต่งแต่อย่างใด
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาเยือนนครแห่งนี้ สูงถึงวันละ 50,000 คนเลยทีเดียว ซึ่งเอาเข้าจริงๆ หากย้อนมองประวัติศาสตร์เสียหน่อย เวนิซ ก็จัดเป็นเมืองท่องเที่ยวมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แล้ว นั่นย่อมหมายความว่า ที่นี่มีการบริหารจัดการอย่างดีมาก ถึงรักษาสถานะความเป็นเมืองสวยงามติดอันดับโลก มาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วด้วยซ้ำ
แหล่งท่องเที่ยวของที่นี่มีหลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เซนต์มาร์ค แห่งบาซิลิกา หรือจะเป็นแกรนด์แคนอล และจัตุรัสซานมาร์โก ส่วนคนที่กระเป๋าหนักหน่อย ชอบความหรูหราแบบไฮเอนด์ คุณไม่ควรพลาดสถานที่อย่าง ลิโด ดี เวเนเซีย ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของบรรดาเหล่าเซเลบในแวดวงสังคม ที่น่าจะลองไปกระแทกไหล่ดูสักครั้ง หากไม่โดนเตะออกมาเสียก่อน
ในเชิงศิลปวัฒนธรรม เวนิส ยังคงเป็นที่จัดงานเทศกาลหนังที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่นเดียวกันกับการเป็นแหล่งฟูมฟักดนตรีแห่งอิตาลีที่ไม่อาจมองข้าม นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังน่าสงสัยว่า ในยุคสมัยของ ปอล ฌองฌอง เขาจินตนาการถึงเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิซนี้อย่างไร ถึงได้แต่งเพลงสำหรับคลาริเน็ทโดนใจขนาดนี้
ฟังเพลงนี้แล้ว นึกอยากสลัดใครสักคน เดินทางไปเวนิซให้มันรู้แล้วรู้รอด.
Song : Carnival of Venice
Composer : Paul Jeanjean
Place : Venice
Country : Italy
Time Zone : UTC + 1





