วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พิพิธภัณฑ์เด็ก...หาย

ชาวเน็ตระดมต่อสู้ ทวงคืน "พิพิธภัณฑ์เด็ก" ที่ปิดร้างไปกว่า 4ปี ด้วยความหวังว่า พื้นที่ดีๆ กับคุณค่าความเป็นไทยจะเหลือไว้ให้ลูกหลานต่อไป

ผ่านวันเด็กมาแบบไม่ค่อยคึกคักเท่าไหร่สำหรับปีนี้ และแม้เด็กๆ จะไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะความฝันกับความจริงของการเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นแตกต่างกันลิบลับ

ถ้าขืนเด็กๆ เข้าใจว่าการเป็นนายกฯ คือแต่งตัวสวยๆ ไปต่างประเทศ ยิ้มหวานใส่กล้อง หรือแม้แต่อ่านโพยแบบผิดๆ ถูกๆ ก็ได้ ประเทศไทยคงย่ำอยู่กับที่อย่างนี้อีกนาน

เมื่อช่วงวันเด็กที่ผ่านมามีวาระหนึ่งที่ชาวเน็ตเขาระดมกำลังกันต่อสู้เพื่อ 'เด็ก' และเป็นประเด็นที่น่าคิดมากกว่ากันเยอะ นั่นก็คือ การทวงคืนพิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์เด็กแห่งแรกของประเทศไทย และในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จัดตั้งขึ้นตามพระราชปรารภของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงปรารถนาให้เด็กไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อันกว้างขวาง ซึ่งคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ในสมัยของ ดร.พิจิตต รัตตกุล ได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งของสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จำนวน 5 ไร่ ที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ มอบให้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เด็ก สำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร โดยสร้างเสร็จเมื่อกลางปี 2544

ใครที่เคยเข้าไปในพิพิภัณฑ์แห่งนี้ คงจะคิดเหมือนกันว่านี่คือทางเลือกดีๆ ที่มีอยู่น้อยนิดแทนการพาเด็กเข้าห้างสรรพสินค้าหรือสวนสนุกฆ่าเวลา

ภายในพิพิธภัณฑ์นอกจากจะมีอาคารแสดงนิทรรศการที่นำเสนอความรู้ด้านต่างๆ อย่างง่ายๆ สัมผัสได้ ยังมีลานกว้างด้านนอกให้เด็กวิ่งเล่น สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ เรียกว่าอยู่กันได้แบบครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว

แต่หลังจากปิดปรับปรุงไปในปี 2553 จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการเปิดให้บริการ หลายคนจึงเริ่มสงสัยว่าข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่...ตกลงพิพิภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่

วันเด็กที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นจากนักวิชาการท่านหนึ่งที่ตั้งใจพาลูกไปเที่ยวที่นั่น แล้วพบว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งปิดมาได้ 4 ปีแล้ว ยังไม่เปิดให้บริการ จึงเขียนลงในสื่อสังคมออนไลน์ที่ทรงพลังในการกระจายข่าวอย่างเฟสบุ๊ค และก็ได้ผล เรื่องนี้ถูกแชร์ต่อๆ กัน จนเกิดเพจที่เปิดให้คนมาร่วมลงชื่อเพื่อทวงคืนพิพิธภัณฑ์ฯ

กระแสแรงอย่างนี้ กรุงเทพมหานครเลยต้องออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมที่จะถึง นั่นหมายความว่าวันเด็กปีหน้า เด็กๆ จะไม่ต้องเสียโอกาสอีก

จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่...ไม่มีใครรู้ รู้แต่ยังมีคนที่ไม่วางใจ เพราะ 4 ปีที่ผ่านมานอกจากจะไม่ได้เห็นความคืบหน้าเป็นรูปธรรม ยังมีรายงานข่าวว่า เกิดปัญหาข้อติดขัดเรื่องระเบียบอันซับซ้อนของกทม. ซึ่งระยะเวลาที่เลื่อนออกไปถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ จะเสร็จตามกำหนดหรือไม่...ต้องติดตามกันต่อไป

ทว่าประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เรื่องราวแบบนี้มันสะท้อนวิธีคิดของผู้บริหารตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงประเทศ ขณะที่เราต้องการเยาวชนที่เติบโตมาเป็นคนคุณภาพ แต่รัฐกลับให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนน้อยมาก

เป็นที่รู้กันว่า 'จำนวน' และ 'วัฒนธรรมการเข้าพิพิธภัณฑ์' คือตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศนั้นๆ ได้อย่างหนึ่ง (โดยเฉพาะในด้านสติปัญญา)

เอาแค่ในโซนเอเชียด้วยกัน ไม่ว่าญี่ปุ่น เกาหลี หรือสิงคโปร์ ต่างก็มีพิพิธภัณฑ์หลากหลายประเภท และส่วนมากสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งสันทนาการสำหรับเด็กและเยาวชน ตั้งแต่เรื่องยากๆ อย่างวิทยาศาสตร์ เรื่องสนุกๆ อย่างแอนิเมชั่น ไปจนถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างอาหารการกิน รูปแบบการนำเสนอก็ก้าวล้ำไปไกล ทั้งสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจและเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม แบบไม่กลัวของจะเสียจะพัง

ถามว่าวันนี้ในบ้านเราถ้าต้องการพาเด็กเข้าพิพิธภัณฑ์ คุณนึกถึงที่ไหนบ้างที่พวกเขาจะไม่เดินซังกะตายแล้วร้องกลับบ้าน แถมในจำนวนน้อยที่คิดออกนั้นยังถูกลืมแบบพิพิธภัณฑ์เด็กอีกต่างหาก

เช่นเดียวกับปัญหาไก่กับไข่ เรื่องนี้ยังโทษกันไปกันมาไม่จบ ระหว่างการไม่มีพิพิธภัณฑ์ดีๆ ให้เข้า กับ คนไทยไม่ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เห็นความสำคัญกับการท่องเที่ยวแบบหาความรู้ เมื่อตัวเองไม่เห็นก็เลยไม่คิดจะปลูกฝังลูกๆ ตัวอย่างชัดๆ ก็คือเวลาเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งแรกที่ทัวร์ไทยพร้อมใจกันตัดออกก็คือ 'พิพิธภัณฑ์' เหตุผลก็แค่กลัวไม่มีเวลาช้อปปิ้ง บ้านเราเลยมีคนใช้รองเท้ากระเป๋าแบรนด์เนมเกลื่อนถนน แต่หาคนที่รู้ที่มาที่ไปของความแพงระยับแทบไม่มี ไม่ต้องถามถึงว่ารู้จักรากเหง้าของตัวเองมากน้อยแค่ไหน...เพราะมันคงจะยากเกินไปที่จะตอบ

โลกใบใหญ่ของคนตัวเล็กอย่างพิพิธภัณฑ์เด็ก จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แค่ว่าพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งกำลังหายไป แต่มันกำลังสะท้อนว่า สำนึกเรื่อง 'คุณค่า' ของคนไทยตั้งแต่ราษฎร์ยันรัฐกำลังอยู่ในขั้นวิกฤติ