ผมเคยเขียนรวบรวมแหล่งที่ไปดูนางพญาเสือโคร่งบานทางภาคเหนือมาบอกกล่าวท่านผู้อ่านไปเมื่อ 3 ปีก่อน
ซึ่งกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้สถานที่ที่ดอกไม้สีชมพูหวานๆ ตัดกับฟ้าสีฟ้าใสๆ นั้น ไม่ได้ขีดวงแค่ภาคเหนือตอนบนซะแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เพียงแค่มาที่ภูหินร่องกล้าที่เราคุ้นเคยกัน ก็จะได้เห็นดินแดนหรืออาณาจักรของดอกพญาเสือโคร่งแล้ว เรียกว่าหวานไปครึ่งดอยทีเดียว
ในหนังสือชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย ของ ศ.เต็ม สมิธินันท์ ที่นักพฤกษศาสตร์บ้านเราทั้งหลายใช้อ้างอิง (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2544) เรียกเจ้าต้นพญาเสือโคร่งนี้ว่า ต้น “ฉวีวรรณ“ พอเป็นดอกจะเรียกดอกฉวีวรรณก็ไม่เห็นแปลก เป็นไม้ยืนต้นที่อยู่ในวงศ์ ROSACEAE สกุล Prunus ชนิด cerasoides ชื่อวิทยาศาสตร์จึงเป็น Prunus cerasoides เป็นไม้บ้านเรานี่ละครับ ขึ้นกระจายกันโดยเฉพาะในป่าเบญจพรรณที่ระดับความสูงตั้งแต่ 500 เมตร ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นคนละชนิดกับต้นซากุระที่ญี่ปุ่น
เพียงแต่เมื่อยามที่ต้นฉวีวรรณออกดอกเขาก็จะผลัดใบหมด แล้วออกดอกเล็กๆ สีชมพูเต็มต้น เหมือนกับต้นซากุระที่ญี่ปุ่น เราก็เลยให้ฉายาว่าเป็นซากุระเมืองไทยไปโดยปริยาย ซึ่งตามความเห็นของผมที่ไม่มีความเป็นชาตินิยมมาปะปนเลยแม้แต่นิด(เชื่อผมหน่อยก็แล้วกัน) ผมว่าต้นฉวีวรรณบ้านเรา สวยกว่าซากุระญี่ปุ่นเป็นไหนๆ ยิ่งเมื่อได้ไปเห็นที่ที่เขาปลูกพญาเสือโคร่งกันเป็นดง เป็นแถบด้วยแล้ว แม้แต่หนุ่มๆ มาเห็นเป็นกรี๊ดจนสาวแตก เชื่อผมสิ ที่ขึ้นชื่อว่าปลูกกันมาก เวลาออกดอกก็สวยจนสาวแตก ก็อย่างที่ขุนช่างเคี่ยน บนดอยสุเทพ ขุนห้วยแม่ยะ ใกล้ๆ ห้วยน้ำดัง นอกนั้นก็มีกระจัดกระจายพอให้ได้ถ่ายรูปกัน
อย่างที่ผมบอกว่าจริงๆ เจ้าต้นฉวีวรรณนี้เป็นไม้ท้องถิ่น มักขึ้นปนกันไปในป่าทั่วไป ที่ภูหินร่องกล้า ที่บ้านทับเบิก เราจะเห็นว่าดอกพญาเสือโคร่งในยามที่ออกดอกบานปนกันในป่าธรรมชาติ แต่เพราะความที่เป็นพืชที่โตไว เป็นพืชประจำถิ่น ไม่ใช่พืชพรรณแปลกถิ่นอะไร ที่ไหนที่ต้องการปลูกป่าเพื่อฟื้นคืนสภาพเขาจึงมักนิยมปลูกเจ้าฉวีวรรณ นอกจากได้ต้นไม้เพื่อคลุมหน้าดิน เรียกสภาพป่าให้คืนมาแล้ว ยังได้แหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย
บนภูหินร่องกล้าเองมียอดเขาหลายต่อหลายลูกอยู่บนภูหินร่องกล้า ภูแผงม้า ภูร่องกล้า ฯลฯ ภูลมโลนี่เป็นอีกหนึ่งภูของภูหินร่องกล้า เป็นแนวหน้าผาหินทรายยกตัวเหมือนภูทับเบิก หันทางหน้าผาไปทางทิศตะวันออก ภูนี้ก็โดนตัดต้นไม้เกลี้ยงมาแต่ในอดีตเหมือนกัน ตัดจนโล้น ก่อนหน้านี้ชาวบ้านมาอาศัยทำไร่ ม้งมาปลูกกระหล่ำ ฉีดยา อัดยาจนคนกินสำราญกันไป จนก่อนหน้านี้มีโครงการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพที่ภูลมโลนี่มี ปตท.ให้การสนับสนุน โดยให้กรมอุทยานฯจัดการเอง จึงเป็นหน้าที่ของอุทยานฯภูหินร่องกล้า เขาปลูกป่ามาหลายปี จนเข้าปีที่ 5 ที่ 6 ปรากฏว่าเจ้าต้นฉวีวรรณที่ปลูก ออกดอกแล้วครับ แล้วเนื้อที่เป็นพันๆ ไร่ เวลามันออกดอกจึงเป็นสีชมพูหวานไปทั่วทั้งภูดอย ผมว่าน่าจะเป็นดงพญาเสือโคร่ง(ตามฉายา)ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเราตอนนี้ก็ว่าได้ ดูไปทางไหนก็ละลานตาไปหมด
แต่อุปสรรคมันก็มีตรงที่ “วัว” ชาวบ้าน ซึ่งก็คือชาวม้งบนภูหินร่องกล้านั่นแหละ ท่านผู้อ่านจำที่ผมเคยเขียนถึงภูหินร่องกล้าเมื่อปีที่แล้วได้ใช่ไหม นั่นแหละครับ วัวพวกนี้ชาวบ้านจะเลี้ยงปล่อย คือให้มันหากินไปตามยถากรรม 2-3 วัน ก็ขึ้นมาดูมันทีหนึ่ง โดยตามเสียงกระดึงที่ผูกคอเข้าไปในป่า วัวมันก็กินไปเรื่อย ดอกไม้ดอกไร่ทางฝั่งลานหินปุ่ม กินจนพังพินาศ ถ่ายมูลจนน้ำบนภูหินกลายเป็นน้ำขี้วัว ส่วนทางภูลมโลนี่ก็เข้ามากินกล้าต้นพญาเสือโคร่งที่เขาเอาไปปลูกจนเขาต้องล้อมรั้ว แล้วต้องจ้างคนเฝ้าวัวอีกต่างหาก จนกว่าต้นไม้จะโต เราไปทุกวันนี้ก็จะเห็นดอกไม้สวยจริง แต่ดูดีๆ จะไปเหยียบขี้วัวเข้า แล้วไหนจะกลิ่นขี้วัวที่มันโชยมาเป็นระยะๆ อีกละ
ปัญหานี้เคยมีการแก้ไขโดยให้เงินชดเชยเจ้าของวัวไม่ให้เอาวัวขึ้นมาเลี้ยงในแปลงปลูก ก็มารับเงินกันไปเรียบร้อย แต่ก็ยังมีวัวเข้ามาอีกจนได้ ผมถึงบอกปัญหานี้ถ้าทางอุทยานฯเขาเอาจริง ยึดกฏหมายเคร่งเป๊ะ เขาจับได้หมด ยึดวัวได้ แต่จะเป็นปัญหาทางการปกครอง ทางอำเภอหรือจังหวัด อย่ามัวแต่นิ่งเฉย เกณฑ์มวลชนใส่เสื้อขาวไปจุดเทียน แค่นั้นไม่ได้ ต้องออกมาช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วย และต้องแก้อย่างเป็นจริงเป็นจัง เพราะต่อไปภูลมโลนี่จะเป็นหน้าเป็นตาของทั้งเพชรบูรณ์และพิษณุโลก เป็นดินแดนที่ใครๆ ก็อยากมาดูมาเห็น มีของดีแล้วไม่รู้จักรักษา อยากให้คนมาเที่ยวไปแล้วด่าไปหรือไง ชอบเหรอที่มีคนทั้งด่าทั้งชม เราขจัดเสียงด่าเสียงบ่นได้ง่ายนิดเดียวแค่ลุกขึ้นมาทำงานเท่านั้น
ตอนนี้ทางอุทยานฯภูหินร่องกล้า เขาบำรุงดูแลจนต้นสวย ออกดอกสะพรั่ง จัดที่ทางไว้ให้คนไปกางเต็นท์ ไปนอนพักแรม ชื่นชมดอกไม้ได้ แต่ขี้วัว ขี้ควาย กลิ่นฉี่ กลิ่นขี้วัวทั่วไปแบบนี้ก็ไม่ไหว ต้องเข้ามาช่วยเขา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดทั้งพิษณุโลกและเพชรบูรณ์แหละต้องออกมาทำงาน มีเงินงบประมาณ มีหน้าที่อยู่แล้ว อย่านอนกินเงินเดือนจนอ้วนเฉยๆ
การขึ้นไปชมดินแดนสีชมพู ภูลมโล ขึ้นได้สองทางครับ ทางหนึ่งขึ้นทางบ้านกกกะทอน ต.กกกะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย ทางนี้จะเป็นทางฝุ่น ระยะทางราว 20 กม. จนถึงยอดภูลมโล ค่าเหมารถ 1,500 บาท ไม่เกิน 5 คน ถ้าเกินนั้นเขาคิด 2,000 บาท (รวมค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯ) อีกทางขึ้นทางบ้านร่องกล้า บนอุทยานฯภูหินร่องกล้า(ใกล้โรงเรียนการเมือง) ทางลาดยางไปจนถึงบ้านร่องกล้า แล้วเช่ารถชาวบ้านขึ้นไปอีกราว 5-6 กม. เขาคิดค่ารถ 600 บาท(ไม่เกิน 6 คน) ถ้าไปค้างคืนแล้วให้ไปรับก็ค่ารถ 1,200 บาท ส่วนใครมีรถขับเคลื่อน 4 ล้อก็ขึ้นไปได้เลย ทางอุทยานฯเขาจัดที่กางเต็นท์ให้ อาศัยอาบน้ำที่บ้านคนงานเฝ้าป่าใกล้กันได้ ถ้าจะพักแรมก็เตรียมเครื่องนอนและอาหารไปด้วย
ดอกพญาเสือโคร่งนี้ จะออกดอกไม่กี่วัน จะแตกใบเร็วมาก แต่มันมีหลายแปลงครับ แปลงไหนออกใบก็ไปดูแปลงอื่น ถ้าท่านผู้อ่านจะไปดูคงต้องไม่ควรเกินเดือนมกราคมนี้ โทรไปสอบถามสภาพดอกไม้บนนั้นก่อนที่ ททท.พิษณุโลก ที่ โทร 05 5252 7423
ไปชื่นชมความงามของแดนดงแสนหวานที่ชื่อภูลมโลกันได้ ถ้าไม่มีขี้และกลิ่นฉี่วัวควาย ที่นี่คือสวรรค์บนดินทีเดียว ณ นาทีนี้...ภูลมโลที่เดียวครับ





