ความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทย ยากจะหาทางออก แต่ไม่ใช่...ไม่มีซะทีเดียว สันติวิธีเป็นอีกทางเลือกที่ต้องใช้เวลานาน
แม้หลายคนจะไม่เชื่อมั่นว่า สันติวิธีจะใช้ได้ในสังคมไทย เพราะหลายเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง กระบวนการสันติวิธีแม้จะเสนอทางเลือกให้สังคม แต่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกท้ายๆ และเมื่อลองเลือกใช้แนวทางนี้แล้ว ก็ไม่อาจหาทางออกได้
เหตุไฉนจึงเป็นเช่นนั้น
อาจารย์หนุ่มคนนี้ ดร.เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พยายามร้อยเรียงหาเหตุผลในเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่า เป็นทางเลือกการสื่อสารที่ทุกคนต้องเปิดพื้นที่ความไว้วางใจ ก้าวข้ามพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองเพื่อหาทางออกโดยสันติ และต้องใช้เวลานานพอควร
นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาหันมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือ เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยทำธุรกิจก่อสร้างกับครอบครัวอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทาง จึงไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกด้านสันติภาพและการพัฒนาศึกษาที่ประเทศสเปน กระทั่งกลับมาเมืองไทย คิดจะทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน แต่ที่สุดได้ทำงานที่ตัวเองถนัดในเรื่องการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และนั่นเองที่ทำให้เขาได้ลงไปทำงานวิจัย จัดวงสนทนาแลกเปลี่ยนกับคนในชุมชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปี และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ เขามีโอกาสจัดวงเสวนาหาทางออกให้กับคนที่คิดต่าง
คุณเรียนมาทางด้านบริหารธุรกิจ แต่เปลี่ยนมาเรียนด้านสันติภาพและการพัฒนา ทำไมเปลี่ยนขั้วความคิดมาสู่อีกโลกหนึ่ง
ก่อนผมจะไปเรียนที่นั่นผมก็ดูว่า ในเมืองไทยมีหลักสูตรที่ไม่ใช่กระแสหลักอะไรบ้าง มาเจอหลักสูตรปริญญโทด้านสันติภาพและการพัฒนาศึกษาที่สเปน ซึ่งเป็นประเทศที่แปลกและน่าจะสนุก ก็เลยไปเรียน ตอนแรกๆ ที่เรียนก็ไม่ค่อยเข้าใจ พอเรียนไปสักพัก รู้สึกว่าน่าค้นหา การเรียนด้านนี้น่าจะเป็นโลกอีกแบบที่ผู้คนใส่ใจในแง่ปรัชญาแนวคิด เป็นองค์ความรู้ที่มีความยืดหยุ่นในการเรียน และเงื่อนประเด็นหลายเรื่องน่าสนใจ โดยเฉพาะกระบวนการคิด สิ่งต่างๆ ที่ทำให้คนเราทะเลาะกัน หรือ การจับอาวุธฆ่าฟันกัน ตอนที่ผมไปเรียนเมื่อ 14 ปีที่แล้ว เป็นเรื่องแปลก
ตอนนั้นตอบโจทย์ชีวิตอย่างไร
ตอนนั้นผมตั้งใจว่า จะกลับมาทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรืออะไรที่เกี่ยวกับสังคม เพราะสมัยเรียนก็ทำกิจกรรมนักศึกษา ชอบด้านนี้อยู่พอสมควร ก็คิดว่าจะทำงานด้านสันติภาพและชุมชน และตอนที่ผมเรียนก็ไม่มีเหตุการณ์การชุมนุมและปะทะกันเหมือนวันนี้ ในสเปนมีชาวบาสก์ (แคว้นปกครองตนเองบาสก์)ในอดีตพวกเขาก็เคยมีปัญหากับรัฐบาล แต่ตอนหลังได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลไปบ้างแล้ว เหตุการณ์ของชาวบาสก์ เราก็นำมาเทียบเคียงกับกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในบางกรณี ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ทั้งด้านทฤษฎีและการทำเวิร์คชอป แม้ผมจะไม่เคยเข้าไปในร่วมกิจกรรมในถิ่นที่อยู่ชาวบาสก์ แต่ก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนกับผู้คนที่ได้อยู่กับชาวบาสก์
ถ้าเทียบระหว่างชาวบาสก์และพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจารย์คิดว่ามีความเหมือนและต่างกันอย่างไร
ชาวบาสก์มีอัตลักษณ์ทั้งเรื่องภาษาและวัฒนธรรมของตัวเองต่างจากชนชาติสเปน พวกเขาก็เลยคิดว่า ไม่ควรผนวกรวมกับประเทศสเปน ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพยายามผลักดันอัตลักษณ์ของพวกเขา เพื่อให้คนได้ตระหนักรู้ ซึ่งการใช้ภาษาของชาวบาสก์ชัดเจนมาก ถ้าเราอยู่ในแคว้นบาสก์ เราจะไม่เห็นคนใช้ภาษาสเปน ผมมองว่า ชาติพันธุ์และภาษาของทั้งสองกลุ่มมีความคล้ายกัน และคนในพื้นที่รู้สึกอึดอัดกับการบริหารโดยรวมเหมือนที่เป็นอยู่
ส่วนที่ต่างคือ ชาวบาสก์พยายามสร้างปีกการเมืองในการต่อสู้ โดยตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง แม้จะมีส่วนที่ใช้ความรุนแรงและการต่อสู้ พวกเขาสามารถส่งผู้แทนลงเลือกตั้ง ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งมีความพยายามที่จะผลักดันสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางการเมืองมาตลอด ซึ่งคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจไม่มีความพยายามตรงนี้ หรือมี...แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ดูเหมือนจะใช้ความรุนแรงซะเป็นส่วนใหญ่
กระบวนการแบบไหนที่อาจารย์นำไปใช้ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ก็ใช้กระบวนการสันติวิธี หรือสานสัมพันธ์ ในแนวนอนและแนวตั้ง คือพยายามทำให้คนที่มีความต่างกันสามารถก้าวข้ามอัตลักษณ์ของตัวเอง เพราะปกติเวลาคนพุทธจะเดินเข้าไปสังคมมุสลิมก็ไม่ค่อยมั่นใจ ไม่ต่างจากชาวมุสลิม เราก็ไปทำเวทีเสวนาเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจ โดยทำพื้นที่เล็กๆ ซึ่งผมก็ใช้เวลาประมาณ 7-10 วันต่อเดือนทำงานในพื้นที่ เป็นกระบวนการทางสังคมเพื่อลดความขัดแย้ง ผมทำมา 7 ปีตั้งแต่กลับจากสเปน ผมก็ทำในชุมชนที่พอจะทำได้ ตอนนี้ทำที่ อ. ตากใบ และอ.สุไหงปาดี จ. นราธิวาส
เวลาทำวงเสวนา เราต้องหาประเด็นร่วมที่คุยได้ก่อน เพื่อให้คนมองข้ามความต่าง อย่างปัญหาในการทำมาหากิน เมื่อแชร์ปัญหาร่วมกัน ก็มีเครือข่ายเชื่อมโยงกลุ่มเยาวชนและกลุ่มต่างๆ เพื่อก้าวข้ามความเป็นอัตลักษณ์เดี่ยว สามปีแรกเราพยายามหาความเป็นไปได้ว่า ทำไมคนเรามีความเชื่อใจกันต่ำ เมื่อเปิดพื้นที่สื่อสารก้าวข้ามความเป็นอัตลักษณ์เดี่ยวมากเท่าไหร่ โอกาสสร้างความไว้ใจจะมีสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ถักทอสายใย พอได้เริ่มแล้วชาวบ้านก็จะหากลไกในการมีปฎิสัมพันธ์กัน ซึ่งช่วยก้าวข้ามความหวาดกลัวได้ นี่ไม่ใช่โมเดล แต่เป็นความพยายามก้าวข้ามอัตลักษณ์เชิงเดี่ยว การออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง ไปอยู่ในพื้นที่ที่คิดว่าจะมีคนคุยกับฉันไหม แต่ละแห่งมีความแตกต่าง ทั้งระดับเหตุการณ์และความรุนแรง ถ้าเป็นชุมชนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะ หรือมีความสูญเสียเยอะ ก็จะยากในการทำงาน
เพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนา จึงเกิดความไม่เข้าใจกันมาเนิ่นนาน ?
จริงๆ แล้ว เรารู้จักคนพุทธและมุสลิมน้อยมาก ทั้งๆ ที่อยู่กันมานาน แต่ไม่ลึกซึ้งมากนัก ชาวพุทธคิดว่า ชาวมุสลิมกินอาหารอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่หมู จริงๆ แล้วพวกเขาต้องการอาหารฮาลาลที่มีกระบวนการผลิตเฉพาะของชาวมุสลิม ประเด็นเหล่านี้คนพุทธอาจไม่รู้ในวงกว้าง อย่างคุณป้าคนหนึ่งบอกว่า ลูกสาวแต่งงานกับชาวมุสลิม พอกลับมาบ้าน แม่ทำกับข้าวให้กิน ไม่ยอมกินข้าวบ้านตัวเอง แม่ก็ไม่รู้ ทำไมลูกต้องกลับไปกินข้าวบ้านสามี แม้คุณป้าคนนั้นจะอยู่ในชุมชนมุสลิมตั้งแต่เกิด แต่ยังไม่เข้าใจวิถีชีวิตมุสลิม แสดงว่ากระบวนการที่ปฎิสัมพันธ์กัน ไม่ได้สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน พอมีปัญหาความรุนแรง พวกเขาก็จะเข้าใจเพื่อนในชุมชนน้อยมาก
ในมุมอาจารย์ ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ?
ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ภาษาและความต้องการด้านการเมือง จริงๆ แล้วศาสนาก็มีความเกี่ยวพัน อย่างเราเรียนวิชาสพช. เราก็ใช้หนังสือเหมือนกันหมดทั้งประเทศ เปิดหนังสือก็เห็นรูปธงชาติ หน้าถัดไปเป็นพระแก้วมรกต ซึ่งชาวพุทธไม่ได้มีปัญหา แต่คนมุสลิมไม่ได้นับถือ หากถ้าถามว่าพวกเขาโกรธ เกลียดอะไรกันมากมาย ถ้าเพิ่งเกิดเรื่อง คงไม่โกรธขนาดนั้น แต่มันผ่านมารุ่นต่อรุ่น ความอัดอั้นตันใจ ปมบางอย่างได้ถูกสร้างขึ้น หรือเรื่องการบังคับให้ทุกคนเรียนประวัติศาสตร์ส่วนกลาง ไม่สนับสนุนให้เรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ไม่ต่างจากท้องถิ่นอื่นในเมืองไทย ในสเปนก็มีปัญหาคล้ายๆ เรา
ผู้บริหารประเทศสเปนพยายามทำให้คนในประเทศเข้าใจว่า ประเทศเขาเกิดจากหลายๆ ส่วนของประเทศรวมกัน คนก็ยอมรับ แต่ประเทศไทยไปคนละทาง พยายามรวมไทยเป็นหนึ่งเดียว และทุกอย่างเป็นไทยหมด ปฎิเสธความแตกต่างหลากหลายของคนในประเทศ เราไม่ยอมให้คนมลายูในเมืองไทยเป็นคนมลายู หรือคนล้านนา ล้านช้าง หรือชาติพันธุ์อื่นๆ กว่า 60 ชาติพันธุ์ ไม่ว่าลาวโซ่ง ล้านนา ล้านช้าง ทั้งหมดต้องเป็นไทย เราปฎิ
เสธตัวตนของคนในประเทศ แต่ให้เป็นไทยเดี่ยวๆ มันก็เลยสวนกับความรู้สึก อย่างสเปนพยายามยกระดับความแตกต่างของอัตลักษณ์ แต่ไทยกลับผนวกรวมให้เป็นหนึ่งเดี่ยว สเปนก็เคยทำแบบนั้น บังคับทุกคนพูดภาษาสเปน แต่พวกเขากลับตัว ทำให้เกิดความหลากหลาย
ปัญหาที่แก้ไม่ตก คือเรื่องโครงสร้าง ?
เป็นปัญหาที่รากความคิด ทำไมคนเราถึงอัดอั้นและพร้อมจะสู้ กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากรุ่นสู่รุ่น มีความต้องการเป็นอิสระ อยากแบ่งแยกดินแดนมีมาตลอด และพวกเราก็พยายามสนับสนุนให้มีการศึกษาเรื่องระบบการปกครองท้องถิ่นมาตั้งแต่ผมเริ่มทำงาน ซึ่งทำมาต่อเนื่องก็ ได้โมเดลที่น่าจะเป็นไปได้บางโมเดล หลายรัฐบาลก็พยายามศึกษาเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้บริหารคิดว่า การเป็นรัฐเดี่ยวต้องถูกครอบคลุมโดยรัฐบาลกลางเท่านั้น ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ สเปนก็เป็นรัฐเดี่ยวปกครองโดยระบบกษัตริย์ แต่ละรัฐมีอิสระของเขาเองทั้งเรื่องสังคม วัฒนธรรม และการศึกษา
ภาษีของแคว้นนั้น ก็ใช้บริหารแคว้นนั้น อย่างผมเรียนจบที่วาเลนเซีย แคว้นวาเลนเซีย ก็ใช้ภาษาวาเลนเซียโน แต่โชคดีที่เป็นอักษรโรมัน เราก็พออ่านได้ แต่ในมหาวิทยาลัยภาษาวาเลนเซียโน เป็นภาษาราชการท้องถิ่น แม้จะมีภาษาสเปนเป็นภาษาราชการภาษาเดียว แต่อนุญาตให้มีภาษาราชการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นป้าย แบบฟอร์มในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียน ก็เป็นภาษาวาเลนเซียโน มีภาษาสเปนประปราย พวกเขาให้คุณค่าภาษาท้องถิ่น วันหยุดก็มีวันพิเศษของแคว้นได้เลย ไม่ต้องหยุดตามส่วนกลาง
เหมือนเชียงใหม่ตอนนี้พยายามทำการบริหารจัดการตนเอง เพื่อยกคุณค่าของท้องถิ่น อย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ไม่เห็นจำเป็นต้องหยุดวันวิสาขบูชา ในเขตจังหวัดนั้นอาจประกาศให้วันฮารีรายอ...เป็นวันหยุดราชการไปด้วย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ความเป็นตัวตนเด่นชัดขึ้น แรงกดดันต่างๆ ก็จะน้อยลง เราเคยพยายามพัฒนาตัวอักษรยาวีที่ใช้เขียนภาษามลายู โดยการเพิ่มป้ายภาษามลายูอีกภาษาในสนามบินหาดใหญ่ หรือบางหมู่บ้านในภาคใต้ มีการตั้งชื่อโดยไม่ดูความหมาย เพี๊ยนไปจากเดิม อย่างหมู่บ้าน "กาเม็ง" (แพะ) ได้มีการเปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อเดิม "กือเม็ง" เป็นชื่อที่พวกเขาให้ความเคารพตั้งแต่อดีต หรือการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน “โคกยามู” เป็น "โคกกระดูกหมู" เมื่อเราทำวิจัยเสร็จก็ช่วยเปลี่ยนชื่อกลับไปเหมือนเดิม พวกเขาก็ฉลองการเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน ซึ่งทุกหมู่บ้านทำได้
เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงเกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
เมื่อเกิดความไม่เท่าเทียมกัน และไม่ได้จัดการอย่างเป็นระบบ ก็เกิดปัญหา ตอนนั้นคุณทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าพึ่งพาได้ เพราะชั่วชีวิตของชาวบ้าน ได้ยินคำว่ากระจายรายได้ แต่ไม่เคยเห็นเงิน พอนโยบายประชานิยมของคุณทักษิณทำให้ชาวบ้านมีเงินจริงๆ ในกระเป๋า แม้จะเป็นเงินสร้างหนี้ก็ตาม ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ชาวบ้านเห็นแต่หนี้ ไม่เคยเห็นเงินสดๆ ที่จับต้องได้ คนก็เข้าใจว่าช่วยให้ความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาเกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคมและการมีส่วนร่วม พวกเขาก็เลยรู้สึกว่า ใครก็ตามทำให้พวกเขามีอะไรที่จับต้องได้ คนๆ นั้นก็เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ อันนั้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เกิดความเหลื่อมล้ำ
สาเหตุที่คนในชุมชนเข้าใจเช่นนั้น อาจารย์คิดว่ามีเหตุปัจจัยจากอะไร
ที่ชาวบ้านเข้าใจเช่นนั้น เพราะมีปัจจัยแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมกับนโยบายประชานิยม ถ้าถามว่าเป็นความเข้าใจผิดของชาวบ้านหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะคนเราเรียนรู้ต่างกัน และแน่นอนว่าคนในเมืองและคนต่างจังหวัด มองประเด็นทางเศรษฐกิจต่างกัน ความทุกข์ของคนเมืองและต่างจังหวัดก็ต่างกัน ดูเหมือนคนเมืองจะครอบครองปัจจัยทางเศรษฐกิจ ชนชั้นกลางอาจมองไม่เห็นความทุกข์ของชาวบ้าน อาจไม่เคยรู้ว่าการทำงานยากลำบากเพียงใด ในทางกลับกันพวกเขาก็ไม่เห็นความทุกข์ของคนเมือง ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ไปทำงาน ป้อนข้าวลูกในรถ เด็กๆ ออกจากโรงเรียนบ่ายสามถึงบ้านสามทุ่ม เป็นความทุกข์อีกอย่าง ต่างคนต่างมีประสบการณ์ที่ต่างกัน โอกาสที่จะเข้าใจกันจึงต่างกัน
จึงเป็นที่มาของการทำสานเสวนาที่อาจารย์ร่วมคิดและทำ ?
สานเสวนามีหลายรูปแบบ มีทั้งสานเสวนาหาทางออก เพื่อแก้ปัญหา และการจัดแบบสุนทรียะสนทนา ค้นหาความรู้สึก ก็คุยกันไปเรื่อยๆ เพื่อมีพื้นที่ในการคุย ซึ่งคนไทยไม่ชอบลักษณะแบบนี้ คนไทยชอบคุยครั้งเดียวจบ แต่โดยปกติแล้วครั้งเดียวไม่มีทางจบ ต้องคุยไปเรื่อยๆ จนคุ้นชิน เวลามีปัญหาอะไร พวกเขาก็คุยกันเองได้ แต่กระบวนการต้องมีการเริ่มต้น อย่างสานเสวนาก็ใช้ได้ แต่ต้องใช้เวลานาน ไม่ใช่ปี สองปี ซึ่งหลายประเทศเวลาเกิดปัญหาก็ทำวงสนทนา แต่บ้านเราการประชาพิจารณ์มีคนพูดแค่ฝ่ายเดียว ซึ่งจริงๆ แล้ววงไดอะล็อคคือการพูดคุยนั่นแหละ แต่บางทีไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรม การพูดคุยทั่วไปก็สามารถทำกระบวนการได้ อย่างในพื้นที่ตากใบ ที่ผมไปทำงาน ก่อนหน้านี้มีปัญหาความสัมพันธ์ เมื่อมีการพูดคุยหลายรอบ เขาก็จัดการปัญหาเอง เราไม่จำเป็นต้องจัดวงเสวนาให้ ผมคิดว่าในสังคมเรายังขาดกระบวนการสื่อสารอย่างเข้าใจ เราได้แต่ชี้ว่า อีกฝ่ายมีจุดบกพร่อง มีข้อเสีย จึงมีคำพูดที่สร้างความเกลียดชัง 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยไม่ชอบหน้ากัน คนกรุงอาจเรียกคนต่างจังหวัดว่า "บ้านนอก" หรือคนต่างจังหวัดเรียกคนกรุงว่า "เด็กเทพ" สิ่งเหล่านี้เป็นโครงสร้างทางความคิด
เป็นความเกลียดชังที่ฝังรากลึก ?
ถ้าไม่ใช่พวกของตัวเอง ก็จะพยายามบอกว่าฝ่ายนั้นเลวอย่างไร อมาตยา เซน จึงเรียกว่า เป็นจุดอันตรายของความสามัคคี แน่นอนว่า ต้องข้ามตรงนี้ให้ได้ ผมไม่แน่ใจว่าจะก้าวข้ามอย่างไร ถ้าไม่ลองเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อจะรู้ว่าอีกฝั่งคิดอย่างไร
กระบวนการสื่อสารแบบไหนที่จะช่วยตรงนี้ได้
ผมเคยพยายามเสนอสานเสวนาเพื่อหาทางออก แต่ไม่มีใครทำ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ก็เลยทำกระบวนการเหล่านี้ใน 28 จังหวัด ซึ่งเราก็ได้ประเด็นที่หลากหลาย ตอนนั้นเราใช้ชื่อโครงการว่า "อึด ฮึด และฟัง " เวลาคนต้องฟังเสียงที่ไม่ใช่พวกตัวเอง หรือคนที่คิดไม่เหมือนกัน ผมก็แนะนำว่า ต้องอึดที่จะฟังก่อน แต่อึดได้ไม่นาน ผมก็แนะนำให้ฮึดฟัง หลังจากโครงการเสร็จ ก็มีเครือข่ายที่จะข้ามสี
สันติวิธีใช้ได้จริงในสังคมหรือ
สันติวิธีไม่ใช่สูตรสำเร็จ มันเป็นการหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิต เราก็พยายามใช้วิธีการนี้ปกป้องชีวิต การจัดโครงสร้างและการสร้างคุณค่าต้องใช้เวลานาน ในอาฟริกาก่อนจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ก็ต้องใช้กระบวนการพูดคุย ในญี่ปุ่นจะเอาหรือไม่เอานิวเคลียร์ก็มีการเปิดวงพูดคุย แต่ในเมืองไทยความเป็นอำนาจนิยม เป็นการชี้ประเด็นไปก่อน
ส่วนวิธีการแก้ที่ใช้เวลาเหมือนกัน แต่ไม่นานมาก คือการเดินตามกรอบประชาธิปไตย เรามักจะพูดว่า คะแนนเสียงของเราไม่มีคุณค่า มันมีคุณค่าทางการนับ แต่ไม่มีนัยยะทางคุณค่า เพราะก่อนที่เราจะกากากบาทเลือกตั้ง เราต้องมีสติ ถึงแม้จะมีช่องว่างในการเลือกตั้ง แต่คุณค่าจะมีต่อไปเรื่อยๆ จากที่พรรคการเมืองใหญ่ เคยครอบงำอำนาจ เดี๋ยวนี้ปริมาณที่นั่งในสภา ก็ลดลงเรื่อยๆ ไม่สามารถครอบงำอย่างสิ้นเชิง หรือประเทศที่มีสองพรรคอย่างอเมริกา ก็สวิงข้างไปมา ผมคิดว่า ไม่มีใครครองอำนาจยืนยาว
อาจารย์เชื่อว่าไม่มีใครอยู่ในอำนาจได้ยาวนาน ?
ผมเชื่ออย่างนั้น แม้กระทั่งประธานาธิบดีมาร์กอส ที่ครอบคุมองคาพยพของฟิลิปปินส์มานาน ก็ต้องลงจากอำนาจ
นอกจากเรื่องโครงสร้างสังคม ปัญหาการสื่อสารที่คิดต่าง จะมีวิธีเชื่อมรอยร้าวอย่างไร ?
ตอนทำวงเสวนาก็ยังคุยกันได้ แต่ถ้าอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ด่ากันเลย หรือถ้าอยู่บนถนน ก็ตีกันเลย ไม่ฟังกัน สถานการณ์ตอนนี้ผมมองว่าตีบตัน และติดกรอบกฎหมาย เพราะการตั้งสภาประชาชน เราไม่มีระบบที่สร้างตัวแทน เพราะมีข้อจำกัดเรื่องกฎหมาย
ทางออกประเทศไทยที่หลายคนถามถึง อาจารย์คิดเห็นอย่างไร
อาฟริกาใต้ก่อนจะสร้างสังคมที่ดี ก็ฆ่ากันตั้งเยอะ เราไม่จำเป็นต้องไปถึงตรงนั้น ตอนนั้นหลายฝ่ายในอาฟริกาใต้มาร่วมกันสร้างภาพอนาคต เนลสัน แมนเดลา ก็นำประเทศด้วยการให้อภัย เขาเลือกที่จะเป็นนกฟลามิงโก้ที่ค่อยๆ ไป ผมคิดว่า เมื่อถึงเวลา ประเทศไทยจะเหินเหมือนนกฟลามิงโก้ ผมอยากให้ทุกคนช่วยหาทางออก มากกว่าผลักเข้าสู่ทางตัน ทางออกไม่ใช่ของเราคนเดียวหรือฝ่ายเดียว ต้องเปิดทางออกให้ทุกฝ่าย ถึงแม้เราจะเป็นศัตรูทางการเมือง หรือศัตรูทางความคิด แต่เราไม่มีทางไล่คนที่เราไม่ชอบออกจากประเทศนี้ เพราะมันเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เราทุกคนจะอยู่ร่วมกัน ผมเองก็ต้องการปฎิรูปที่เป็นระบบ เศรษฐกิจที่เป็นธรรม ลดการใช้อำนาจรัฐ ทำให้กฎหมายและการเลือกตั้งเป็นระบบที่ยุติธรรม





